Wednesday, January 30, 2008

Tuesday, January 29, 2008

เวียดนาม non stop ตอนที่ 2

วันแรกของการทัวร์เวียดนามคือ ฮาลองเบย์ หรืออ่าวฮางลอง สถานที่ที่นักท่องเที่ยวทุกคาดหมายจะไปชมทัศนียภาพอันงดงามสุดสายตาพานอรามา เนื่องจากได้ขึ้นชื่อว่าเป็น มรดกโลก ธรรมชาติที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จากฮานอยถึงเวียดนามใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง เรียกได้ว่าชมวิวจนเบื่อไปเลย
เมื่อออกจากตัวเมืองอันวุ่นวายด้วยรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์และเสียงแตรที่เซ็งแซ่ ซึ่งรับรองได้ว่ามอเตอร์ไซด์ที่นี่ขับได้ซิกแซกวุ่นวายมากกว่าคนเชียงใหม่หลายพันเท่า ด้วยความวุ่นวายบนท้องถนนนี่แหละ จึงตั้งชื่อว่า เวียตนามนันสต๊อป แปลว่าเวียดนามไม่ยอมหยุด จริงๆ นะ คนขับรถแต่ละคันจะไม่ยอมหยุดรถเลยหากยังไม่ถึงที่หมายหรือติดไฟแดง (ที่มีอยู่น้อย) โดยขับปาดซ้ายปาดขวากันตลอด เข้าใจคำว่าเส้นยาแดงผ่าแปดเลย ตื่นเต้นดี ถึงนั่งรถจนเบื่อแต่ก็หลับไม่ลง

ตลอดสองข้างทางเราสังเกตเห็นซุ้มงานแต่งงานหลายแห่งตั้งอยู่บ้านริมถนน จะว่าเป็นซุ้มก็ไม่ใช่ เพราะเหมือนเต็นท์มากกว่า เป็นเต็นท์สีน้ำเงินเข้มคลุมมิดชิดทั้งสี่ด้าน ไกด์บอกว่า ป้องกันฝุ่นละอองปลิวเข้าอาหารจึงต้องตั้งเต็นท์แบบ แต่ก็ดีนะ ดูเป็นส่วนตัวดี ไกด์ยังบอกอีกว่า วันที่ลงท้ายด้วยเลขสาม ชาวเวียดนามถือว่าเป็นวันดี คนจึงแต่งงานกันหลายคู่ นับรวมตลอดทาง ก็มากกว่า 20 คู่ค่ะ ที่แต่งงานกัน เจอรถเจ้าบ่าวจอดเสียริมทางด้วย ถัดมาไม่ไกล ก็เห็นบ้านเจ้าสาว มีญาติเจ้าสาวมาชะเง้อหน้าชะเง้อคอมองหาเจ้าบ่าวด้วย

ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกต หรือเพราะว่าบ้านแต่ละหลังของคนเวียดนามมีเอกลัษณ์มากๆ ก็ไม่รู้ เราจึงสังเกตได้ว่า เขานิยมสร้างบ้านเป็นบล็อก คล้ายบ้านทาวน์เฮาส์ของบ้านเรานั่นแหละ ปลูกติดกันเป็นแถว ไม่ว่าจะมีพื้นที่ในการสร้างมากหรือน้อย เขาก็จะสร้างเป็นบล็อกยาวลึกลงไป และสูงขึ้นไปสัก 3-4 ชั้น ทั้งนั้น ลองนึกภาพเกมเตอติสสิ แบบนั้นเลย (ไม่รู้เคยเล่นกันหรือเปล่า) และที่สำคัญ เขาจะไม่ทาสีข้างบ้านนะ ทาแต่ด้านหน้า เพื่อเป็นการประหยัดสิ่งที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะว่า เดี๋ยวก็มีคนมาสร้างบ้านติดเราเอง จะทาสีให้เปลืองตังค์และทรัพยากรไปไย ฉะนั้น มันก็เลยดูเหมือนบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จหรือเงินหมดก่อน ทาบ้านหลังติดกันก็ไม่เป็นไร แต่ไอ่บ้านที่สร้างเดี่ยวๆ บนพื้นที่ราบกว้างๆ นี่เด๊ะ เหมือนสร้างไม่เสร็จจริงๆ เรื่องนี้อาพัตอ่านเจอในเนต เลยเล่าให้ฟัง แต่ความจริงเป็นไงไม่รู้

