Wednesday, August 04, 2010
Wednesday, September 09, 2009
ฝ่าฝน ทนรถติด เพื่อโจ๊กเจ้หงส์
เนื่องจากสุดที่รักปวดฟัน เราจึงพยายามสรรหาโจ๊กที่ขึ้นชื่อ แล้วพากันไปกิน
เสิร์ชในอินเตอร์เนตเจอ 10 อันดับโจ๊กแสนอร่อยในเมืองกรุง
แล้วโจ๊กเจ้หงส์ที่อยู่ในอันดับที่ 10 ก็เข้าตากรรมการ
เพราะว่าอยู่ติดกับร้านนมมนต์ ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพ
ซึ่งเคยไปหลายครั้งตอนทำงานที่บิ๊กซี
ก็เลยตกลงใจไปที่นั้น สั่งให้พี่โก๋มารอที่ใต้ตึกอ๊อฟฟิศ
เพื่อนั่งรถเมล์สาย 44 มุ่งหน้าสู่ถนนราชดำเนิน
เมฆดำเริ่มตั้งเค้ามาแต่ไกล แต่ไม่หวั่นไหว อยู่ใต้ฟ้าจะกลัวฝนทำไม
รอรถเมล์อยู่พักใหญ่ แล้วก็ได้ดั่งใจหมาย รถแล่นไปได้พักเดียว
ฝนเทกระหน่ำสาดซัดเข้าหน้าต่าง ผู้โดยสารจึงต้องรีบปิดหน้าต่าง
อากาศในรถเมล์ก็เลยยิ่งอบอ้าว
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เราสองก็ยังไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง
คิดอยากจะเปลี่ยนใจข้ามถนนขึ้นรถเมล์กลับไปกินข้าวใต้หอ
แต่คุณป้าที่นั่งข้างๆ บอกว่าข้ามสะพานผ่านฟ้าไปก็อีกนิดเดียวถึงแล้ว
นั่นแหละ อีกนิดเดียวก็ถึงกับครึ่งชั่วโมงที่รถค่อยๆ ขยับๆ
เห็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอยู่เบื้องหน้า เราใกล้ถึงแล้วสิ
เฟี้ยบบบบบบบ รถเลี้ยวซ้ายซะงั้น ไม่ไปตามทางที่คาดคิดไว้
ก็เลยต้องระเห็ดลงจากรถทันควัน เรียกสองตุ๊กไปศาลาว่าการ
สองตุ๊กไปจอดหน้าร้านนมมนต์ แล้วเราก็พบโจ๊กร้านเจ้หงส์
อยู่ข้างร้านนมจริงๆ ด้วย แต่หน้าร้านกว้างประมาณหนึ่งช่วงแขน
มีป้ายติดไว้ว่า มีโต๊ะให้นั่งด้านในซอย
เราจึงสั่งโจ๊กหมูกับกระเพาะ ไม่ใส่ไข่ แต่ใส่ขิง
เนื้อโจ๊กเนียนละเอียดมากๆ หมูสับปั้นก้อน กระเพาะชิ้นใหญ่เป้ง
สรุปว่าก็อร่อยพอใช้ แต่ยังไม่หน่ำใจกับความทรหดที่ผจญรถติด
จึงเดินออกจากซอยไปต่อร้านสุกี้ที่อยู่ติดกัน
พี่โก๋สั่งสุกี้ทะเล โอ้แม่เจ้า ถ้วยละ 70 บาท
พี่โก๋ถามทำไมแพงจัง เราสั่งหมี่ซั่วฮ่องกงใส่เนื้อไก่
อร่อยทั้งสองอย่างเลย โดยเฉพาะสุกี้ทะเล เนื้อปลาหมึก กับกุ้งตัวโตๆ
กัดแล้วเต็มปากเต็มคำ กินไปสักแป๊บเจ้าของร้านจู่ๆ ก็ล้มลงไป
โดนน้ำร้อนลวกที่ขา แต่เก่งมากไม่ร้องสักแอะเดียว แต่ทำหน้าเหย่เกมาก
ออกจากที่นี่ กำลังจะเดินไปขึ้นรถกลับ พี่โก๋ดึงแขนไว้
ยังไม่เสร็จภาระกิจ ยังไม่ได้ไปกินนมมนต์กับหนมปังเลย
ฉะนั้นจึงต้องปฏิบัติตามให้บรรลุเป้าหมาย
สั่งหนมปังนึ่งกับสังขยา นมดอกอัญชัน กับน้ำนมถั่วเหลืองทั้งขวด
สรุปคือ ท้องอืด เดินจะไม่ไหว บวกกับสายฝนที่ตกไม่ยั้ง
เลยต้องเรียกแท๊กซี่กลับห้อง
โปรเจคนี้สูญเงินไป 400 บาท รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
สิ่งที่ได้คือไขมันที่ก่อตัวอย่างเงียบๆ
เสิร์ชในอินเตอร์เนตเจอ 10 อันดับโจ๊กแสนอร่อยในเมืองกรุง
แล้วโจ๊กเจ้หงส์ที่อยู่ในอันดับที่ 10 ก็เข้าตากรรมการ
เพราะว่าอยู่ติดกับร้านนมมนต์ ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพ
ซึ่งเคยไปหลายครั้งตอนทำงานที่บิ๊กซี
ก็เลยตกลงใจไปที่นั้น สั่งให้พี่โก๋มารอที่ใต้ตึกอ๊อฟฟิศ
เพื่อนั่งรถเมล์สาย 44 มุ่งหน้าสู่ถนนราชดำเนิน
เมฆดำเริ่มตั้งเค้ามาแต่ไกล แต่ไม่หวั่นไหว อยู่ใต้ฟ้าจะกลัวฝนทำไม
รอรถเมล์อยู่พักใหญ่ แล้วก็ได้ดั่งใจหมาย รถแล่นไปได้พักเดียว
ฝนเทกระหน่ำสาดซัดเข้าหน้าต่าง ผู้โดยสารจึงต้องรีบปิดหน้าต่าง
อากาศในรถเมล์ก็เลยยิ่งอบอ้าว
