Tuesday, May 23, 2006

แมวที่ถูกขัง



ถึงคาราเมลที่รัก

คุณแม่ต้องขอโทษด้วยที่ทอดทิ้งคาราเมลไปนานแสนนาน
คุณแม่มีความจำเป็นต้องคืนหนูให้กับเจ้าของเดิม
เพราะคุณแม่ต้องย้ายบ้านใหม่ ซึ่งเจ้าของบ้านหลังใหม่
เขาไม่อนุญาตให้คุณแม่นำแมวไปเลี้ยงได้
ถ้าเขาชอบแมว คุณแม่ต้องเอาหนูไปด้วยแน่ๆ

คุณแม่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมหนูเลย ทั้งที่คิดถึงทุกวัน
คุณแม่ใช้รูปของหนูเป็นภาพหน้าจอ desktop
เวลาที่คุณแม่มองเห็นรูปหนู คุณแม่ยังเผลออยากเอามือลูบหัวหนูเลย

คุณแม่ได้แต่เก็บความคิดถึงไว้ อยากจะไปเยี่ยมหาหนูหลายครั้ง
แต่ก็เกรงใจเจ้าของเดิมของหนู
จนเมื่อวานเป็นวันเกิดคุณแม่ คุณแม่จึงขอทำตามใจตัวเอง
ไปหาหนูที่ร้านซักอบรีด บ้านเดิมของหนู

คุณแม่ไปถามหาหนูกับเจ้าของบ้าน
โดยต้องเรียกชื่อหนูว่า “ลูกหมี” ตามที่เจ้าของเดิมตั้งให้
เขาบอกคุณแม่ว่า หนูไม่สบาย เพิ่งกลับมานอนซม หน้าบวม
เพราะมีคนหวังดีเอายาพาราเซตมอนให้หนูกิน
ซึ่งเป็นยาที่ใช้กับคน แต่ใช้กับสัตว์เลี้ยงไม่ได้

เจ้าของบ้านพาคุณแม่เข้าไปหลังร้าน
คุณแม่เห็นหนูนอนอยู่ในกรง หนูส่งเสียงร้องต่ำๆ
คุณแม่เข้าใจทันทีว่า หนูไม่พอใจที่ถูกขังแบบนี้
น้ำเสียงของหนู แสดงความไม่พอใจแกมขู่ว่าให้ปล่อยหนูออกไป
พอคุณแม่เข้าไปใกล้ๆ เราก็สบตากัน
คุณแม่เอามือลูบหัวหนูผ่านกรง
ที่หลังของหนูมีรอยแผล ขนหลุดร่วงเป็นกระจุก
เจ้าของหนูบอกว่า ไม่รู้ว่าหนูติดเชื้ออะไร จึงต้องแยกกรงขังไว้
หนูส่งเสียงร้องแหลมเล็กกว่าครั้งแรก
หนูกำลังอ้อนคุณแม่ เหมือนที่เคยเป็น
หนูเอาตัวถูไถที่มือคุณแม่ผ่านกรง
คุณแม่สงสารหนูจับใจ จึงขออนุญาตเจ้าของ
อุ้มหนูออกมานอกกรง เขาอนุญาต แต่มีข้อแม้ว่าห้ามปล่อยหนู
และให้คุณแม่ล้างมือ หลังจากอุ้มหนูเสร็จแล้ว

คุณแม่อุ้มหนูออกมาไว้ชิดอก เอาแก้มชิดกับหัวน้อยๆ ของหนู
คุณแม่ไม่รังเกียจที่หนูมีแผล อยากกอดหนูแน่นๆ จัง
หนูร้องเสียงอ้อนอีก หนูอยากออกไปวิ่งเล่นใช่ไหม
แต่คุณแม่ก็ต้องจับหนูกลับเข้ากรงเหมือนเดิม
เจ้าของหนูบอกว่า ต้องทำใจแข็งไว้
ถ้าขืนปล่อยหนูไปซน ก็ต้องป่วยหนักกลับมาอีก
และยิ่งมีแผลแบบนี้ คงไม่มีใครสงสาร เอาไปเลี้ยง หรือให้ข้าวกิน

