อายุ 30 นี่ เรียกได้ว่าถึงครึ่งทางหรือยังนะ
ถ้าเปรียบตัวเองเป็นกระดาษซับน้ำ
ก็คงไม่ใช่กระดาษทิชชู่ เพราะมันซับน้ำเร็วเกินไปหน่อย
น่าจะเป็นกระดาษเทาขาวมั้ง แข็งหน่อย
ค่อยๆ ซับน้ำ แต่ถ้าเปียกแล้วก็ชุ่มได้
ที่เปรียบตัวเองเป็นกระดาษ ก็เพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังเปิดรับโลกใหม่
ในมุมที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ฉุกคิด
แต่ตอนนี้ได้ฉุกคิดแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนา
พี่อาร์ตเคยเขียนบันทึกไว้ ใช้ชื่อเรื่องว่า ทำไมต้องพัฒนา
ตอนนี้ฉันตอบได้แล้วแหละว่าทำไม
การพัฒนาคือการที่ทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ทำให้อะไรๆ มันแย่ลง
ฉันไม่ได้หมายถึงการพัฒนาวัตถุหรือเทคโนโลยีนะ
อย่างเช่น ชื่อหน่วยงานของที่ทำงานใหม่ ชื่อว่า
อพท. = องค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ซึ่งเป็นองค์การมหาชน มีหน้าที่เข้าไปพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยว
แต่ไม่ใช่การท่องเที่ยวตาโตนะ เราจะพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน
แบบคลองมหาสวัสดิ์ที่น้องอุ๋ยไปมานั่นแหละ
เราจะพัฒนาระบบความคิด และการจัดการให้การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่หวัง
กอบโกยเงินทอง โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
เราต้องไม่ทำลายธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมของเรา
เพราะถ้าเป็นการท่องเที่ยวตาโต อีกไม่กี่ปีก็ไม่มีคนมาเที่ยวแล้ว
เราต้องทำให้มันยั่งยืน ให้ถึงลูกถึงหลาน
เมื่อไม่กี่วันนี้ ลงไปที่ชุมชนๆ หนึ่ง เขาว่าเป็นหมู่บ้านชาวประมง
แต่ก็มีร้านอาหารกับร้านขายของที่ระลึกอยู่หลายร้านมาก
ฉันกับครอบครัวก็เคยไปเที่ยวเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ถึงปัญหาหรอก
ปัญหาของชุมชนนี้คือ ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในทะเล ซึ่งผิดกฏหมาย
ฉะนั้นจึงมีข้อห้ามว่า...ห้ามซ่อมแซมหรือต่อเติมใดๆ
ไม่เช่นนั้นจะถูกจับ และปรับ ไม่มีค่าปรับก็ต้องจำคุก
นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ที่ชาวบ้านรุกล้ำเข้าไปในทะเล
แต่บ้านของตัวเองที่ผุพังไปตามกาลเวลา ก็ไม่สามารถซ่อมแซมได้
รอวันล้มครืนอย่างเดียว อีกทั้งปัญหาขยะ กลิ่นเหม็น
จากของเสียที่ปล่อยออกมาจากครัวเรือนอีก
หน่วยงานของรัฐก็เข้ามาแก้ปัญหาไม่ได้
เพราะเท่ากับว่าสนับสนุนผู้ทำผิดกฏหมาย
แต่ก็ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะใจจืดใจดำนะ กรมเจ้าท่าก็พยายามหาทางช่วย
ตั้งข้อเสนอไปว่า ชาวบ้านจะต้องเสียค่าเช่าบ้านของตัวเอง เหมือนกับการเช่าที่ของรัฐ
แต่ไหนแต่ไรมา รุ่นปู่ย่าตายาย ก็ไม่เคยเสียค่าอะไร แต่ก็ไม่เคยถูกกฏหมาย
ฉะนั้นการที่จะทำให้ชาวบ้านยินยอม ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้ว่าจำนวนเงินจะไม่มากมายอะไรเลย แค่ประมาณตารางเมตรละ 5 บาทต่อปี
บ้านหลังเล็กก็แค่ 200 กว่าๆ หลังใหญ่ๆ ก็ไม่เกิน 500 แน่นอน
ข้อเสนอนี้ของเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าจะนำมาใช้ได้ ก็ต่อเมื่อชาวบ้านมากกว่า
70% ได้รับการทำประชามติแล้วเห็นชอบด้วย
ปัญหาของปัญหาก็คือ ประมาณ 164 หลังคาเรือนในชุมชน
มีคนมาร่วมประชุมฟังข้อเสนอนี้ไม่ถึง 20 คน
อันเกิดจากหลายปัจจัย 1.นายทุนที่กลัวเสียผลประโยชน์ นำข่าวสารไปพูดผิดๆ
2.มีอคติกับกรมเจ้าท่า 3. คิดว่ามาประชุมก็คงไม่ได้อะไร ไม่เกิดประโยชน์
4.ไม่สนใจอะไร
คืนวันนั้นที่ฉันมีโอกาสเข้าไปนั่งฟังการประชุมของชาวบ้านหนึ่งหยิบมือ
ซึ่งถกเถียงกันเรื่องเดิมๆ ซักถามกลับไปกลับมา
ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจริงๆ กับว่าทำยังไงให้คนมาประชุมเยอะ
เพียงแค่ 2 ชั่วโมง หัวสมองฉันก็ตื้อไปหมด
ปวดหัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยอมรับว่าเครียดมาก
ดูหนังแล้วก็ต้องมองย้อนดูตัว
ครอบครัวฉันก็เป็นแบบชาวบ้านบางเบ้านั่นแหละ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ต.เมืองเก่า สุโขทัยเนี้ย
ถึงไม่ค่อยได้รับการพัฒนา หรือว่าพัฒนากันไปแบบแปลกๆ
พ่อ เป็นคนที่ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ออกไปพบปะใคร
ไม่ไปงานศพ ไม่ไปงานแต่งใครเลย
ฉัน ก็มีนิสัยเหมือนพ่อ ไม่ชอบเอาตัวไปรู้จักใคร
เรียกได้ว่าไม่สนใจชาวบ้านชาวช่อง
ไม่เคยไปฟังการหาเสียง ไม่เคยประร่วมประชุมอะไรเลย
แล้วจะพัฒนาได้อย่างไร
คนเราต้องรู้จักพัฒนาที่ตัวเองก่อน
พัฒนา ยกระดับจิตใจของตัวเองก่อน
ถ้าตัวเองดีแล้ว ชุมชน สังคมก็จะดีตามไปด้วย
ประเทศเราก็คงจะดีกว่านี้
Saturday, August 15, 2009
Subscribe to:
Posts (Atom)