เย็นวันหนึ่งในขณะที่ฉันนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดดอยปุย ฉันได้เจอกับเจ้าชายน้อย
“สวัสดี” เจ้าชายน้อยเอ่ยทัก
“สวัสดี” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ
เด็กชายคนนั้นมีผมสีทองเหมือนเหมือนแสงแดดใกล้ลาลับที่ยอดดอยปุย
เขามองดูพระอาทิต์ตกไปพร้อมกับฉันและเขาก็ช่างหัวเราะได้ตลอดเวลา
ฉันรู้ได้ทันทีว่าเขาคือเจ้าชายน้อยจากหนังสือที่ฉันอ่าน
เขาเล่าให้ฉันฟังว่าที่ดาวของเขามีพระอาทิตย์ตกวันละหลายรอบ
แล้วเขาก็เล่าเรื่องราวการเดินทางเหมือนกับในหนังสือเลย
ถึงฉันจะเคยอ่านมาแล้ว แต่ฉันก็นั่งฟังเขานิ่งๆ ฉันชอบฟัง
และฉันอยากมีเพื่อนสักคนในเวลานี้ ฉันกำลังฟังอย่างเพลิดเพลิน
จู่ๆ เจ้าชายน้อยก็ถามว่า ฉันเป็นผู้ดูแลพระอาทิตย์ดวงนั้นหรือเปล่า ? ฉันปฏิเสธ
“แล้วคนบ้ายอกับหลงตัวเองล่ะ?”
ฉันตอบเจ้าชายน้อยไปว่า “ ไม่รู้สิ ไม่เคยมีใครชมฉันเลย ฉันเลยไม่รู้ว่าฉันเป็นคนบ้ายอหรือเปล่า”
“ถ้างั้นคนขี้เมาล่ะ?”
“ฉันก็ขี้เมานะ ดื่มไปนิดเดียวก็เมาแล้ว แต่ฉันไม่ค่อยชอบกินเหล้านักหรอก ตอนนี้ฉันถือศีลห้า”
เจ้าชายมองฉันนานกว่าเดิม แล้วตั้งคำถามใหม่
“คงไม่ใช่นักธุรกิจหรอกนะ นักธุรกิจคงไม่มีเวลามานั่งมองพระอาทิตย์ตกดินแบบนี้”
“ถูกต้องแล้วล่ะ” ฉันตอบเขาไป
“คนจุดคบไฟ ?”
ฉันยิ้มเจื่อนอีกครั้ง “ฉันไม่มีความขยันและเคร่งครัดต่อคำสั่งแบบนั้นหรอก
หลายครั้งฉันก็ทำอะไรตามใจตัวเอง”
“เธอคงเป็นนักภูมิศาสตร์สินะ?”
“ไม่ใช่อีกนั่นแหละ แต่ถ้าหากจะเป็นไป ฉันขอเป็นนักสำรวจดีกว่า
เพื่อที่ฉันจะได้เดินทางสำรวจแหล่งที่มีพระอาทิตย์ตกสวยที่สุดให้รอบโลกไปเลย”
“ถ้าอย่างนั้น เธอเป็นอะไรล่ะ?” เจ้าชายน้อยจ้องหน้าหาคำตอบจากฉัน
“ฉันยังไม่ได้เป็นอะไรเลย ทั้งที่ฉันก็มีความฝันหลายอย่าง หนึ่งในนั้นนะ
ฉันอยากเป็นนักเขียน และนักวาดภาพประกอบ” ฉันยิ้มเจื่อนให้กว้างกว่าเดิม
“ฉันเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาเคยอยากเป็นคนวาดรูปเหมือนเธอ
เขาวาดรูปแกะและปลอกหุ้มปากแกะ แต่เขาลืมวาดสายเชือกหนังให้ฉัน
เธอช่วยวาดเพิ่มให้ฉันทีได้ไหม?”
