









เมื่อแท็กซี่พยายามอธิบายว่าเหตุใดเราจึงต้องรถจากรถ เราก็กรูกันออกมาแบบงงๆ คนขับก็ชี้ทางให้เราเดินไป เราเลยยิ่งงงกันไปใหญ่ เพราะพี่ท่านพูดภาษาเวียดนาม แถมทางที่ชี้ไป เห็นแต่ผู้คนยืนเบียดเสียดกันอยู่ เลยไม่รู้จะฝ่าฝูงชนไปอย่างไร แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของอาพัต ซึ่งให้ไกด์เขียนแผนที่ไว้แล้ว พร้อมตัวหนังสือภาษาเวียดนาม แต่ว่า เป็นแผนที่บอกทางกลับโรงแรม ซึ่งเริ่มต้นที่ไนท์มาร์เก็ต แต่ก็ไม่พลาดความช่างสังเกตของอิ๊กไปด้วย เพราะก่อนที่เราจะไปถึงร้านอาหาร เราก็ผ่านทางนี้ แต่ตอนนั้นยังไม่กั้นถนน ซึ่งไกด์ได้ชี้ทางให้เราดูแล้ว ฉะนั้น อิ๊กจึงพอจำทางได้เพียงลางเลือน จึงได้เดินสุ่มจำกลุ่มกันไป ก็ยังไม่เจอตลาดสักที คนก็เยอะ แถมยังมีคนจูงรถจักรยานกับมอเตอร์ไซด์มาเบียดอีก อยากจะถามทาง แต่ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง เพราะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่แล้ว บุพเพก็อาละวาดให้อิ๊กประทับใจในหนุ่มเวียดนามหน้าตาคมสัน ผิวขาว คนหนึ่ง Can you speak Englisgh? อิ๊กถามไป ชายผู้นั้นตอบว่า NO แต่เรายังตื้อไม่เลิก ยื่นแผนที่ให้ดู ชี้ไปที่ตลาด ซึ่งคงจะมีคำเวียดนามติดอยู่มั้ง ชายผู้นั้นจึงชี้ทางให้ พูดภาษาอังกฤษแบบปลาๆ ปูว่า turn left ทั้งที่ชี้ไปทางขวา ที่จริงแกคงงงมั้ง เพราะแกหันหน้ามาทางเรา ฉะนั้น ขวากับซ้ายเลยอยู่กันคนละข้าง
แล้วพวกเราก็เสี่ยงตายด้วยการวิ่งข้ามถนนขนาดกว้างตามฝูงชนชาวเวียดนามไปด้วยความตื่นเต้น เนื่องจากว่าจุดนี้ไม่มีไฟสัญญาณกับเสียงกบเหมือนที่หน้ามอที่จะบอกว่าข้ามได้ เพราะรถหยุด แต่ก็อย่างที่อธบายไป รถที่เวียดนามไม่มีวันจอดบนท้องถนน อันแน่ ชายคนนั้นวิ่งตามเรามา สะกิดหัวไหล่ แล้วชี้ทาง พอเดินไปได้สักพัก เขาก็มาสะกิดแล้วชี้ทางอีกรอบ สงสัยติดใจสาวไทยร่างท้วมดั้งแม่บอย่างเรา 555
ตลาดไนท์มาร์เก็ตที่นี่ มีความยาวประมาณสามช่วงถนน เทียบเท่ากับถนนคนเดินเชียงใหม่ 4 ด้านรวมกัน และก็ไม่เหมือนไนท์บาร์ซ่าด้วย เพราะไม่ค่อยมีของที่ระลึกแบบเวียดน๊ามเวียดนามสักเท่าไหร่ มีแต่สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ทั่วไป ลองถามราคาดูแล้ว ก็ไม่แพงนะ เพราะที่เวียดนามมีโรงงานผลิตหลายแห่ง แถมแต่ละแบบสวยๆ หรูๆ ทั้งนั้น ด้วยความเหนื่อย และหนักของกล้อง อิ๊กกับโก๋จึงไม่ได้ซื้ออะไร และอิ๊กยังโยนสัมภาระกระเป๋ากล้องให้พี่โก๋ถืออีกต่างหาก เลยต้องซื้อแว่นตาเสือใหญ่ให้พี่โก๋เป็นรางวัล
หลังจากที่สมาชิกทัวร์แยกย้ายกันจับจ่าย ทุกคนก็มาพร้อมเพรียงกันนะจุดนัดหมาย เพื่อมุ่งหน้ากลับที่พัก ความตื่นเต้นก็บังเกิดอีกหน รีบควักแผนที่ออกมาดู แต่ไม่เห็นชื่อถนนเหมือนที่เขียนไว้ จึงยื่นให้แม่ค้าดู แล้วช่วยชี้ทางกลับโรงแรม เราก็เดินๆ กันไป ผู้คนบางตาแล้ว เพราะไม่ใช่ย่านไนท์มาร์เก็ตแล้ว เดินไปเรื่อยๆ อาพัตก็จำทางได้ว่า เพิ่งมาเดินเล่นเมื่อคืน และมองเห็นโรงแรมอยู่ลิบๆ เราจึงเสี่ยงชีวิตข้ามถนนอีกครั้ง อาพัตและเพื่อนๆ ร้องหวี้ดๆ อยู่ด้านหลัง เพราะมีมอเตอร์ไซด์เลี้ยวโค้งมาแบบไม่เบรก แต่นะ ฮิปโปกับยีราฟตัวดำจับมือกันอยู่กลางถนน ยังไงก็ต้องเห็นเนาะ