หนูมองตาคุณแม่ และพยายามเอาตัวมาถูไถที่มือคุณแม่ผ่านกรงอีก
คุณแม่ต้องกลับแล้ว เพราะเกรงใจเจ้าของบ้าน
“ไปแล้วนะ” คุณแม่บอกหนู
“แหง่ว” หนูอ้าปากตะเบ็ง ทำตาโต
คุณแม่จำน้ำเสียงแบบนี้ได้ดี
หนูจะร้องแบบนี้ เวลาที่หนูไม่อยากให้คุณแม่ทำอะไรที่หนูไม่อยากให้ทำ
เช่นไม่ยอมให้หนูเข้าห้อง
และตอนที่ป้าสึ่งไล่หนูลงจากเตียง

คาราเมลเอ้ย หนูอาจจะไม่เข้าใจที่ถูกขังไว้แบบนั้น
ต่อให้คุณแม่บอกว่า รักหนู คิดถึงหนูแค่ไหน
แต่หนูก็คงไม่เข้าใจ หนูอาจจะรู้สึกได้ถึงความรัก ความเมตตา
แต่หนู ก็คงยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าทำไมต้องขังหนูไว้
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คุณแม่กับเจ้าของหนู ก็ต้องทำแบบนี้
เพื่อหนูนะ คาราเมล นี่คือสิ่งที่มนุษย์คิด
แต่สำหรับแมวแล้ว หนูอาจจะไม่สนใจว่าตัวเองจะมีแผล
ตัวเองจะไปเจ็บป่วยมาอีก หนูคงอยากไปวิ่งเล่น
จับหนู จับนกมาฝากคุณแม่

หนูไม่เข้าใจคุณแม่ ก็ไม่เป็นไร
แต่คุณแม่ก็ยังรักหนูนะ และก็เชื่อว่าหนูก็ยังรักคุณแม่

Saturday, May 13, 2006

หนึ่งวันสบายที่มีน้ำตา

วันนี้วันอาทิตย์
ฉันตื่นไม่สาย แต่ก็ไม่เช้ามากนัก
เนื่องเพราะวันนี้เป็นวันหยุด
ลงไปข้างล่าง พี่ติ๊กบ่นหิว ฉันจึงจัดแจง
อุ่นข้าวต้มข้าวกล้องที่พี่ติ๊กหุงไว้แต่มื้อเย็นวาน
ฉันทำกับข้าวสามอย่าง
ยำปลาหมึกทอดใส่หัวหอมเยอะๆ อย่างที่พี่ติ๊กชอบ
ผัดผัดบล็อกโคลี่ใส่พริกชี้ฟ้าและมะเขือเทศลูกเล็ก
ผัดผักกาดหวาน หรือผัดหัวไชโป๊ใส่ไข่ ของโปรดของฉันเอง
ผัดไปก็นึกว่า เคยทำที่บ้านพี่อาร์ต กินกับก๊อฟ พี่เจง และพี่ติ๊ก
แต่ครั้งนั้นมันหวานไปมาก คราวนี้ฉันจึงระวังในการใส่น้ำตาล
ไม่วายที่พี่ติ๊กจะบ่นว่า มันคือผักกกาดดองหวานหรือเปล่า
ทำไมจืดจัง ฉันชิม แล้วคิดในใจ “มันคงจืดตามหัวใจฉันมั้ง”

กินข้าวพร้อมดูรายการโทรทัศน์ที่แสนน่าเบื่อ
พวกที่เอาสาวๆ รุ่นมาจัดรายการห่วยๆ
พิธีกรห่วย แย่งกันพูด ฟังไม่ได้ศัพท์
จนมาถึงรายการมิวสิคเพลง ที่มีพิธีกรวัยรุ่นหน้าใหม่สามคนเป็นพิธีกร
ฉันบ่น “ไม่เห็นมีใครเป็นพิธีกรสนุกเท่าเรย์ แมคโดนัลเลย”
พี่ติ๊กเห็นด้วย แต่เราก็ยังคงจดจ่อกับการดูรายการนี้
เพราะนานมากแล้วที่ไม่ค่อยได้ดูมิวสิควีดีโอ ชีวิตต้องอัพเดทกันบ้าง