เมื่อเริ่มเข้าเมืองฮาลอง ไกด์ก็อธิบายว่า เศรษฐกิจของที่นี่คือ การทำถ่านหิน ฉะนั้นจึงเห็นสองข้างทางมีสีดำๆ ติดเต็มถนนและบ้านช่อง ดูเลอะเทอะดี มิน่าล่ะ เรารู้สึกว่าโพรงจมูกเราสกปรก ลองเอากระดาษเช็ดดู แหม่ ดำดีทีเดียว

ระหว่างทางไกด์พาเราแวะเที่ยวที่โรงงานทำเซรามิคของรัฐบาล แต่ไกด์ก็บอกด้วยว่า ราคาสินค้าที่นี่ค่อนข้างแพง ฉะนั้น พวกเราจึงไม่ควักเงินซื้อสินค้าเซรามิคสักชิ้นเดียว ได้มาแต่ไอเดียมาทำที่บ้านเราบ้าง เช่น ที่ตั้งขวดไวน์ แต่ก็เสียเงินให้กับการซื้อโปสการ์ดมาด้วย แบบเซตสามหมื่นห้าพันด็อง มี 10 แผ่น และแบบธรรมดาแต่ว่าโคตรใหญ่ เจ็ดพันห้าร้อยด็อง รวมแล้วห้าหมื่นด็อง คิดเป็นเงินไทย เอา 470 หาร เท่ากับ 106 บาท อาคารหลังใหญ่จะเป็นร้านขายของที่ระลึก ส่วนอาคารด้านหลังๆ เป็นโรงงานผลิตเซรามิค ทั้งปั้น แกะพิมพ์ เผา เขียนลาย ฉะนั้นจึงเห็นภาชนะบิสกิต รอเขียนลายเต็มไปหมด ออกมาจากโรงงาน เห็นไม้ฟื้นกองโต สำหรับเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาแบบดั้งเดิมขนาดใหญ่ที่ตั้งเรียงรายในหลังคาเดียวกัน โอ้โห้ ถ้าพ่อเห็นคงมีไฟลุกโชนขึ้นมาอีก

และแล้วก็มาถึงท่าเรือฮาลองเบย์ รถนักท่องเที่ยวจอดเต็มไปหมด คนก็เยอะแยะ เลยเพิ่งรู้สึกว่า ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวจริงๆ เหมือนไปเดินห้างวันมีคอนเสิร์ตเลย คนเยอะมาก ไยสุโขทัยบ้านเราเงียบเหงานัก
แต่ท่าเรือที่นี่ดูสะอาดสะอ้านดีนะ มีเรือที่เจ้าของทัวร์แจ้งมาว่าเป็นเรือทรานครูส จอดเต็มไปหมด แต่เรือที่นี่ไม่ใช่เรือสีขาวๆ ลำโตๆ อย่างที่เคยรู้จัก แต่กลับเป็นเรือไม้ตกแต่งด้วยหัวมังกร มีสองชั้น ชั้นล่างเป็นที่กินข้าว ชั้นบนขึ้นไปชมวิวได้