เช้าแล้ววันใหม่กินอาหารเช้าที่โรงแรมจนพุงกาง แล้วก็รีบลงไปหาไกด์ที่มารับแต่เช้า ซึ่งเราก็สายได้ทุกวัน ก็มันกินได้จุเป็นพิเศษนี่นา วันนี้ได้ไปทัวร์รอบเมืองฮานอย เริ่มจากที่แรก เป็นวัดซึ่งชาวเวียดนามให้ความเคารพกับเทพเจ้าในวัดมาก เป็นองค์พระขนาดใหญ่มากทำจากทองเหลืองหนักตั้งสี่พันตัน รูปหน้าเหลี่ยม หน้าผากกว้าง ซึ่งเขาบอกว่า เนี้ยแหละโหง้วเฮงดีสุด เป็นผู้มีบุญญาธิการและมีพลังอำนาจมาก (หน้าเหมือนทักษิณมาก ขอบอก) ออกจากวัดเราก็เดินเรียบไปตามทะเลสาบกลางเมืองฮานอย บรรยากาศดีมาก ลมพัดโชยเย็นจับใจ มีฝนโปรยปอยเล็กๆ ลงมาเป็นช่วงๆ จากทะเลสาบก็ไปถึงวัดที่เป็นเกาะกลางทะเลสาบ มีประวัติมากมาย แต่เราจำไม่ได้แหะ อีกอย่างไกด์อธิบายอะไร ก็ไม่ค่อยฟังแล้ว อยากเดินเล่น ถ่ายรูปมากกว่า จากวัดนี้ก็ไปอีกวัดหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญมากอีกเช่นกัน เรียกว่า วิหารวรรณกรรม มีประวัติว่าเคยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก โดยมีชื่อบัณฑิตที่จบการศึกษาจารึกบนแผ่นหินที่อยู่บนหลังเตาหินตัวใหญ่มาก
ที่วัดนี้งอนกับพี่โก๋เล็กน้อย เลยถ่ายรูปมาไม่เยอะ ทั้งที่สวยมาก ไปดีกันอีกทีที่จัตุรัสบาดิน ซึ่งบังเอิญว่าเป็นวันจันทร์ ปิดทำการห้ามเข้าชม มีทหารยามยืนตัวแข็งเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู แต่เราสามารถเข้าไปเดินด้อมๆ มองๆ ที่พิพิธภัณฑ์ของท่านเหมาได้ ซึ่งกว้างมาก ตึกอาคารก็สวย ที่จริงท่านเหมามีปราสาทหลังเบ้อเริ่มเทิ่ม แต่เหงาจับจิต เนื่องจากไม่มีหญิงข้างกาย อายุอานามก็มากโข จึงไปสร้างบ้านใหม่หลังน้อยนิดพอน่ารักอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน มีเพียงสามห้องเท่านั้น คือ ห้องนอน ห้องทำงานและห้องน้ำ ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นล่างเป็นที่นั่งเล่นแบบเปิดโล่ง บรรยากาศดีมาก แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู เพราะว่าคนเยอะมาก นักท่องเที่ยวล้นหลาม เดินตามกันเป็นทิวแถวเชียว ออกจากสถานที่ของผู้ทรงอำนาจ ก็ได้เวลาบุฟเฟ่ต์อาหารเวียดนาม เอ้า ลุย เชิญทานของจืดกันได้แล้นนนนนน
หลังจากมื้อเที่ยงก็ได้เวลาอันแสนตื่นเต้น Cyclo ทัวร์ นั่งรถสามล้อถีบชมวิวเมือง ตอนแรกว่าจะนั่งสองคนกับพี่โก๋คันเดียว แต่ไกด์บอกว่า you are so big แปลว่าแกสองตัวอ้วน ฉะนั้น เลยต้องแยกกันนั่ง ไม่งั้นคงต้องติ๊บให้คนถีบสามล้อสามเท่าแหงมๆ ไกด์บอกว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากที่ต้องติ๊บให้คนถีบสามล้ออีกต่างหากนอกจากค่าจ้างพาทัวร์แล้ว เราจึงต้องจ่ายกันไปอีกคนละสองพันด็อง ขอคอมเม้นท์นิดนึงว่า นั่งรถสามล้อแบบนี้สนุกแค่ตอนแรกแป๊บเดียวเอง นานไปชักเวียนหัว ทั้งกลิ่นควันรถและรถราที่วิ่งไม่ยอมหยุด เสี่ยงชีวิตกันพอสมควร ก็ได้ไปดูหุ่นกระบอกน้ำ ซึ่งก็คิดว่าสนุกนะ โดยมาเป็นการเล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่และนิยายปรัมปราของเวียดนาม เพียงแต่ว่าเขาพากย์เป็นภาษาเวียดนาม หลายคนก็เลยได้งีบชั่วขณะหนึ่งในห้องแอร์แสนสบายนั้น ที่นี่ เราได้เจอคนไทยมากมาย ซึ่งก็คงเหมาทัวร์ไปเที่ยวแบบเดียวกัน
และแล้วก็สิ้นสุดการท่องเที่ยว รวมค่าใช้จ่ายดังนี้
ค่าเครื่องบิน 3172.67 บาท ค่าที่พักโรงแรมสี่ดาว ที่ Anise Hotel 2 คืน 1900บาท / คืน ค่าทัวร์ 2200 บาท
และค่าอาหารมื้อต่างๆ อีกไม่มาก แลกดอลร์ล่าไปยังสามพันบาทยังเหลือกลับมาเลยจ้า
สวัสดีเวียดนาม