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เราสองก็ยังไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง
คิดอยากจะเปลี่ยนใจข้ามถนนขึ้นรถเมล์กลับไปกินข้าวใต้หอ
แต่คุณป้าที่นั่งข้างๆ บอกว่าข้ามสะพานผ่านฟ้าไปก็อีกนิดเดียวถึงแล้ว
นั่นแหละ อีกนิดเดียวก็ถึงกับครึ่งชั่วโมงที่รถค่อยๆ ขยับๆ
เห็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอยู่เบื้องหน้า เราใกล้ถึงแล้วสิ
เฟี้ยบบบบบบบ รถเลี้ยวซ้ายซะงั้น ไม่ไปตามทางที่คาดคิดไว้
ก็เลยต้องระเห็ดลงจากรถทันควัน เรียกสองตุ๊กไปศาลาว่าการ
สองตุ๊กไปจอดหน้าร้านนมมนต์ แล้วเราก็พบโจ๊กร้านเจ้หงส์
อยู่ข้างร้านนมจริงๆ ด้วย แต่หน้าร้านกว้างประมาณหนึ่งช่วงแขน
มีป้ายติดไว้ว่า มีโต๊ะให้นั่งด้านในซอย
เราจึงสั่งโจ๊กหมูกับกระเพาะ ไม่ใส่ไข่ แต่ใส่ขิง
เนื้อโจ๊กเนียนละเอียดมากๆ หมูสับปั้นก้อน กระเพาะชิ้นใหญ่เป้ง
สรุปว่าก็อร่อยพอใช้ แต่ยังไม่หน่ำใจกับความทรหดที่ผจญรถติด
จึงเดินออกจากซอยไปต่อร้านสุกี้ที่อยู่ติดกัน
พี่โก๋สั่งสุกี้ทะเล โอ้แม่เจ้า ถ้วยละ 70 บาท
พี่โก๋ถามทำไมแพงจัง เราสั่งหมี่ซั่วฮ่องกงใส่เนื้อไก่
อร่อยทั้งสองอย่างเลย โดยเฉพาะสุกี้ทะเล เนื้อปลาหมึก กับกุ้งตัวโตๆ
กัดแล้วเต็มปากเต็มคำ กินไปสักแป๊บเจ้าของร้านจู่ๆ ก็ล้มลงไป
โดนน้ำร้อนลวกที่ขา แต่เก่งมากไม่ร้องสักแอะเดียว แต่ทำหน้าเหย่เกมาก
ออกจากที่นี่ กำลังจะเดินไปขึ้นรถกลับ พี่โก๋ดึงแขนไว้
ยังไม่เสร็จภาระกิจ ยังไม่ได้ไปกินนมมนต์กับหนมปังเลย
ฉะนั้นจึงต้องปฏิบัติตามให้บรรลุเป้าหมาย
สั่งหนมปังนึ่งกับสังขยา นมดอกอัญชัน กับน้ำนมถั่วเหลืองทั้งขวด
สรุปคือ ท้องอืด เดินจะไม่ไหว บวกกับสายฝนที่ตกไม่ยั้ง
เลยต้องเรียกแท๊กซี่กลับห้อง
โปรเจคนี้สูญเงินไป 400 บาท รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
สิ่งที่ได้คือไขมันที่ก่อตัวอย่างเงียบๆ
Saturday, August 15, 2009
เพราะเราเอง
อายุ 30 นี่ เรียกได้ว่าถึงครึ่งทางหรือยังนะ
ถ้าเปรียบตัวเองเป็นกระดาษซับน้ำ
ก็คงไม่ใช่กระดาษทิชชู่ เพราะมันซับน้ำเร็วเกินไปหน่อย
น่าจะเป็นกระดาษเทาขาวมั้ง แข็งหน่อย
ค่อยๆ ซับน้ำ แต่ถ้าเปียกแล้วก็ชุ่มได้
ที่เปรียบตัวเองเป็นกระดาษ ก็เพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังเปิดรับโลกใหม่
ในมุมที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ฉุกคิด
แต่ตอนนี้ได้ฉุกคิดแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนา
พี่อาร์ตเคยเขียนบันทึกไว้ ใช้ชื่อเรื่องว่า ทำไมต้องพัฒนา
ตอนนี้ฉันตอบได้แล้วแหละว่าทำไม
การพัฒนาคือการที่ทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ทำให้อะไรๆ มันแย่ลง
ฉันไม่ได้หมายถึงการพัฒนาวัตถุหรือเทคโนโลยีนะ
อย่างเช่น ชื่อหน่วยงานของที่ทำงานใหม่ ชื่อว่า
อพท. = องค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ซึ่งเป็นองค์การมหาชน มีหน้าที่เข้าไปพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยว
แต่ไม่ใช่การท่องเที่ยวตาโตนะ เราจะพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน
แบบคลองมหาสวัสดิ์ที่น้องอุ๋ยไปมานั่นแหละ
เราจะพัฒนาระบบความคิด และการจัดการให้การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่หวัง
กอบโกยเงินทอง โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
เราต้องไม่ทำลายธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมของเรา
เพราะถ้าเป็นการท่องเที่ยวตาโต อีกไม่กี่ปีก็ไม่มีคนมาเที่ยวแล้ว
เราต้องทำให้มันยั่งยืน ให้ถึงลูกถึงหลาน
เมื่อไม่กี่วันนี้ ลงไปที่ชุมชนๆ หนึ่ง เขาว่าเป็นหมู่บ้านชาวประมง
แต่ก็มีร้านอาหารกับร้านขายของที่ระลึกอยู่หลายร้านมาก
ฉันกับครอบครัวก็เคยไปเที่ยวเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ถึงปัญหาหรอก
ปัญหาของชุมชนนี้คือ ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในทะเล ซึ่งผิดกฏหมาย
ฉะนั้นจึงมีข้อห้ามว่า...ห้ามซ่อมแซมหรือต่อเติมใดๆ
ไม่เช่นนั้นจะถูกจับ และปรับ ไม่มีค่าปรับก็ต้องจำคุก
นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ที่ชาวบ้านรุกล้ำเข้าไปในทะเล
แต่บ้านของตัวเองที่ผุพังไปตามกาลเวลา ก็ไม่สามารถซ่อมแซมได้
รอวันล้มครืนอย่างเดียว อีกทั้งปัญหาขยะ กลิ่นเหม็น
จากของเสียที่ปล่อยออกมาจากครัวเรือนอีก
หน่วยงานของรัฐก็เข้ามาแก้ปัญหาไม่ได้
เพราะเท่ากับว่าสนับสนุนผู้ทำผิดกฏหมาย
แต่ก็ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะใจจืดใจดำนะ กรมเจ้าท่าก็พยายามหาทางช่วย
ตั้งข้อเสนอไปว่า ชาวบ้านจะต้องเสียค่าเช่าบ้านของตัวเอง เหมือนกับการเช่าที่ของรัฐ
แต่ไหนแต่ไรมา รุ่นปู่ย่าตายาย ก็ไม่เคยเสียค่าอะไร แต่ก็ไม่เคยถูกกฏหมาย
ฉะนั้นการที่จะทำให้ชาวบ้านยินยอม ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้ว่าจำนวนเงินจะไม่มากมายอะไรเลย แค่ประมาณตารางเมตรละ 5 บาทต่อปี
บ้านหลังเล็กก็แค่ 200 กว่าๆ หลังใหญ่ๆ ก็ไม่เกิน 500 แน่นอน
ข้อเสนอนี้ของเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าจะนำมาใช้ได้ ก็ต่อเมื่อชาวบ้านมากกว่า
70% ได้รับการทำประชามติแล้วเห็นชอบด้วย
ปัญหาของปัญหาก็คือ ประมาณ 164 หลังคาเรือนในชุมชน
มีคนมาร่วมประชุมฟังข้อเสนอนี้ไม่ถึง 20 คน
อันเกิดจากหลายปัจจัย 1.นายทุนที่กลัวเสียผลประโยชน์ นำข่าวสารไปพูดผิดๆ
2.มีอคติกับกรมเจ้าท่า 3. คิดว่ามาประชุมก็คงไม่ได้อะไร ไม่เกิดประโยชน์
4.ไม่สนใจอะไร
คืนวันนั้นที่ฉันมีโอกาสเข้าไปนั่งฟังการประชุมของชาวบ้านหนึ่งหยิบมือ
ซึ่งถกเถียงกันเรื่องเดิมๆ ซักถามกลับไปกลับมา
ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจริงๆ กับว่าทำยังไงให้คนมาประชุมเยอะ
เพียงแค่ 2 ชั่วโมง หัวสมองฉันก็ตื้อไปหมด
ปวดหัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยอมรับว่าเครียดมาก
ดูหนังแล้วก็ต้องมองย้อนดูตัว
ครอบครัวฉันก็เป็นแบบชาวบ้านบางเบ้านั่นแหละ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ต.เมืองเก่า สุโขทัยเนี้ย
ถึงไม่ค่อยได้รับการพัฒนา หรือว่าพัฒนากันไปแบบแปลกๆ
พ่อ เป็นคนที่ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ออกไปพบปะใคร
ไม่ไปงานศพ ไม่ไปงานแต่งใครเลย
ฉัน ก็มีนิสัยเหมือนพ่อ ไม่ชอบเอาตัวไปรู้จักใคร
เรียกได้ว่าไม่สนใจชาวบ้านชาวช่อง
ไม่เคยไปฟังการหาเสียง ไม่เคยประร่วมประชุมอะไรเลย
แล้วจะพัฒนาได้อย่างไร
คนเราต้องรู้จักพัฒนาที่ตัวเองก่อน
พัฒนา ยกระดับจิตใจของตัวเองก่อน
ถ้าตัวเองดีแล้ว ชุมชน สังคมก็จะดีตามไปด้วย
ประเทศเราก็คงจะดีกว่านี้
ถ้าเปรียบตัวเองเป็นกระดาษซับน้ำ
ก็คงไม่ใช่กระดาษทิชชู่ เพราะมันซับน้ำเร็วเกินไปหน่อย
น่าจะเป็นกระดาษเทาขาวมั้ง แข็งหน่อย
ค่อยๆ ซับน้ำ แต่ถ้าเปียกแล้วก็ชุ่มได้