พี่ติ๊กขึ้นไปอาบน้ำ ฉันนั่งดูมิวสิคพร้อมกับกินน้ำตาลสดใส่น้ำแข็ง
อยู่คนเดียว มีหนังสือ ชื่อ “นิทานสันดานเสีย อยู่ในมือ”
เริ่มอินไปกับมิวสิคเพลงและเนื้อหาเพลง ที่ใครๆ ก็เถียงกันว่า
คนแต่ง แต่งมาให้ฉานนนนนน ทำไมมันช่างตรงกับชีวิตแบบนี้

พี่ติ๊กออกไปทำงาน สั่งว่า ถ้าฝนตกให้เก็บผ้าให้ด้วย
ฉันอาบน้ำเสร็จ ฝนกำลังจะลงพอดี รีบย้ายราวตากผ้าไปไว้หน้าบ้าน
สายฝนเทกระหนำลงมาดังๆ ติดๆ กัน
ฉันเข้าห้องนอน เปิดหน้าต่างให้กว้าง
เต็มใจรับฝอยฝนที่กระเซ็นผ่านเข้ามา
เปิดหนังสืออ่าน พร้อมกับฟังเพลงจากคลื่นวิทยุ
วันนี้ช่างสบายเหลือเกิน ฉันได้พักผ่อนอย่างที่ตั้งใจไว้
นอนอ่านหนังสือสนุกพอประมาณ ท่ามกลางบรรยากาศสายฝน
จนเพลงของบัวชมพู แว่วเข้ามาในความนึกคิดที่ล่องลอยตามไป
เพลง “วงกลม”
... เป็นวงกลมที่หมุนกระท่อนกระแท่นไป ...
.......... เฝ้าตามหาชิ้นส่วนที่ขาดหาย ............................
............. ไม่รู้ว่าชีวิตจะอยู่ต่อไปอย่างไร ..... ฉันล้มลงท่ามกลางความเดียวดาย ....

ใจกระหวัดไปคิดถึงเขาอีกแล้ว อากาศเย็นสบายแบบวันนี้
ฉันเคยนอนหนุนอกเขาใต้อ้อมแขนอุ่น ได้สูดกลิ่นเสื้อยืดสีขาวของเขา
ที่มันหอมจางด้วยฝีมือการซักผ้าของเขาเอง
มันเป็นภาพอย่างต่อเนื่อง มีผู้หญิงที่เป็นเหงาดำคนหนึ่ง
นอนแทนที่ฉันอยู่แล้วเวลานี้ เขายกมือลูบหัวผู้หญิงคนนั้นอย่างเอ็นดู
มีฉันนั่งมองจากมุมไกล นั่งมองพลางคิดไปว่า
ฉันตัดสินใจถูกแล้วที่จากมา
จากมาไม่ใช่เพราะการหลบเลี่ยงการรับรู้ความจริงที่ทำให้ปวดใจ
ซึ่งอันที่จริงมันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ
แต่เหตุผลหลักคือ เพื่อทำตามสิ่งที่ฉันคิดไปเองว่าเขาต้องการ
“เขาคงต้องการให้เราเป็นแบบนี้ “ลืมๆ กันไปดีกว่า” ….”

น้ำตาค่อยๆ ไหลจากตาซ้ายผ่านสันจมูกที่แบนราบ
ไหลสู้เข้าตาขวา

สติกลับคืนมา
ภาพเหล่านั้นลบไปหมดแล้ว

วันนี้แสนสบาย หาอะไรทำอย่างที่อยากทำดีกว่านะ ...
ที่จริงก็ไม่ได้เศร้าอะไรสักเท่าไหร่ ชินแล้วล่ะ
ฉันภูมิใจฝืนๆ อยู่กับสิ่งที่เป็นเช่นวันนี้

Friday, May 12, 2006

เด็กวัดดอนจั่น

เด็กๆ ที่วัดดอนจั่น แบ่งเป็นเด็กชาย ประมาณ 200 กว่าคน
และเด็กหญิงประมาณ 120 คน
ซึ่งจำนวนนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงสามเท่า

จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ไปเลี้ยงไอติมเด็กๆ กับซ้ง นิว พี่ยุ่น
ก็มีอยู่ 100 กว่าคนเอง
แต่ปีนี้ เจ้าอาวาสวัดรับเพิ่มไม่จำกัดจำนวน
เนื่องจากปีนี้เป็นปีฉลองครองสิริราชย์สมบัติของในหลวง

ก็เลยให้น้องเมย์สั่งไอติมป่าตันแบบแท่งไป 450 แท่ง
แล้วก็ไปซื้อขนมก๊อบแก๊บ ให้เด็กๆ อีก 450 ถุง
ได้เงินสมทบทุนจากน้องๆ ชมรม และพี่ส้ม พี่ที่ทำงาน
ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเลี้ยงข้าวเด็กๆ

แต่งบประมาณในการเลี้ยงมื้อกลางวัน
ตั้งห้าพันกว่าบาท หาเงินได้ไม่พอ ก็เลยได้แต่เลี้ยงขนม

คุณครูจับแยกเรือนนอนของดช.และดญ. เพราะก็เริ่มโตๆ กันแล้ว
ไม่อยากให้มีปัญหาเรื่องชู้สาว
เรากับน้องๆ จึงต้องไปแจกขนมให้เรือนดช.ก่อน แล้วไปเรือนดญ.
หลังจากเด็กๆ กินขนมกันเรียบร้อยแล้ว
หัวหน้าของดญ. ก็ออกมารายงานว่า เด็กๆ ที่นั่นมาจากที่ไหนกันบ้าง
ความว่า ....
ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาหลายๆ เผ่า และส่วนมากมาจากจังหวัดตาก
คุณครู ที่เด็กๆ เรียกว่าอาจารย์แม่ ก็เล่าให้เราฟังว่า
ปีนี้เด็กมาก มากันเป็นคันรถ เพราะอยู่บ้านก็ยากจน พ่อแม่เลี้ยงไม่ไหว
ก็เลยส่งมาที่วัดให้เรียนหนังสือ แต่ที่วัดก็มีแค่ชั้น ม.1 –ม.6 สำหรับดญ.
บ้างคนมาอยู่แค่ 2-3 ปีก็ออกไป มีคนมารับไปอุปการะบ้าง
เด็กๆ ลงจากเขามา ก็มาอยู่วัด ไม่เคยได้ไปไหน
โลกทัศน์อาจจะแคบไปบ้าง แต่ก็ดีที่มีโทรทัศน์ให้ดู
ซึ่งเด็กๆ ก็ชอบดูแต่ละครทีวี ซึ่งไม่แปลก ผู้ใหญ่อย่างเรายังชอบดู

เลยมีความคิดว่า อยากจะพาเด็กๆ ไปเที่ยวสวนสัตว์
ทางสวนสัตว์คงไม่มีปัญหาในการให้เข้าชมฟรี
แต่เราก็ต้องจัดหารถไปรับส่งเด็กๆ
และก็จะชวนน้องๆ ชมรมมาช่วยเป็น staff ดูแลเด็กๆ
------------------------------------------------------

จะทุกข์ใจไปทำไมกับการไขว่คว้าหาใครสักคนมารับความรักของเราไป
ในเมื่อยังคนที่เขาต้องการให้ใครๆ มาหยิบยื่นความรักให้อีกมาก
ความรักของเราจำเป็นสำหรับพวกเขามากกว่าใครบางคนที่มองไม่เห็นค่าเลย




Wednesday, May 10, 2006

เมื่อคุณรู้สึกเกลียด

เคยเกลียดใครบ้างไหม
-- ไม่เคย แต่อาจจะกำลังจะเกลียด
ความเกลียดเป็นยังไง
-- ไม่รู้สิ ไม่แน่ใจ
ลองอธิบายสิ
-- มันก็ไม่อยากเจอหน้า ไม่อยากได้ยินเสียง ไม่อยากติดต่อ ไม่อยากอยู่ใกล้
แล้วทำไมไม่แน่ใจ
-- เพราะว่ายังรู้สึกรัก เป็นห่วง และใส่ใจ
แปลกจัง
-- ที่เขาเรียกว่าทั้งรัก ทั้งเกลียดมั้ง
แล้วจะจัดการกับความเกลียดต่อไปยังไง
-- ยังนึกไม่ออก แต่อยากให้เขาออกไปห่างๆ ก่อน เผื่อว่าเวลาจะทำให้ลืมอารมณ์รุนแรงนี้ไปได้บ้าง
ถ้าเกลียดเขาจริงๆ จะรู้สึกยังไง
-- ถ้าเกลียดเขาได้จริงๆ ก็คงไม่รู้สึกอะไรมากมั้ง แล้วก็คงไม่รู้สึกแย่มากๆ แบบนี้
รู้สึกแย่ว่าทำไมต้องเกลียดเขา

