Friday, April 27, 2007

ความสุขทำให้เราตัวพอง

















ใครๆ ก็บอกว่า คนมีความรักมักจะมีความสุข
แล้วคนมีความสุขก็จะหัวใจพอง

จากประสบการณ์จริง ฉันคิดว่า
หัวใจพอง เป็นนามธรรม
ตัวพอง คือรูปธรรม
และตอนนี้ฉันมีความรัก ตัวจึงพอง
หรือเรียกง่ายๆ ว่าอ้วนขึ้น
จนใครๆ ทักเป็นเสียงเดียวกันทั้งบริษัท
บางครั้งก็อับอาย บางครั้งก็รำคาญ
แม่ก็ว่าฉันอ้วนเป็นพะโล้เลย เมื่อไหร่จะหยุดอ้วนสักที

นับตั้งแต่มีแฟน เมื่อเดือนตุลาคม 2547
ผ่านไปประมาณ 5-6 เดือน
น้ำหนักฉันขึ้นมาจาก 52 ตอนนี้ 58
ราวกับว่าน้ำหนักขึ้นเดือนละกิโล

มีอยู่เดือนหนึ่งที่ป่วย น้ำหนักไม่ขึ้น แต่ไม่ลด
เพราะยังคงกินอะไรได้ปกติ แต่กินไม่มากเหมือนตอนไม่ป่วย

อนิจจัง วัตสังขารา ยุบหนอ พองหนอ
เคยผอม กลับอ้วนแต่ไม่รู้ว่าอ้วนถึงเพียงนี้แล้วจะผอมหรือเปล่า

Wednesday, April 25, 2007

สิ่งที่หายไป

ครั้งแรกที่เราพบกัน คือไม่กี่วันหลังจากที่ฉันได้ย้ายเข้าไปอาศัย อยู่กับพี่ติ๊ก
ที่บ้านพักข้าราชการ 700 ปี
ฉันเอง... ก็เพียงแค่มองดูเธออย่างเอ็นดู แต่ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่
น้องนิว ... ที่มาช่วยขนของ กลับมีโอกาสพูดคุยกับเธอมากกว่าฉัน

เธออยู่บ้านฝั่งโน้น

เข้าไปในซอยอีกหน่อย
บ้านหลังนั้นมีรถมอเตอร์ไซด์คันใหญ่
ซึ่งเลี้ยงแมวไว้หลายตัว
เธอชอบมาเดินเล่น นั่งเล่น แถวหน้าบ้านฉัน
จึงได้พูดคุยกับเธอมากขึ้น







เธอชอบเดินตามพี่สาว และเฝ้ารอที่หัวมุมถนน ตอนพี่สาวเธอไปซื้อของที่โรงอาหาร
ฉันเริ่มแอบมองเธอ เรียกเธอเข้ามาในบ้าน บางครั้งเธอก็วางมาดเฉย
แต่บางครั้งก็แอบเข้าบ้านฉันโดยไม่ได้เชื้อเชิญ

ฉันแอบตั้งชื่อให้เธอ และเรียกเธออย่างนั้นตลอด เธอหันมาบ้าง ไม่สนใจบ้าง
มารู้อีกที ตอนพี่สาวเธอมาตามหา

ฉันจึงได้รู้ว่าชื่อที่ฉันแอบตั้งให้เป็นชื่อเดียวกัน

แล้ววันหนึ่ง .... พี่ชายเธอก็มาบอกฉันว่าจะฝากเธอไว้กับฉัน เพราะเค้าต้องย้ายไปอยู่อยุธยา
เอาแมวทั้งหมดไปด้วย แต่เธอไม่ยอมไป เพราะเธอชอบทะเลาะกับคนอื่น
จึงต้องฝากเธอไว้กับฉัน ฉันดีใจมากรู้ไหม ฉันรับปากแบบไม่ลังเล
โดยที่ไม่รู้ว่าพี่ติ๊กผู้เป็นเจ้าของบ้านจะว่าอย่างไร
เพราะพี่ติ๊กไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไหร่ วันไหนเธอเข้าบ้านก็จะบ่นจนฉันเกรงใจ