ที่เปรียบตัวเองเป็นกระดาษ ก็เพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังเปิดรับโลกใหม่
ในมุมที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ฉุกคิด
แต่ตอนนี้ได้ฉุกคิดแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนา
พี่อาร์ตเคยเขียนบันทึกไว้ ใช้ชื่อเรื่องว่า ทำไมต้องพัฒนา
ตอนนี้ฉันตอบได้แล้วแหละว่าทำไม
การพัฒนาคือการที่ทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ทำให้อะไรๆ มันแย่ลง
ฉันไม่ได้หมายถึงการพัฒนาวัตถุหรือเทคโนโลยีนะ
อย่างเช่น ชื่อหน่วยงานของที่ทำงานใหม่ ชื่อว่า
อพท. = องค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ซึ่งเป็นองค์การมหาชน มีหน้าที่เข้าไปพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยว
แต่ไม่ใช่การท่องเที่ยวตาโตนะ เราจะพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน
แบบคลองมหาสวัสดิ์ที่น้องอุ๋ยไปมานั่นแหละ
เราจะพัฒนาระบบความคิด และการจัดการให้การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่หวัง
กอบโกยเงินทอง โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
เราต้องไม่ทำลายธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมของเรา
เพราะถ้าเป็นการท่องเที่ยวตาโต อีกไม่กี่ปีก็ไม่มีคนมาเที่ยวแล้ว
เราต้องทำให้มันยั่งยืน ให้ถึงลูกถึงหลาน
เมื่อไม่กี่วันนี้ ลงไปที่ชุมชนๆ หนึ่ง เขาว่าเป็นหมู่บ้านชาวประมง
แต่ก็มีร้านอาหารกับร้านขายของที่ระลึกอยู่หลายร้านมาก
ฉันกับครอบครัวก็เคยไปเที่ยวเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ถึงปัญหาหรอก
ปัญหาของชุมชนนี้คือ ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในทะเล ซึ่งผิดกฏหมาย
ฉะนั้นจึงมีข้อห้ามว่า...ห้ามซ่อมแซมหรือต่อเติมใดๆ
ไม่เช่นนั้นจะถูกจับ และปรับ ไม่มีค่าปรับก็ต้องจำคุก
นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ที่ชาวบ้านรุกล้ำเข้าไปในทะเล
แต่บ้านของตัวเองที่ผุพังไปตามกาลเวลา ก็ไม่สามารถซ่อมแซมได้
รอวันล้มครืนอย่างเดียว อีกทั้งปัญหาขยะ กลิ่นเหม็น
จากของเสียที่ปล่อยออกมาจากครัวเรือนอีก
หน่วยงานของรัฐก็เข้ามาแก้ปัญหาไม่ได้
เพราะเท่ากับว่าสนับสนุนผู้ทำผิดกฏหมาย
แต่ก็ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะใจจืดใจดำนะ กรมเจ้าท่าก็พยายามหาทางช่วย
ตั้งข้อเสนอไปว่า ชาวบ้านจะต้องเสียค่าเช่าบ้านของตัวเอง เหมือนกับการเช่าที่ของรัฐ
แต่ไหนแต่ไรมา รุ่นปู่ย่าตายาย ก็ไม่เคยเสียค่าอะไร แต่ก็ไม่เคยถูกกฏหมาย
ฉะนั้นการที่จะทำให้ชาวบ้านยินยอม ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้ว่าจำนวนเงินจะไม่มากมายอะไรเลย แค่ประมาณตารางเมตรละ 5 บาทต่อปี
บ้านหลังเล็กก็แค่ 200 กว่าๆ หลังใหญ่ๆ ก็ไม่เกิน 500 แน่นอน
ข้อเสนอนี้ของเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าจะนำมาใช้ได้ ก็ต่อเมื่อชาวบ้านมากกว่า
70% ได้รับการทำประชามติแล้วเห็นชอบด้วย
ปัญหาของปัญหาก็คือ ประมาณ 164 หลังคาเรือนในชุมชน
มีคนมาร่วมประชุมฟังข้อเสนอนี้ไม่ถึง 20 คน
อันเกิดจากหลายปัจจัย 1.นายทุนที่กลัวเสียผลประโยชน์ นำข่าวสารไปพูดผิดๆ
2.มีอคติกับกรมเจ้าท่า 3. คิดว่ามาประชุมก็คงไม่ได้อะไร ไม่เกิดประโยชน์
4.ไม่สนใจอะไร
คืนวันนั้นที่ฉันมีโอกาสเข้าไปนั่งฟังการประชุมของชาวบ้านหนึ่งหยิบมือ
ซึ่งถกเถียงกันเรื่องเดิมๆ ซักถามกลับไปกลับมา
ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจริงๆ กับว่าทำยังไงให้คนมาประชุมเยอะ
เพียงแค่ 2 ชั่วโมง หัวสมองฉันก็ตื้อไปหมด
ปวดหัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยอมรับว่าเครียดมาก
ดูหนังแล้วก็ต้องมองย้อนดูตัว
ครอบครัวฉันก็เป็นแบบชาวบ้านบางเบ้านั่นแหละ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ต.เมืองเก่า สุโขทัยเนี้ย
ถึงไม่ค่อยได้รับการพัฒนา หรือว่าพัฒนากันไปแบบแปลกๆ
พ่อ เป็นคนที่ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ออกไปพบปะใคร
ไม่ไปงานศพ ไม่ไปงานแต่งใครเลย
ฉัน ก็มีนิสัยเหมือนพ่อ ไม่ชอบเอาตัวไปรู้จักใคร
เรียกได้ว่าไม่สนใจชาวบ้านชาวช่อง
ไม่เคยไปฟังการหาเสียง ไม่เคยประร่วมประชุมอะไรเลย
แล้วจะพัฒนาได้อย่างไร
คนเราต้องรู้จักพัฒนาที่ตัวเองก่อน
พัฒนา ยกระดับจิตใจของตัวเองก่อน
ถ้าตัวเองดีแล้ว ชุมชน สังคมก็จะดีตามไปด้วย
ประเทศเราก็คงจะดีกว่านี้
Thursday, June 04, 2009
ปิดกิจการ
และแล้วก็ถึงเวลานี้
อีกไม่นานร้านขายของที่ระลึกที่พิพิธภัณฑ์ก็จะปิดทำการแล้ว
สบายใจขึ้นที่จะได้ไม่ต้องทนหงุดหงิดกับพวกยาม
ที่มาสูบบุหรี่แถวร้านทุกวัน แม้ว่าจะติดป้ายห้ามสูบแล้วก็ตาม
และไม่ต้องทนกับเสียงดังๆ จากการเคาะเหล็ก ตอกตะปู ลับใบมีดของ
พนักงานสนามที่มาทำงานในห้องเก็บของหลังร้าน
และไม่ต้องทนสูดดมควันไฟที่พนักงานในอุทยานฯ
จุดเผาเศษขยะและใบไม้แห้งในเขตอุทยานฯ (นั่นแหละ)
และไม่ต้องทนกับอากาศร้อนแสนร้อนภายในร้าน
และไม่ต้องผิดหวังซ้ำซากที่นักท่องเที่ยวที่มีอยู่น้อยนิด
ไม่เดินผ่านมาหน้าร้าน เพราะไม่รู้ว่าภายในพิพิธภัณฑ์มีร้านขายของที่ระลึกอยู่
และแล้วก็ถึงเวลานี้
ความอิสระ
การเริ่มต้นใหม่
การย้ายถิ่น
การแสวงหา
และแล้วก็ถึงเวลาแห่ง
ความสับสน
ความหม่นหมอง
ความอด
ความลำบาก
นี่แหละนี่ชีวิต
เมื่อพายเรือไปถึงเกาะ สำรวจจนทั่วแล้ว
พบว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็ต้องออกเดินทางสำรวจกันใหม่
ฟังเพลง โหลดเพลง mp3 ที่นี่
อีกไม่นานร้านขายของที่ระลึกที่พิพิธภัณฑ์ก็จะปิดทำการแล้ว
สบายใจขึ้นที่จะได้ไม่ต้องทนหงุดหงิดกับพวกยาม
ที่มาสูบบุหรี่แถวร้านทุกวัน แม้ว่าจะติดป้ายห้ามสูบแล้วก็ตาม
และไม่ต้องทนกับเสียงดังๆ จากการเคาะเหล็ก ตอกตะปู ลับใบมีดของ
พนักงานสนามที่มาทำงานในห้องเก็บของหลังร้าน
และไม่ต้องทนสูดดมควันไฟที่พนักงานในอุทยานฯ
จุดเผาเศษขยะและใบไม้แห้งในเขตอุทยานฯ (นั่นแหละ)
และไม่ต้องทนกับอากาศร้อนแสนร้อนภายในร้าน
และไม่ต้องผิดหวังซ้ำซากที่นักท่องเที่ยวที่มีอยู่น้อยนิด
ไม่เดินผ่านมาหน้าร้าน เพราะไม่รู้ว่าภายในพิพิธภัณฑ์มีร้านขายของที่ระลึกอยู่
และแล้วก็ถึงเวลานี้
ความอิสระ
การเริ่มต้นใหม่
การย้ายถิ่น
การแสวงหา
และแล้วก็ถึงเวลาแห่ง
ความสับสน
ความหม่นหมอง
ความอด
ความลำบาก
นี่แหละนี่ชีวิต
เมื่อพายเรือไปถึงเกาะ สำรวจจนทั่วแล้ว
พบว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็ต้องออกเดินทางสำรวจกันใหม่
ฟังเพลง โหลดเพลง mp3 ที่นี่
Wednesday, April 22, 2009
เรื่องหลอดสั้น หลอดยาว
วันนี้ว่าด้วยพฤติกรรมของลูกค้าทุกชนชั้นและทุกเชื้อชาติ
นับแต่เปิดร้านมาได้ 1 ปี กับ 4 เดือน ฉันได้สังเกตพฤติกรรมลูกค้าอยู่หลายข้อด้วยกัน
แต่เรื่องที่เด่นที่ทำให้ฉันหงุดหงิดใจอยู่บ่อยๆ คือ เรื่อง หลอดดดดดดดด
ใช่แล้ว หลอดดูดน้ำนั่นแหละ