Monday, May 01, 2006

วันเศร้าๆ กับเพื่อนที่แสนดี

หลังจากที่เหนื่อยล้ากับการดูแลน้องสาวของเพื่อนอยู่เป็นสัปดาห์
ก็เหมือนว่าจะได้ฟังข่าวดีว่าน้องจะกลับพรุ่งนี้แล้ว
แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ได้รู้ว่าเพื่อนที่เราคบมาเกือบ 3 ปี
เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน
แล้วเราก็ตัดสินใจจะเลิกคบกับเขา(อีกครั้ง)
ด้วยหลายเหตุผล แต่ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เรา
รู้สึกแย่แสนแย่ มาโดยตลอด
พยายามมองหาข้อดี ก่อนที่จะตัดสินใจ
แต่ในเวลาที่ไฟโหมเช่นนี้ เรื่องดีๆ เล็กๆ น้อยๆ
ที่เราเคยประทับใจหนักหนา กลับกลายเป็นแค่เรื่องขี้หมา

วันนี้ตื่นเช้าหน่อย น้องทำเสียงดังปลุก
น้องไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่เพราะเราเป็นคนหูเร็วเกินไป
เริ่มต้นด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยที่ต้องตื่นเช้า แม้จะเป็นวันหยุดที่รอคอย
ฝนตกตั้งแต่เมื่อคืน อากาศเย็นสบาย จนไม่อยากไปไหน ไม่อยากทำอะไร
นอกจากนอนอ่านหนังสือ และกินเค้ก
แต่แล้ว เมื่อเมฆฝนเริ่มยอมให้แดดส่องผ่าน
เราจึงพาน้องออกไปกินอาหารเวียดนามแถวช้างคลาน
ซื้อก๊วยจั๊บญวนไปฝากบ้านหลินด้วย
จากนั้นกะว่า จะไปช้อปปิ้งเครื่องประทินโฉมที่เซ็นทรัล แอร์พอร์ท
แต่รถติดตั้งแต่ระยะ 500 เมตรก่อนถึงทางเข้า
เลยเปลี่ยนใจ มุ่งหน้าไปที่แม่ริม พาน้องเที่ยว
แวะพิพิธภัณฑ์เจ้าดารารัศมี แล้วก็ไปที่สวนพฤกศาสตร์
เป็นครั้งแรกที่ขับรถไปไกลขนาดนั้น แถมยังเป็นทางลาดชัน
ซึ่งทางบางช่วง ทำเราตื่นเต้นไม่น้อย น้องไม่รู้หรอก ว่านี่เป็นครั้งแรกกกกกก

อากาศร้อนได้ใจ แต่ฟ้าก็สวยเป็นใจสมกับที่น้องรอให้พาไปเที่ยว
ต้นไม้ดอกไม้ในสวนพฤกษศาสตร์สีอาจไม่สดเหมือนตามรีสอร์ท
แต่ก็คิดว่าได้ใจน้องไปบ้าง เราชอบที่นั่น
คิดไว้แล้วว่า ถ้าว่างๆ จะเอาหนังสือไปนั่งอ่านเล่น
มีหลายมุมมาก ที่น่าเอาใจไปทิ้งไว้

กลับจากสวนพฤกษศาสตร์ ก็แวะเข้าบ้านก่อน เพราะรู้สึกเพลีย
เลยโทรไปขอให้พี่ชายเขาพาน้องเขาไปเดินถนนคนเดินแทน
แต่... ก็ดันโดนว่ามาอีก ว่าพูดไม่รู้เรื่อง เฮ้อ
ทำดีได้ดีมีที่ไหนกันเนาะ
พี่เขาบอกให้พาน้องไปส่งที่บ้านเขา เราก็รับปากไป
ซึ่งก็มาคิดได้ตอนหลังว่าทำไมเขาไม่มารับเองนะ