“ได้สิ เจ้าชายน้อย” ฉันลงมือวาดสายเชือกหนังโดยทันที
“ขอบคุณมากนะ” เจ้าชายน้อยรับภาพสายเชือกหนังจากฉันไป
“จากนี้เธอจะไปไหน?” เจ้าชายน้อยถามคำถามฉันอีก
“ไปที่ไหนก็ได้ ไปให้ไกลจากมิตรภาพบางอัน”
“น่าเศร้าจังนะ .... ทำไมเธอถึงอยากไปจากมิตรภาพอันนั้นล่ะ?”
“เจ้าชายน้อย เธอยังเด็ก ไม่เข้าใจความเจ็บปวดบางเรื่องหรอก”
พระอาทิตย์ตกไปแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืด ดาวหลายดวง ค่อยๆ เปล่งประกายสุกปลั่ง
แต่ฉันเกิดความรู้สึกเศร้าขึ้นมาจับใจ
“เธอหมายถึงเรื่องการฝึกให้เชื่องเหรอ?” เจ้าชายน้อยพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากเจ้าสุนัขป่าในหนังสือ
“มันคือเรื่องความผูกพันใช่ไหม? ที่เธอหมายถึง” ฉันถามเพื่อความแน่ใจ
“ถูกต้องแล้วล่ะ” เจ้าชายน้อยตอบพลางมองไปบนท้องฟ้า
“ก็อาจจะใช่ มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน มันเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด
ซึ่งมันก็คือการถูกฝึกให้เชื่อง” ฉันตอบ
“ทำไมเธอต้องจากไปล่ะ เธอไม่อยากให้มิตรภาพและความรักนั้น
เป็นเหมือนดอกกุหลาบดอกเดียวของเธอหรือ? ดอกกุหลาบที่เธอคอยรดน้ำพรวนดินให้
ดอกกุหลาบที่เธอคอยห่วงใย เฝ้าเอาใจใส่ตลอดเวลา”
“ดอกกุหลาบน่ะหรือ ฉันก็ทำเช่นนั้น รดน้ำพรวดดิน ไล่แมลงให้เขา ห่วงใยเขาตลอดเวลา
แต่เขาไม่ชอบให้ฉันทำแบบนั้นหรอก ฉันทำอะไร ก็ดูจะไม่ถูกใจเขาเอาซะเลย”
เจ้าชายน้อยหัวเราะขึ้น ฉับพลันดวงดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้าไกลโพ้นนั้น ก็กระพริบแสงประกายวูบหนึ่ง
“มันเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว เป็นความลับที่สุนัขจิ้งจอกบอกกับฉัน
... ฉันว่ามันเป็นเรื่องของความเข้าใจ ซึ่งเราจะมองเห็นได้อย่างลึกซึ้งแจ่มแจ้ง
ก็ด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ขอเพียงใช้หัวใจ”
"สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ขอเพียงใช้หัวใจ” ฉันพูดซ้ำๆ
“ใช่แล้ว หวังว่าสักวันหนึ่งเธอคงรู้จักและเข้าใจมัน ฉันต้องไปแล้วล่ะ สวัสดีนะ” เจ้าชายน้อยเอ่ยลา
“สวัสดี” ฉันยิ้มเจื่อนอีกครั้ง ด้วยรู้สึกเศร้า ที่เพื่อนตัวน้อยจะต้องจากฉันไปแล้ว
บนท้องฟ้ามืดมิดที่ยอดดอยปุยนั้น หลังการดูพระอาทิตย์ตกและการสนทนาของฉันกับเจ้าชายน้อย ฉันได้ยินเสียงลูกกระพรวน 500 ล้านลูก ดังกังวานมาจากดวงดาวที่กระพริบแสงนั้น และการเดินทางของฉันเพื่อหนีไปให้ไกลจากมิตรภาพอันนั้น ก็กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว
Friday, September 22, 2006
Monday, September 11, 2006
ค่าภาษีถนน
เช้าวันนี้เป็นวันซวยอีกวัน ที่ทำให้รู้สึกแย่เอามากๆ
ถึงกับร้องไห้ ตอนโทรหาใครบางคน
ที่จริงมันก็แค่เรื่องเล็กน้อย ที่ไม่ควรเก็บเอามาคิด
แต่ไม่รู้ทำไม มันถึงบั่นทอนจิตใจจนร้องไห้มากขนาดนี้
ไม่รู้ว่าใครบางคนคนนั้นจะงงหรือเปล่า
เพราะน้ำเสียงเขายังงัวเงียอยู่เลย
แต่เขาก็ตั้งใจฟังเรื่องที่ฉันเล่า และฟังเสียงสะอื้น
จนฉันรู้สึกดีขึ้น เขาบอกว่า
คิดซะว่าเสียค่าภาษีถนนนะครับ
มันเป็นอุบัติเหตุ ฉันเข้าใจดี
ขณะที่ฉันขับรถมาทางตรง จนถึงทางแยกของซอย
รถกระบะสีน้ำเงิน คนขับเป็นหญิงวัยกลางคนค่อนไปทางแก่
ก็โผล่หัวรถออกมาครึ่งคัน และไม่มีทีท่าจะเบรก
สิ่งที่ฉันคิดได้ในตอนนั้นคือเหยียบเบรค
วินาทีที่ฉันตัดสินใจนั้น ไม่ได้นึกหรอกว่าจะมีรถข้างหลังตามมา
แล้วก็ได้ยินเสียงดังปั๊ง และแรงกระแทกที่ไม่แรงมาก
ฉันรีบขับรถไปจอดหลบข้างทาง ไม่ให้กีดขวางทาง
พลางมองกระจกหลัง รถที่มาชนคือมอเตอร์ไซด์
คนขับใส่เสื้อวิน เขาเป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
ฉันรีบลงจากรถไปดูเขา ขณะเดียวกับที่รถกระบะสีน้ำเงิน
เลี้ยวออกจากซอย แล้วจากไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คนขับมอเตอร์ไซด์ที่นั่งงอขาอยู่บนถนน ยกมือให้คนมาช่วย
มีเด็กวัยรุ่นสี่คน จอดมอเตอร์ไซด์ วิ่งลงมาพยุงคนเจ็บ
และจุงมอเตอร์ไซด์เข้ามาข้างทาง
ฉันถามไถ่คนเจ็บด้วยคามเป็นห่วง
เจ็บมากไหม? มีเลือดออกไหม?
คนใจดีที่มาช่วยเหลือจากไปกันหมดแล้ว
คนเจ็บเริ่มพูดถึงตัวเลข
บังโคนล้อหน้ารถมีรอยแตก
เขาถาม “ไม่รู้เปลี่ยนอันนี้ต้องเสียเงินเท่าไหร่?”
“หมวกกันน็อคก็แตกละเอียดเลย”
ฉันพอจะเดาได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น
เขาถามเหมือนว่าหยั่งเชิง รถน้องเป็นอะไรหรือเปล่าครับ
ฉันตอบ “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ยังไม่ได้ดูเลย”
ฉันเดินกลับไปดูรถ เขาเดินตามมา
มีรอยทางยาวสีดำจากมอเตอร์ไซด์สองแผล
แล้วคนเจ็บก็พูดขึ้น
“ผมขอเงินสัก 400-500 ไปซ่อมมอเตอร์ไซด์ที่ติดไฟแนนซ์ได้ไหม”
“ซื้อหมวกกันน็อคด้วย”
“ขาผมก็เจ็บ ตอนนี้ไม่เป็นไร แต่ไม่รู้ว่าจะเดินได้อีกกี่วัน”
“รถพี่เสีย ไม่รู้แฟนจะว่าหรือเปล่า น้องไม่เป็นอะไรเลย”
ฉันตอบ “น้องก็ไม่มีเงินเหมือนกันนะคะ”
“น้องไม่ใช่คนผิดด้วย คนผิดหนีไปโน่นแล้ว”