ที่ร้านฉันขายเครื่องดื่มในตู้แช่โค้ก มีทั้ง กาแฟกระป๋อง น้ำอัดลมขวด น้ำอัดลมกระป๋อง
น้ำส้มสแปลช ไวตามิลค์ ชาโออิชิ M150 M Sport และน้ำดื่ม
ในเมื่อขนาดของขวดกับกระป๋องต่างกัน ฉันจึงมีหลอดสองทางเลือก
คือหลอดสั้นสำหรับเครื่องดื่มกระป๋อง และหลอดยาวสำหรับเครื่องดื่มขวด
แต่...... แต่.... ลูกค้าเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้นที่เลือกหยิบหลอดสั้นเพื่อใช้กับเครื่องดื่มกระป๋อง
ฉันรู้สึกโมโหในใจและหงุดหงิดที่สุด หลายครั้งเผลอพูดออกไปว่า “ใช้หลอดสั้นก็พอค่ะ”
ลูกค้าคนไทยทุกชนชั้นนิยมใช้หลอด และส่วนใหญ่ใช้หลอดยาว ไม่ว่าเพศใด เด็กหรือผู้ใหญ่
ฝรั่งผิวขาวส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะใช้หลอด
คนญี่ปุ่นใช้หลอดบ้าง
คนจีนไม่เข้าร้าน ถึงเข้าร้านก็ไม่ซื้ออะไรเลย
เหตุผลที่มนุษย์ทุกคนควรใช้หลอดกับเครื่องดื่มกระป๋อง
เพราะด้านบนของกระป๋องไม่ได้สะอาดเสมอไป และอาจจะสกปรกมากกว่าที่จะคาดคิด
หลายครั้งน้ำอัดลมกระป๋องที่ร้านขายส่งนำมาส่งฉัน จะพบคราบขี้แมลงสาบและขี้หนู
และหลายครั้งที่ขวดน้ำอัดลมที่รถโค้กเอามาส่งจะเลอะฝุ่น
ฉันพยายามทำความสะอาดทุกครั้งที่พบเห็นคราบ แต่ฉันไม่สามารถล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อได้
และแน่นอนว่าร้านค้าที่อื่นๆ อาจจะไม่ได้ทำความสะอาดเลย
แล้วสิ่งที่คุณได้รับพร้อมกับการดื่มเครื่องดื่มเย็นชื่นใจคืออะไร
และเหตุผลที่มนุษย์ควรต้องพึ่งระลึกให้ได้ว่าควรใช้หลอดสั้นกับเครื่องดื่มกระป๋อง
เพราะหลอดทำจากพลาสติกและกลายเป็นขยะจำนวนมหาศาล ที่ย่อยสลายได้ยาก
แล้วคุณจะใช้หลอดยาวทั้งที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มปริมาณขยะให้มากไปกว่านี้ทำไม
ในเวลาว่างที่ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน ฉันนั่งดูทีวี
รายการทีวีต่างก็รณรงค์เรื่องการลดภาวะโลกร้อน
พร้อมนำเสนอวิธีการใช้ให้น้อย (reduce) ใช้ซ้ำ (reuse) และนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle)
ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คนไทยตระหนักได้มากน้อยแค่ไหน
หรือว่าแค่มีถุงผ้าตามกระแสสักใบก็พอแล้ว
เรื่องหลอดสั้นหลอดยาวทำให้ฉันวิตกจริตจนเกือบจะวิกลจริตพอสมควร
คิดว่าจะตัดหลอดสั้นออกไปเพื่อลดต้นทุน และใช้หลอดยาวอย่างเดียว
แต่ก็เหมือนกับว่าใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า
หรือว่าจะไม่มีหลอดไว้บริการลูกค้าเลย แต่ก็คำนึงเรื่องความสะอาด
ทางเดียวที่พอจะแก้ปัญหาได้คือเอาหลอดมาไว้ใกล้ตัว ลูกค้าซื้อเครื่องดื่มประเภทไหน
ค่อยให้หลอดตามความเหมาะสม
นับแต่เปิดร้านมาได้ 1 ปี กับ 4 เดือน ฉันได้สังเกตพฤติกรรมลูกค้าอยู่หลายข้อด้วยกัน
แต่เรื่องที่เด่นที่ทำให้ฉันหงุดหงิดใจอยู่บ่อยๆ คือ เรื่อง หลอดดดดดดดด
ใช่แล้ว หลอดดูดน้ำนั่นแหละ
ที่ร้านฉันขายเครื่องดื่มในตู้แช่โค้ก มีทั้ง กาแฟกระป๋อง น้ำอัดลมขวด น้ำอัดลมกระป๋อง
น้ำส้มสแปลช ไวตามิลค์ ชาโออิชิ M150 M Sport และน้ำดื่ม
ในเมื่อขนาดของขวดกับกระป๋องต่างกัน ฉันจึงมีหลอดสองทางเลือก
คือหลอดสั้นสำหรับเครื่องดื่มกระป๋อง และหลอดยาวสำหรับเครื่องดื่มขวด
แต่...... แต่.... ลูกค้าเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้นที่เลือกหยิบหลอดสั้นเพื่อใช้กับเครื่องดื่มกระป๋อง
ฉันรู้สึกโมโหในใจและหงุดหงิดที่สุด หลายครั้งเผลอพูดออกไปว่า “ใช้หลอดสั้นก็พอค่ะ”