ระหว่างที่เรือแล่นไป มีเรือหาวยาวแล่นมาเทียบร้องขายผลไม้กลางทะเลเลย ผลไม้ก็เหมือนบ้านเราแหละ ทั้งกล้วย เงาะ ส้ม เหมือนบ้านเราเปี๊ยบ ถ่ายรูป พร้อมนั่งชมวิว นั่งโต้ลมจนหน้าบานบนชั้นสองของเรือสักพัก ก็ได้กลิ่นอาหารโชยมาจากชั้นล่าง อืม ลืมเล่าไปว่า บนเรือมีพนักงานชุดขาวรอต้อนรับบนเรือประมาณ 5 คน มั้ง มีพ่อครัว พนักงานเสิร์ฟหญิง แล้วก็ชายหนุ่มที่ขอจับมือเราตอนขึ้นลงเรืออีกสองคน เอ๊ะ ก็แค่สี่คนดิ
หอมแค่ไหนก็ยังไม่ได้กิน เพราะเขาจะพาเราไปแวะที่กระชังขายอาหารทะเลกลางทะเลก่อน
หลังสีฟ้า ที่ลอยอยู่กลางทะเลเป็นทิวแถวนั่นแหละ แต่เจ้าของเรือแต่ละแห่งคงมีคอนแทคหมายหมั้นกับกระชังแต่ละที่ไปแล้ว ตอนแรกลงไปก็ไม่คิดว่าจะซื้อไรกัน แต่อาพัตแนะนำว่า กั้งที่นี่ราคาถูก น่าจะซื้อกิน ถ้าไปกินที่โรงแรมคงจานละเป็นพันๆ พวกเราก็เลยเลือดเย็นสั่งประหารกั้ง 1 โหล จ่ายเป็นเงินด่อลล่าร์ไป คิดเป็นเงินไทยคนละ เราบอกไกด์ให้บอกพ่อครัวว่า…. Please make it in deep fry with garlic and pepper.
พอขึ้นเรือ เราก็กำชับอีกว่า please make it for crispy ไกด์ใจดีก็ไปบอกพ่อครัว แต่เดินหน้าตูมกลับมาบอกว่า พ่อครัวเขารู้ดีว่าจะทำอาหารสำหรับคนไทยยังไง พวกเราเลยหน้าจ๋อยกัน แต่แล้วก็ต้องหงุดหงิดกันนิดหน่อย ในเมื่อกั้งที่สั่งไป เป็นแค่กั้งต้ม ราดน้ำกระเทียมสับ กรอบก็ไม่กรอบ แต่ว่าลองชิมแล้ว เนื้อกั้งหวานมากกกกก สดจริงๆ อาหารบนเรือที่เขาเสิร์ฟมา ก็นับได้ว่า เกือบสิบอย่าง อิ่มแบบจืด แต่ก็พุงกลาง เนื่องจากความหิวโหย และอิ่มกับธรรมชาติรอบตัว ซึ่งต้องยอมรับว่า ทัศนียภาพที่นี่สวยสมคำร่ำลือจริงๆ

อิ่มอกอิ่มใจกับอาหารกันไปแบบราบคาบ เรือก็แล่นมาถึง เขาจูบกัน แต่พอหมุนเรือไปองศาอื่นๆ เขาก็ไม่จูบกันแล้ว แต่ก็ดูโรแมนกะติกดีนะ ชอบ- ชอบ จากนั้นก็ไปถ้ำ ชื่อถ้าไรก็จำไม่ได้ และอยากจะบอกว่า จำชื่อสถานที่ดังที่จะเล่าต่อไปไม่ค่อยได้ คุณผู้อ่านทั้งหลายทำใจไว้ด้วยนะ

ตอนแรกกลัวมาก พอบอกว่าจะไปถ้ำ นึกถึงตอนที่ไปถ้าแก้วโกมลที่แม่ฮ่องสอน หายใจไม่ออกเลย เดินไปไม่ถึงครึ่งทางก็วิ่งส่วนชาวบ้านชาวช่องออกมา แต่ว่าถ้ำที่ไกด์เฟื่องฟ้าพาเราไป กว้างและใหญ่มาก เลยไม่มีปัญหาเรื่องระบบหายใจ คงเพราะเขาตกแต่งถ้ำใหม่ให้สูงโปร่งและโอ่โถ่งมากขึ้น แถมยังประดับด้วยไฟสีเจ็บๆ ถ้าไม่มีไฟ ก็คงไม่สวยเท่าไหร่อะนะ แต่ก็สนุกดี ตรงจินตนาการที่ไกด์ชี้ให้เราดูจากหินและเงาแต่ละส่วนของถ้ำ เป็นเรื่องเล่ามากมาย มีเงารูปนางฟ้ามีปีกด้วยนะ แล้วก็มีนมพร้อมจุกด้วย 555 เราไม่ได้ถ่ายรูปมาหรอก ดูนมตัวเองดีกว่า ฟังภาษาอังกฤษ ด้วยหูที่งูๆ ปลาๆ ของเรา พอจับใจความผิดๆ ถูก ได้ว่า ปล่องที่มีแสงลอด มองเห็นต้นไม้กับท้องฟ้าตรงนั้น เป็นทางเข้าของชาวฝรั่งที่มาบุกเบิกถ้ำแห่งนี้ แล้วก็ได้ยินอะไรแว่วๆ เกี่ยวกับมังกรไม่รู้ สงสัยมีความเชื่อว่าเป็นทางเข้าของมังกรมั้ง หรือไม่ก็มีอะไรรูปร่างเหมือนมังกรสักอย่าง