“ถ้าน้องไม่เบรกกะทันหัน แล้วชนกับรถกระบะ พี่ก็ชนน้องอยู่ดี ใช่ไหม”
“ถ้าน้องจะให้เงิน น้องให้เพราะอยากให้ ไม่ใช่เพราะน้องผิด”
“ถามหน่อยนะคะ สมมติว่าน้องขับรถหนีไปเลย
ไม่มีน้ำใจลงมาดูพี่ น้องก็ไม่ต้องจ่ายใช่ไหมคะ”
“ก็น้องไม่ผิด แล้วทำไมน้องต้องจ่ายให้พี่ด้วย”
เขาต่อรองเหลือ 300 บ้าง 200 บ้าง กลับไปกลับมา
ฉันบอก “ในกระเป๋าน้องมีตังค์อยู่ไม่ถึงหรอกค่ะ”
ฉันเดินไปหยิบกระเป๋าตังค์ในรถ แล้วเปิดให้เขาดู มีเงินอยู่ 260
เขาบอก งั้นผมเอาแค่ 160 ก็ได้
- โชคดีที่ฉันเบรกรถได้ทัน ก่อนที่จะชนกับกระบะ
- โชคดีที่รถที่มาชนเป็นมอเตอร์ไซด์ ไม่ใช่รถยนต์
ไม่งั้นอาจจะต้องเสียเงินซ่อมกันแพงกว่านี้
- โชคดีที่คนเจ็บ เอาเงินไปแค่ 160 ไม่ใช่ 200
แล้วเหลือให้ฉัน 60 เหมือนกับตำรวจที่เคยขูดรีดฉัน
ตอนนั้นฉันมีเงิน 170 เขาเอาไป 150 เหลือให้ฉัน 20 บาท
- โชคดีที่ฉันขับรถยนต์ เลยไม่เจ็บเท่าคนมอเตอร์ไซด์ที่มาชนท้าย
แต่โชคร้ายที่ฉันเป็นคนดี วิ่งลงมาดูและคิดจะช่วยเหลือ
จึงต้องเสียค่าภาษีถนน เพราะว่าบังเอิญมีรถยนต์มือสองคันเล็กๆ
ถึงกับร้องไห้ ตอนโทรหาใครบางคน
ที่จริงมันก็แค่เรื่องเล็กน้อย ที่ไม่ควรเก็บเอามาคิด
แต่ไม่รู้ทำไม มันถึงบั่นทอนจิตใจจนร้องไห้มากขนาดนี้
ไม่รู้ว่าใครบางคนคนนั้นจะงงหรือเปล่า
เพราะน้ำเสียงเขายังงัวเงียอยู่เลย
แต่เขาก็ตั้งใจฟังเรื่องที่ฉันเล่า และฟังเสียงสะอื้น
จนฉันรู้สึกดีขึ้น เขาบอกว่า
คิดซะว่าเสียค่าภาษีถนนนะครับ
มันเป็นอุบัติเหตุ ฉันเข้าใจดี
ขณะที่ฉันขับรถมาทางตรง จนถึงทางแยกของซอย
รถกระบะสีน้ำเงิน คนขับเป็นหญิงวัยกลางคนค่อนไปทางแก่
ก็โผล่หัวรถออกมาครึ่งคัน และไม่มีทีท่าจะเบรก
สิ่งที่ฉันคิดได้ในตอนนั้นคือเหยียบเบรค
วินาทีที่ฉันตัดสินใจนั้น ไม่ได้นึกหรอกว่าจะมีรถข้างหลังตามมา
แล้วก็ได้ยินเสียงดังปั๊ง และแรงกระแทกที่ไม่แรงมาก
ฉันรีบขับรถไปจอดหลบข้างทาง ไม่ให้กีดขวางทาง
พลางมองกระจกหลัง รถที่มาชนคือมอเตอร์ไซด์
คนขับใส่เสื้อวิน เขาเป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
ฉันรีบลงจากรถไปดูเขา ขณะเดียวกับที่รถกระบะสีน้ำเงิน
เลี้ยวออกจากซอย แล้วจากไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คนขับมอเตอร์ไซด์ที่นั่งงอขาอยู่บนถนน ยกมือให้คนมาช่วย
มีเด็กวัยรุ่นสี่คน จอดมอเตอร์ไซด์ วิ่งลงมาพยุงคนเจ็บ
และจุงมอเตอร์ไซด์เข้ามาข้างทาง
ฉันถามไถ่คนเจ็บด้วยคามเป็นห่วง
เจ็บมากไหม? มีเลือดออกไหม?