ลูกค้าคนไทยทุกชนชั้นนิยมใช้หลอด และส่วนใหญ่ใช้หลอดยาว ไม่ว่าเพศใด เด็กหรือผู้ใหญ่
ฝรั่งผิวขาวส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะใช้หลอด
คนญี่ปุ่นใช้หลอดบ้าง
คนจีนไม่เข้าร้าน ถึงเข้าร้านก็ไม่ซื้ออะไรเลย
เหตุผลที่มนุษย์ทุกคนควรใช้หลอดกับเครื่องดื่มกระป๋อง
เพราะด้านบนของกระป๋องไม่ได้สะอาดเสมอไป และอาจจะสกปรกมากกว่าที่จะคาดคิด
หลายครั้งน้ำอัดลมกระป๋องที่ร้านขายส่งนำมาส่งฉัน จะพบคราบขี้แมลงสาบและขี้หนู
และหลายครั้งที่ขวดน้ำอัดลมที่รถโค้กเอามาส่งจะเลอะฝุ่น
ฉันพยายามทำความสะอาดทุกครั้งที่พบเห็นคราบ แต่ฉันไม่สามารถล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อได้
และแน่นอนว่าร้านค้าที่อื่นๆ อาจจะไม่ได้ทำความสะอาดเลย
แล้วสิ่งที่คุณได้รับพร้อมกับการดื่มเครื่องดื่มเย็นชื่นใจคืออะไร
และเหตุผลที่มนุษย์ควรต้องพึ่งระลึกให้ได้ว่าควรใช้หลอดสั้นกับเครื่องดื่มกระป๋อง
เพราะหลอดทำจากพลาสติกและกลายเป็นขยะจำนวนมหาศาล ที่ย่อยสลายได้ยาก
แล้วคุณจะใช้หลอดยาวทั้งที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มปริมาณขยะให้มากไปกว่านี้ทำไม
ในเวลาว่างที่ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน ฉันนั่งดูทีวี
รายการทีวีต่างก็รณรงค์เรื่องการลดภาวะโลกร้อน
พร้อมนำเสนอวิธีการใช้ให้น้อย (reduce) ใช้ซ้ำ (reuse) และนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle)
ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คนไทยตระหนักได้มากน้อยแค่ไหน
หรือว่าแค่มีถุงผ้าตามกระแสสักใบก็พอแล้ว
เรื่องหลอดสั้นหลอดยาวทำให้ฉันวิตกจริตจนเกือบจะวิกลจริตพอสมควร
คิดว่าจะตัดหลอดสั้นออกไปเพื่อลดต้นทุน และใช้หลอดยาวอย่างเดียว
แต่ก็เหมือนกับว่าใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า
หรือว่าจะไม่มีหลอดไว้บริการลูกค้าเลย แต่ก็คำนึงเรื่องความสะอาด
ทางเดียวที่พอจะแก้ปัญหาได้คือเอาหลอดมาไว้ใกล้ตัว ลูกค้าซื้อเครื่องดื่มประเภทไหน
ค่อยให้หลอดตามความเหมาะสม
Saturday, March 07, 2009
ดอกไม้งามยามหน้าแล้ง

หน้าร้อนแบบนี้ ยังมีดอกไม้สีสันสดใสเบ่งบาน
สวนทางกับความหงุดหงิดจากอาการเหงื่อไหลไคลย้อยได้
แอบดูต้นเหลืองอินเดียอยู่นาน
ที่ทำทีท่าว่าจะแห้งกรอบ ใบเริ่มเหลืองและร่วงหมด
กิ่งก็เปราะ จับก็หักแล้ว ใจหายเลย
เพราะเป็นต้นไม้ที่ช่วยกันปลูกกับพี่โก๋ที่สุโขทัย
เมื่อเดือนเมษายน สองหรือสามปีที่แล้ว
ตอนนั้นพาพี่โก๋มาเปิดตัวที่บ้านช่วงสงกรานต์
ตอนปลูกก็อธิษฐานด้วยว่า ขอให้ต้นไม้โตเร็วๆ
เพื่อพิสูจน์ความรักของเรา
ปีที่แล้วเจ้าต้นนี้ก็ออกดอกให้ได้ชมประมาณ 5 ดอกได้มั้ง
เพราะยังไม่มีกิ่งก้านมาก มาปีนี้ทำท่าจะตายซะให้ได้
แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า เป็นธรรมชาติของเจ้าต้นนี้
ที่จะผลัดใบจนหมดต้นเพื่อผลิตดอกสีเหลืองแจ่ม
พี่ติ๊กลาภส่งลิ้งค์เกี่ยวกับดอกนี้มาให้ดู
เลยได้ความรู้มาว่าเป็นต้นตาเบบูย่าชนิดหนึ่ง
ซึ่งแตกไปได้อีกหลายสายมากๆ
ทีแรกก็เข้าใจว่าตาเบบูย่าน่าจะเป็นสีชมพู
แต่จริงๆแล้ว ตาเบบูย่ามีทั้งสีขาวและสีเหลือง
ส่วนเจ้าต้นที่ปลูกนี้ก็เป็นเพียงหนึ่งในสายของสีเหลือง
เราถ่ายรูปดอกไม้ไป มีความสุขไป
ตั้งแต่เริ่มเห็นปุ่มปมบนยอดกิ่ง ก็เฝ้าสังเกตุมาเรื่อย
แต่พอเริ่มเห็นดอกเป็นรูปร่างก็บันทึกภาพไว้ทุกวัน
เพียงแค่สามวันเท่านั้นเองก็บานแฉ่ง
Sunday, March 01, 2009
1 มีนา วันวิวาห์พี่ชาย