อากาศบริเวณภายนอกถ้ำ หนาวเย็นเยือก ไอ่เรากับพี่โก๋ใส่เสื้อโชว์เขียนใหญ่ๆ อวบๆ กันไป เลยกอดอกตัวเองไว้แน่น หนาวดึ๋ง ทิวทัศน์จากมุมสูงก็สวยอีกเช่นกัน แล้วก็ได้เวลาล่องเรือกลับ และนั่งรถกลับทางเก่าอีกสามชั่วโมงกว่าจะถึงร้านอาหารเวียดนามที่ไกด์จะพาเราไปส่งไว้ตามคำเรียกร้อง แต่เราต้องนั่งแท็กซี่ต่อไปเอง ซึ่งเราวางแผนกันไว้ว่าจะไปไนท์มาร์เก็ต ไกด์กำชับกับเพื่อนที่เป็นคนเสิร์ฟที่นั่นไว้ดิบดี ว่าให้ดูแลเราและเรียกแท็กซี่ให้เราด้วย มื้อนั้นเรากินกันเป็นแสนๆ ตกคนละร้อยกว่าบาท แต่กินไปมากกว่าแปดอย่าง ดูเมนูแล้วก็ไม่รู้ว่ารายการไหนเป็นอะไร แม้จะมี่คำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษก็ตาม แต่ก็อยากที่จะบอกได้ว่าจะอร่อยจริงป่ะ ฉะนั้นเลยใช้วิธีตอนเป็นเด็กประถม ขอลอกจากโต๊ะข้างๆ ไง อะไรน่ากิน ชี้แล้วบอกพนักงานเสิร์ฟ แล้วก็จะได้ดั่งใจ หลังจากสวาปามกันไปหลายอย่างทั้งคาวหวาน ก๋วยเตี๋ยว โจ๊ก หมูย่าง หมึกย่าง และของหวานไร ไม่รู้ พี่โก๋บอกว่ากลิ่นเหมือนข้าวเม่า (สามารถรับชมภาพอาหารได้จากลิ้งค์นี้
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6267310/E6267310.html)

พนักงานเสิร์ฟเพื่อนของไกด์เฟื่องฟ้าให้เรานั่งรอที่เก้าอี้สุดหรู เหมือนเก้าอี้ที่ร้านอาหาร The house ที่เชียงใหม่ประมาณนั้น แล้วก็ไปเรียกแท็กซี่คันใหญ่ให้เรา ขอบอกว่าแท็กซี่ที่นี่หรูๆ ทั้งนั้น น่ารัๆ แบบรถโตโยต้ายาริส กับฮอนด้าแจ๊สก็มี เราได้แท็กซี่คันใหญ่ที่เป็นแวน นั่งได้แปดคน แต่แท็กซี่มิอาจพาเราไปถึงที่หมายได้ เนื่องจากว่า มีคอนเสิร์ตไรไม่รู้ ตำรวจจราจรเลยกั้นถนน ฉะนั้น จึงได้เวลาตื่นเต้นอีกครั้ง สำหรับกลุ่มคนทั้งแปดที่ไม่รู้หนทางใดๆ เลย..........

โปรดติดตามตอนต่อไป

Friday, January 25, 2008

เวียดนาม non stop ตอนที่ 1


ไปเที่ยวเวียดนามมา 2 คืน 2 วัน
ไปเมืองนอกครั้งแรกในชีวิตกับยอดยาหยี และพลพรรคของคุณอาพัต