คนใจดีที่มาช่วยเหลือจากไปกันหมดแล้ว
คนเจ็บเริ่มพูดถึงตัวเลข
บังโคนล้อหน้ารถมีรอยแตก
เขาถาม “ไม่รู้เปลี่ยนอันนี้ต้องเสียเงินเท่าไหร่?”
“หมวกกันน็อคก็แตกละเอียดเลย”
ฉันพอจะเดาได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น
เขาถามเหมือนว่าหยั่งเชิง รถน้องเป็นอะไรหรือเปล่าครับ
ฉันตอบ “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ยังไม่ได้ดูเลย”
ฉันเดินกลับไปดูรถ เขาเดินตามมา
มีรอยทางยาวสีดำจากมอเตอร์ไซด์สองแผล
แล้วคนเจ็บก็พูดขึ้น
“ผมขอเงินสัก 400-500 ไปซ่อมมอเตอร์ไซด์ที่ติดไฟแนนซ์ได้ไหม”
“ซื้อหมวกกันน็อคด้วย”
“ขาผมก็เจ็บ ตอนนี้ไม่เป็นไร แต่ไม่รู้ว่าจะเดินได้อีกกี่วัน”
“รถพี่เสีย ไม่รู้แฟนจะว่าหรือเปล่า น้องไม่เป็นอะไรเลย”
ฉันตอบ “น้องก็ไม่มีเงินเหมือนกันนะคะ”
“น้องไม่ใช่คนผิดด้วย คนผิดหนีไปโน่นแล้ว”
“ถ้าน้องไม่เบรกกะทันหัน แล้วชนกับรถกระบะ พี่ก็ชนน้องอยู่ดี ใช่ไหม”
“ถ้าน้องจะให้เงิน น้องให้เพราะอยากให้ ไม่ใช่เพราะน้องผิด”
“ถามหน่อยนะคะ สมมติว่าน้องขับรถหนีไปเลย
ไม่มีน้ำใจลงมาดูพี่ น้องก็ไม่ต้องจ่ายใช่ไหมคะ”
“ก็น้องไม่ผิด แล้วทำไมน้องต้องจ่ายให้พี่ด้วย”
เขาต่อรองเหลือ 300 บ้าง 200 บ้าง กลับไปกลับมา
ฉันบอก “ในกระเป๋าน้องมีตังค์อยู่ไม่ถึงหรอกค่ะ”
ฉันเดินไปหยิบกระเป๋าตังค์ในรถ แล้วเปิดให้เขาดู มีเงินอยู่ 260
เขาบอก งั้นผมเอาแค่ 160 ก็ได้
- โชคดีที่ฉันเบรกรถได้ทัน ก่อนที่จะชนกับกระบะ
- โชคดีที่รถที่มาชนเป็นมอเตอร์ไซด์ ไม่ใช่รถยนต์
ไม่งั้นอาจจะต้องเสียเงินซ่อมกันแพงกว่านี้
- โชคดีที่คนเจ็บ เอาเงินไปแค่ 160 ไม่ใช่ 200
แล้วเหลือให้ฉัน 60 เหมือนกับตำรวจที่เคยขูดรีดฉัน
ตอนนั้นฉันมีเงิน 170 เขาเอาไป 150 เหลือให้ฉัน 20 บาท
- โชคดีที่ฉันขับรถยนต์ เลยไม่เจ็บเท่าคนมอเตอร์ไซด์ที่มาชนท้าย
แต่โชคร้ายที่ฉันเป็นคนดี วิ่งลงมาดูและคิดจะช่วยเหลือ
จึงต้องเสียค่าภาษีถนน เพราะว่าบังเอิญมีรถยนต์มือสองคันเล็กๆ
Thursday, September 07, 2006
เป็นดาวที่เหงาเฝ้ามองพระจันทร์
พระจันทร์สวยมาหลายคืนแล้ว