กลับมาถึงบ้าน แอบเอาแมวดำน้อยเข้าบ้าน
เอามากอดไว้ แต่มันก็ไม่ยอมอยู่เฉยหรอก
จิตใจเริ่มฟุ้งซ่าน เลยลุกไปเปิดหนังเรื่อง Café Lumiere
ดูไปก็เกือบหลับไป ตั้งหลายรอบ
และก็ดูไม่จบ เพราะมีแว่บหนึ่งที่อยากกินข้าวแกงกระหรี่
เลยโทรชวนน้องเมย์สวยออกไปกิน และแวะเช่าหนังที่ Entertain หลังมอด้วย
ได้เรื่อง Before Sun Rise มา
หนังเก่าที่หลายคนพูดถึงเขียนถึง เราเองก็เคยเขียนถึง ในที่สุด เราก็กำลังจะได้ดู

แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าอยากไปเช่าหนังสือร้านดาว
ไปยืนมองหาหนังสืออยู่เกือบชั่วโมง
ฟังเพลงเศร้าที่ร้านเปิดจนจะร้องไห้แล้ว ไม่เจอหนังสือที่ถูกใจสักที
ไม่รู้ทำไม หนังสือใหม่ๆ ที่ออกมา ไม่เป็นแบบที่เราเคยอ่านบ้าง
หลายๆ ชั้นมีแต่หนังสือที่ดารา นักร้องเขียน
ไม่น่าอ่านเลยสักนิด แต่ก็ยอมรับว่าดาราหลายคนเขียนดี
อย่างที่เคยอ่านก็ของ ทราย กับศรราม
นึกแล้วเศร้าที่สุด ที่หาหนังสืออ่านไม่ได้
บางทีอาจเป็นเพราะว่า ไม่รู้ว่าตัวเองอยากอ่านแนวไหนกันแน่
ให้กำลังใจความรัก หรือเรื่องที่ต้องอ่านต่อจนวางไม่ลง
จะอ่านอีโรติค หรือจะอ่านวรรณกรรมเด็ก
เดินวนไปมาอยู่หลายรอบ จนมาสะดุดตากับนักเขียน
มูราคามิ กับหนังสือชื่อ after the quake
โปรดสังเกต ชื่อหนังสือ ใช้ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด
ไม่รู้เหมือนกันว่ามูราคามิมีความจงใจอันได
ปล. after the quake นะ ไม่ใช่ after the cake
((ปล. อีกรอบ ถ้าเป็นเค้กที่เราทำเอง
ใครกินก็ต้องมีความสุข เพราะมันอร่อย 555))

ในขณะที่กำลังนั่งพิมพ์บันทึกนี้ลงบล๊อก
ท่ามกลางความเหงาที่มานั่งขนาบข้างอยู่
พลางคุยกับจิ เอิร์ธ และหนุ่ย ทาง MSN
แล้วนางฟ้าใจดีก็ส่งเพื่อนที่แสนดีมาให้เรา
เขียนโทรมานั่นเอง เขียนบอกว่านั่งคุยกับบอล
จึงได้รู้ว่าเรามีเรื่องบางอย่างที่ทำให้ขุ่นมัวอยู่ตอนนี้เลยโทรมา
เพื่อนเอ้ย เราน้ำตาไหลเลย จริงๆ นะ
ขอบใจมากนะเขียน ขอบใจจริงๆ ที่พูดจนลิงหลับ 555
ล้อเล่นนะ ขอบใจมากจริงๆ เขียน
คงไม่มีคำไหนจะรู้สึกภูมิใจไปได้มากกว่า การที่ประกาศในบล็อกนี้ว่า
เรามีเพื่อนชื่อ “เขียน”
(เรื่องราวอาจคล้ายที่คุยกับยีน ไม่เป็นไรนะ ขอยืมมาใช้หน่อย)
------------------------------------------------------------------------------------
ปล. ถึงวันนี้จะเศร้าๆ แต่ก็ขอบใจเพื่อนเขียนและเพื่อนบอล