ใช่ว่าร่ำรวยนะจ้ะ แต่ว่าค่าเงินบาทมันแข็ง แลกเป็นเงินดอลล่าร์ แล้วแปลเป็นเงินด็อง กลายเป็นมหาเศรษฐีในเวียดนามฉับพลัน พกเงินติดตัวเป็นล้านเลยนะจ้ะ อีกทั้งนกแอร์กับแอร์เอเชียมีแผนการตลาดแบบใจดี ขายตั๋วเครื่องบินราคาถูกให้ 3 บาท รวมค่าภาษีสนามบินอีก ก็เป็นเงิน 3 พันกว่าบาท แต่ยอดยาหยีบ่นไม่หยุด ได้ขึ้นเครื่องทั้งทีกลายเป็นนกตาบอด เพราะได้ไฟลท์ค่ำทั้งขาไปและขากลับ เห็นแต่แสงไฟริบๆ กับสีดำสนิทบนท้องฟ้า แถมขาไปก่อนเครื่องจะขึ้น เครื่องมีอาการประหลาดส่งเสียงคลางดังกระหื่มราวกับเสียงหวอรถดับเพลิง
คนขึ้นเครื่องครั้งแรกไม่นึกว่ามีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ไอ่เราเคยขึ้นเครื่องบินแค่ข้ามจังหวัดก็พอหวั่นใจเล็กน้อย ทำไมเครื่องดังนักหว่า และแล้วสาวงามเสียงเพราะก็ประกาศมาตามสาย (ไมค์ wireless) ว่า “I’m sorry fjsmx.c,fjw[0ruiewo” แปลเป็นไทยว่า ขออภัยท่านผู้โดยสารทุกท่าน เครื่องต้องล่าช้าในการเดินทางอีกประมาณ 20 นาที ไม่ช้าไม่นาน ชายหนุ่มหลายนายใส่ชุดหมีสีน้ำเงินก็ขึ้นๆ ลงๆ เข้าไปในห้องนักบิน แล้วสาวงามเสียงเพราะก็ประกาศว่า พร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว

ไฟลท์บินราคาถูกน่ะ กินอะไรบนเครื่องก็เสียกะตังค์นะจ้ะ เขาเรียกว่าชั้น อีโคโนมี้ นั่งได้อย่างเดียว อยากได้ไรต้องจ่ายตังค์แลก เรากับยอดยาหยีเลยนั่งปากแห้ง ไม่ยอมสั่งอะไรกินเลย พี่โก๋บอกว่าเราเป็นคนขี้เหนียว อยากกินอะไรก็ต้องมองหน้าเราก่อน (ก็เล่นอยากกินเบียร์นี่หว่า ใครจะยอม)

ระหว่างอยู่บนเครื่อง พนักงานสาวสวยก็แจกใบ immigration หรือใบตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งอาพัตย้ำหนักหนาว่าอย่ามัวแต่หลับ หรือนั่งเพลิน ต้องกรอกให้เรียบร้อย แต่เราก็หยิ่งไม่ยอมกรอก เนื่องจากว่า เครื่องโคลงเคลงไปมาราวกับนั่งเรือ เลยไม่อยากกรอกอะไรทั้งสิ้น กลัวเวียนหัว ตาโก๋ก็กรอกภาษาอังกฤษไม่ได้ซะอีก มองไปมองมา คนอื่นเขากรอกกันใหญ่เลยแหะ นึกไปนึกมา ถ้าลงจากเครื่อง คนที่กรอกแล้ว เขาก็เดินลิ่วๆ นำหน้าไปหมด เราจะตามเขาไม่ทัน ฉะนั้นเลยกลั้นใจกรอกจนเสร็จสองใบ แล้วก็เป็นดั่งนึก พอลงเครื่อง ทุกคนก็เดินจ้ำพรวดๆๆ เราก็ต้องเดินตามให้ทัน เดี๋ยวไม่รู้ว่าเขาต้องทำไรกันบ้าง คนต่างชาติทั้งสวยและไม่สวยไปยืนเข้าคิวให้เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารใบ immigration กับพาสปอร์ตว่าไม่ได้หลบหนีเข้าเมือง เสร็จแล้ว เรากับพี่โก๋ก็เดินทะเล่อทะล่าออกไปมองหาสมาชิกที่มาด้วยกัน เห็นเขาเตรียมตัวแลกเงินด็องกันแล้ว นับจากนี้ พวกเราทั้งแปดก็คือมหาเศรษฐีของเวียดนาม พกเงินกันเป็นล้าน

ไกด์ของเราเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ผมหยิกสั้น ดูทะมัดทะแมง ชื่อเวียดนามไรจำไม่ได้ แต่เขามีชื่อไทยด้วยนะ ชื่อ มะเฟือง กับ เฟื่องฟ้า


โปรดติดตามตอนต่อไป