1 มีนาคม 2552 เป็นวันแต่งงานของพี่ก้อง
พี่ชายที่แสนดีอีกคนหนึ่งของเรา
พี่ก้องแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไร
รูปร่างหน้าตาและมีนิสัยเป็นอย่างไร
เรื่องตลกที่เคยพูดกันในชมรมถึงการแต่งงานของพี่ก้องกับพี่ติ๊ก
กลายเป็นเรื่องเศร้า ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าความรักของ
คู่รักคู่หนึ่งที่คบกันมามากกว่า 10 ปี จะจบลงแบบนี้
เมื่อพูดถึงพี่ก้องแล้ว เราก็ต้องนึกถึงความเป็น foto family
ครอบครัวใหญ่ที่ประกอบไปด้วย เพื่อน พี่ และน้อง
ที่มาสุ่มหัวอยู่ที่ชมรมกันทั้งวันทั้งคืน
พี่ก้องมีฉายาในชมรมที่เราจำได้คือ เสือกระดาษที่พี่ต๋อยตั้งให้
และ dark short not handsome
นึกย้อนกลับไปตอนปี 1 เราตามหญิงกับแอ๋วเข้าชมรม
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราเข้ามาอยู่ใน foto
พี่ก้องต่างหากที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับ foto
พี่ก้องเป็นคนที่แสดงออกถึงความเป็นพี่ชายอย่างมากที่สุด
ถ้าจะเปรียบเทียบคนในชมรมกับความเป็น foto family
ในความรู้สึกเรา พี่ก้องคือ พ่อ พี่ยุ่นคือ แม่
พี่ยุ่นคือคนที่อยู่กับสมาชิกครอบครัวอย่างใกล้ชิด
โดยมีพี่ก้องเป็นหัวหน้าครอบครัวที่คอยบอกทิศทาง
ให้ความเป็น foto คงอยู่ให้ยาวนานที่สุด
พ่อคนนี้ดุ เด็ดเดี่ยว แต่ก็อ่อนโยนเอาใจใส่ลูกๆ ทุกคน
แต่วันนี้พี่ชายคนนี้จัดงานแต่งงาน งานสำคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของพี่ชาย
วันที่น้องสาวคนนี้ไม่ได้ไปร่วมแสดงความยินดี
เพราะไม่รู้สึกถึงความยินดีใดๆ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร น้องสาวคนนี้ก็ขอให้พี่ชายมีความสุขมากๆ นะคะ
พี่ชายที่แสนดีอีกคนหนึ่งของเรา
พี่ก้องแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไร
รูปร่างหน้าตาและมีนิสัยเป็นอย่างไร
เรื่องตลกที่เคยพูดกันในชมรมถึงการแต่งงานของพี่ก้องกับพี่ติ๊ก
กลายเป็นเรื่องเศร้า ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าความรักของ
คู่รักคู่หนึ่งที่คบกันมามากกว่า 10 ปี จะจบลงแบบนี้
เมื่อพูดถึงพี่ก้องแล้ว เราก็ต้องนึกถึงความเป็น foto family
ครอบครัวใหญ่ที่ประกอบไปด้วย เพื่อน พี่ และน้อง
ที่มาสุ่มหัวอยู่ที่ชมรมกันทั้งวันทั้งคืน
พี่ก้องมีฉายาในชมรมที่เราจำได้คือ เสือกระดาษที่พี่ต๋อยตั้งให้
และ dark short not handsome
นึกย้อนกลับไปตอนปี 1 เราตามหญิงกับแอ๋วเข้าชมรม
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราเข้ามาอยู่ใน foto
พี่ก้องต่างหากที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับ foto
พี่ก้องเป็นคนที่แสดงออกถึงความเป็นพี่ชายอย่างมากที่สุด
ถ้าจะเปรียบเทียบคนในชมรมกับความเป็น foto family
ในความรู้สึกเรา พี่ก้องคือ พ่อ พี่ยุ่นคือ แม่
พี่ยุ่นคือคนที่อยู่กับสมาชิกครอบครัวอย่างใกล้ชิด
โดยมีพี่ก้องเป็นหัวหน้าครอบครัวที่คอยบอกทิศทาง
ให้ความเป็น foto คงอยู่ให้ยาวนานที่สุด
พ่อคนนี้ดุ เด็ดเดี่ยว แต่ก็อ่อนโยนเอาใจใส่ลูกๆ ทุกคน
แต่วันนี้พี่ชายคนนี้จัดงานแต่งงาน งานสำคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของพี่ชาย
วันที่น้องสาวคนนี้ไม่ได้ไปร่วมแสดงความยินดี
เพราะไม่รู้สึกถึงความยินดีใดๆ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร น้องสาวคนนี้ก็ขอให้พี่ชายมีความสุขมากๆ นะคะ
Subscribe to:
Posts (Atom)