ตอนหัวค่ำ พระจันทร์จะดวงกลมโตมาก
แขวนตัวเองอยู่ไม่สูง แค่เหนือยอดไม้
พอฟ้าเปลี่ยนสีเป็นดำสนิท
ฟ้าสีดำช่วยขับสีพระจันทร์ให้ยิ่งเหลืองนวล
ปุยเมฆที่ลอยผ่านเส้นรัศมี
จะสะท้อนแสงสีส้มใสๆ เรืองรอง
อิจฉาเมฆที่ได้ลอยผ่านใกล้ๆ
ยิ่งดึกพระจันทร์ก็ลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
จนดูเหมือนว่า ยังไงก็เอื้อมไม่ถึง
พระจันทร์ใสจนเห็นกระต่ายชัดเจน
คืนนี้ราหูจะมาอมจันทร์ตอนตี 1
พระจันทร์จะทำไงหนอ
บางทีอาจจะเป็นเวลาพักของกระต่ายก็ได้เนาะ
ราหูอมจันทร์ ก็เท่ากับพระจันทร์ดับไฟ
กระต่ายก็ไม่ต้องตำข้าว จะได้หลับสักที
นานๆ จะได้งีบสัก 3-4 ชั่วโมง
ตอนเด็กๆ จำได้ว่า บ้าจี้ตามคำผู้ใหญ่
เอาหม้อเอาไหมาเคาะเสียงดัง ไล่ราหู
โตมาหน่อย ก็เห็นอาคนโต เตรียมของดำเจ็ดอย่าง
มาไหว้ราหู ไม่เห็นมีอะไรน่ากินเลย
ตอนนี้ อยากชวนใครบางคนมานั่งดูพระจันทร์สวยๆ ด้วยกัน
แต่เขาคงมาไม่ได้ ยังไงก็หวังว่าเขาจะมองดูอยู่
อย่างน้อยก็มองพระจันทร์ดวงเดียวกันละนะ
ตอนหัวค่ำ พระจันทร์จะดวงกลมโตมาก
แขวนตัวเองอยู่ไม่สูง แค่เหนือยอดไม้
พอฟ้าเปลี่ยนสีเป็นดำสนิท
ฟ้าสีดำช่วยขับสีพระจันทร์ให้ยิ่งเหลืองนวล
ปุยเมฆที่ลอยผ่านเส้นรัศมี
จะสะท้อนแสงสีส้มใสๆ เรืองรอง
อิจฉาเมฆที่ได้ลอยผ่านใกล้ๆ
ยิ่งดึกพระจันทร์ก็ลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
จนดูเหมือนว่า ยังไงก็เอื้อมไม่ถึง
พระจันทร์ใสจนเห็นกระต่ายชัดเจน
คืนนี้ราหูจะมาอมจันทร์ตอนตี 1
พระจันทร์จะทำไงหนอ
บางทีอาจจะเป็นเวลาพักของกระต่ายก็ได้เนาะ
ราหูอมจันทร์ ก็เท่ากับพระจันทร์ดับไฟ
กระต่ายก็ไม่ต้องตำข้าว จะได้หลับสักที
นานๆ จะได้งีบสัก 3-4 ชั่วโมง
ตอนเด็กๆ จำได้ว่า บ้าจี้ตามคำผู้ใหญ่
เอาหม้อเอาไหมาเคาะเสียงดัง ไล่ราหู
โตมาหน่อย ก็เห็นอาคนโต เตรียมของดำเจ็ดอย่าง
มาไหว้ราหู ไม่เห็นมีอะไรน่ากินเลย
ตอนนี้ อยากชวนใครบางคนมานั่งดูพระจันทร์สวยๆ ด้วยกัน
แต่เขาคงมาไม่ได้ ยังไงก็หวังว่าเขาจะมองดูอยู่
อย่างน้อยก็มองพระจันทร์ดวงเดียวกันละนะ
Subscribe to:
Posts (Atom)