ฉันดูแลเธออย่างดีเท่าที่จะทำได้ แม้จะกลับบ้านดึกดื่น เธอคงรอจนหิว
แต่พี่ติ๊กก็แอบเอาข้าวให้เธอกินนะ พอฉันกลับมาถึง เธอก็ได้กินอีก
เธอดูอ้วนท้วนขึ้น เธอร่าเริงและสนิทกับฉันมากขึ้น
เธอชอบเล่นซ่อนแอบ และทุกวันที่เธอทำเป็นประจำไม่เคยขาด คือ
ตอนเช้า เธอจะมารอหน้าประตูบ้าน ฉันเปิดประตูออกไปก็จะได้พบเธอ
พร้อมเสียงร้องน้อยๆ แอ๊วๆๆๆๆๆ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของเธอที่คนข้างบ้านตั้งให้
ตอนเย็น-ค่ำมืดดึกดื่น ที่ฉันกลับมาถึงบ้าน ไม่ว่าเธอจะอยู่ตรงไหน
เธอก็จะรีบวิ่งมาหาฉันตั้งแต่รถยังจอดไม่สนิท
เธอจะซุ่มแอบรอตรงข้างรั้ว พอฉันเปิดประตูรั้ว เธอก็จะพุ่งพรวดออกมา
บางวันฉันจึงแกล้งเธอ ไม่เดินเข้าบ้านสักที
เธอก็ซุ่มหมอบอยู่อย่างนั้น และอีกวันหนึ่ง ฉันแกล้งเธอ ย่องไปจะเอ๊ข้างหลัง
เธอก็ตกใจ วิ่งกระโจนไป ฉันหัวเราะชอบใจ ที่แกล้งเธอได้

ครั้งหนึ่ง ที่บ้านจัดงานเลี้ยงปีใหม่ พี่น้องชมรมมากันเต็มบ้าน เธอก็เดินวนไปมาแถวนั้น
ฉันแกล้งเธอ เอาไฟมาลนใกล้หนวด แล้วเผลอโดนหนวดเธอเหม็นไหม้
แต่เธอก็ทำหน้าไม่รู้ร้อนอะไร

ความจริงนั้นเธอแสนจะดื้อเงียบและขี้เล่นเป็นที่สุด
เธอพยายามจะเข้าบ้านมาหาฉันทั้งที่เอาเก้าอี้ดันประตูมุ้งลวดไว้
แต่เก้าอี้ก็กั้นเธอไม่อยู่ เธอใช้พละกำลังจากร่างกายน้อยๆ เข้ามาได้
ต้องหากระสอบใส่เสื้อผ้าขายมากั้นไว้ เธอก็เดินวนไปเวียนมาและร้องอยู่ตรงนั้น

บ้างครั้งเธอก็แอบเข้าหลังบ้าน ตอนที่ฉันกับพี่ติ๊กซักผ้าแล้วเปิดประตูทิ้งไว้
ถ้าเธอเข้าบ้านได้ล่ะก็ จะวิ่งหนีไปทั่วบ้าน ทั้งหมอบซุกและกระโจนไปทั่ว
ไม่มีใครจับเธอได้ง่ายๆ หรอก ยิ่งไล่จับ เธอก็ยิ่งสนุก
แต่ถ้าเฉยๆ เดี๋ยวเธอก็ออกมาพันแข้งพันขาเอง

ฉันรู้สึกผูกพันกับเธอมากขึ้น คิดจะดูแลเธออย่างดี เพราะเธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฉันแล้ว
เธอบาดเจ็บเพราะทะเลาะกับแมวอื่นที่พลัดหลงมาในบ้าน จนหางเป็นแผล
ฉันพาเธอไปหาหมอ พร้อมฉีดยากันพิษสุนัขบ้า

เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ฉันต้องกลับบ้านสุโขทัยถึง 4 วัน
นึกห่วงเธอมาก ว่าจะกินอะไรยังไง ไม่รู้จะฝากฝั่งใครให้ดูแลเธอได้
จนกลับมา เธอก็มารอรับฉันเหมือนเคย ฉันรีบกอดเธอและเอาข้าวให้กิน

เธอรอฉันและวิ่งมาหาฉันทุกครั้ง ทุกวัน ไม่เคยขาดสักครั้งเดียว
แต่แล้ว .... เย็นวันศุกร์ที่ 20 เธอไม่มา
ทั้งที่ตอนเช้าเธอยังปฏิบัติเหมือนเคย แต่เธอกินข้าวไม่เยอะ
เพราะมัวห่วงแมวตัวอื่นที่แอบอยู่ใต้ท้องรถของฉัน
ฉันไม่มีเวลาจะบังคับหรือนั่งเฝ้าให้เธอกินข้าว เพราะต้องรีบไปทำงาน
ไม่คิดเลยว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นเธอ

เธอหายไปไหน ดำน้อยที่น่ารักของฉัน
เธออยู่ไหน ดำน้อย
;(


Monday, April 23, 2007

Love in Great Gorge





แล้วสายลมแห่งความร้อนนนนนนนนนก็พัดพาคู่รักคู่หนึ่งให้เดินทางไปยัง
the great gorge ที่เราเรียกกันว่า ออบหลวง

ใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วโมงกว่า ไม่รวมการแวะหาอาหารการกินตลอดทาง
โดยใช้เส้นทางถนนหางดง-จอมทอง และเลยไปถึงอำเภอฮอด
เมื่อเจอวงเวียนใหญ่กลางเมืองให้วนขวา แล้วขับตรงไปเรื่อยๆ
เส้นทางนี้จะทะลุไปถึงอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
(ทางไปไม่ยักกะมีป้ายบอกนะ ต้องเลยไปก่อน เลี้ยวกลับมาถึงจะเห็นป้ายบอกทางไปออบหลวง)
แม้อากาศที่ร้อนแดดจะแผดเผาสองข้างทางให้ต้นไม้ดูเหี่ยวเฉา
แต่ก็ยังพอเห็นต้นไม้เขียวตลอดทางด้านซ้ายมือ บวกกับสายธารน้ำใหญ่ด้านขวามือ
เราสองคนคู่รักรู้ได้ทันทีว่ามาถึงสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว
เมื่อเห็นกระต๊อบขายส้มตำและลาบเมือง อีกทั้งกระต๊อบหญ้าคากลางสายธารน้ำ
ที่ปลูกเรียงราย ให้ลูกค้ารับลมเย็น นั่งเล่นเอาเท้าจุ่มน้ำ
แต่เราคู่รักไม่จอดแวะ เพราะจุดหมายของเราคือ อุทยานแห่งชาติออบหลวง
สถานที่หญิงสาวเคยมาเที่ยวกับเพื่อนชมรมเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา

เมื่อชายหนุ่มเห็นสถานที่สวยงามจึงหาที่จอด แล้ววิ่งไปถ่ายรูปเล่นกัน
ถ่ายภาพเดี่ยวแบบเท่ห์ๆ
สองเราเดินทางด้วยความสนุก พร้อมจิบน้ำสีดำนามโคล่าแสนเย็นในกระติกน้ำคู่ขวัญ
แล้วเราก็มาถึงทางเข้าอุทยาน เสียค่าผ่านประตูคนละ 20 บาท และค่ายานพาหนะอีก 30 บาท

ชายหนุ่มจอดรถอย่างระมัดระวัง หญิงสาวลงจากรถเห็นต้นหางนกยูงออกดอกงามตาตัดกับฟ้าสีเข้ม
หมายตาไว้ว่าจะกดชัตเตอร์สักรูป หลังจากที่เราสองเดินไปตามทางต้นไผ่
เพื่อไปชมช่องเขาขาด ที่สายน้ำสายลมตัดผ่านจนห่างกัน
ชายหนุ่มพูดคำหวาน “แม้นเขาขาดแต่เราจะไม่ขาดจากกัน”

แสงแดดที่แผดเผาไม่ทำให้เราหวั่นเกรงการถ่ายรูปกลางแดด
แต่หญิงสาวเริ่มงอแงไม่ยอมเดินไปถึงสะพานข้ามผ่านเขาขาด
น่าเสียดายที่ชายหนุ่มก็อดขึ้นไปด้วย เพราะเขามักจะตามใจหญิงสาวเสมอๆ

ได้เวลาเล่นน้ำแล้วล่ะ เราสองเดินเท้าเปล่าไปบนทรายละเอียดที่แดดส่องจนร้อน
หญิงสาวเท้าแดงจึงรีบกระโจนลงน้ำ แม้น้ำจะไม่เย็นเหมือนหลายปีก่อนที่เคยมา
สายน้ำวันนี้ไหลอุ่นๆ แต่ก็สุขใจและเพลิดเพลินไปกับการแช่น้ำ
เหม่อมองท้องฟ้าใสกับหินผาก้อนใหญ่
เพียงเท่านี้สองเราก็สุขใจ ลั้ลลา............