ตอนนี้อายุ 27 ปีหน้าก็ 28 อืม!! เพื่อนสองคนแต่งงานและมีลูกไปแล้ว
(ฉันก็กลายเป็นป้า)
ก๊อฟบอกว่า “อิ๊กเอ้ย อย่ามีเลยทั้งลูกทั้งผัว อยู่ตัวคนเดียวดีกว่า”
เวลานัดเจอกับเพื่อนพี่น้องที่หอบลูกไปด้วย
เราก็ได้แต่เล่นกับเด็กๆ ซึ่งก็น่ารักดีนะ แต่ถ้าให้มีเป็นของตัวเอง
ไม่รู้สึกว่าอยากมีเลย ยิ่งเด็กผู้ชายร้ายเหลือจริงๆ
กลัวอีกว่า มีลูกแล้วมันจะร้ายแบบนี้ไหม คงตีมันตายแน่ๆ
หรือไม่ก็คงดุจนเด็กเป็นโรคจิต
เฮ้อ มองข้ามช็อตแหะ ยังไม่ได้แต่งงานเลย จะมาคิดอะไรเรื่องมีลูกมีเต้า
(ตอนนี้มีแต่เต้าไปก่อน)
นั่นสิ แล้วถึงเวลาที่เราจะแต่งงานได้หรือยัง
ยังไม่รู้สึกว่าโตพอเลย
เมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว กับปีนี้ ยังเป็นเด็กไม่ได้เรื่องคนเดิมในสายตาพ่อแม่
พ่อยังให้เงินใช้บ้างบางเดือน (พ่อให้เองนะไม่ได้ขอ)
ยังขอเงินพ่อซื้อกล้องดิจิตอลตัวใหม่
ยังยืมเงินน้องสาวใช้เกือบทุกเดือน
แล้วคนที่เขาแต่งงานกันไป ต้องมีอะไรบ้างที่เรียกว่าพร้อมแล้ว
ในความคิดนะ ....
ฉันกับแฟน น่าจะมีเงินเก็บสักก้อน ไว้ทำธุรกิจร่วมกัน หรือสำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน
มีอาชีพที่หารายได้มากพอที่จะผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไปเที่ยวไกลๆ
ไปกินอะไรอร่อยๆสัปดาห์ละสองสามครั้ง
ตอนนี้ มีความรักที่พร้อมจะอยู่ด้วยกัน ปรับตัวเข้าหากัน
ให้อภัยเขาเมื่อทำอะไรไม่ถูกใจ และเปลี่ยนนิสัยแย่ๆ ของตัวเอง
เลิกเอาแต่ใจ ขี้งอนให้น้อยลง พยายามไม่หงุดหงิด
แต่ตอนนี้ เบื่องาน อยากเปลี่ยนงาน อยากให้แฟนมีรายได้มากกว่านี้
เพราะเงินเดือนเราสองคน ใช้ร่วมกันยังไม่พอ
ดีที่ฉันพอมีรายได้เสริมบ้าง
แค่มีเงินใช้ไปวันๆ และผวาตอนสัปดาห์สุดท้ายของเดือนว่าจะเอาอะไรกิน
ทำไมมีแฟนแล้ว ใช้เงินเปลืองกว่าเดิมว้า
แล้วฉันจะแต่งงานได้หรือยังเนี้ย
Wednesday, December 20, 2006
Sunday, December 03, 2006
คืออะไร
Monday, October 09, 2006
มันเป็นเรื่องยากที่...
มันเป็นเรื่องยากที่เราจะไม่รู้สึกอะไรเลย
เมื่อได้ทำร้ายความรู้สึกใครสักคนโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ
ใครคนนั้นที่รู้สึกดีกับเราอย่างมากมาย
ฉันไม่ใช่นักฆ่าเลือดเย็น
แต่ฉันเป็นคนอ่อนหัด
ที่เพิ่งเรียนรู้จักกับคำว่าถูกรัก
คำว่าขอโทษดูจะไม่มีค่าอะไร
เมื่อเทียบกับน้ำตาของคนที่ถูกทำร้าย
แม้มันก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉันจะทำได้ในเวลานี้
ในยามที่ต้องทำเป็นใจดำ
ทั้งที่ใจจริง ฉันแสนเศร้า
แต่ความเศร้านั้นไม่อาจเทียบเท่ากับความเจ็บปวดของเขา
จริงอย่างที่ใครบอกไว้ว่า
ความเศร้าของคนที่เดินจากไป ไม่เท่ากับคนที่ถูกปล่อยไว้
ความเศร้าของคนที่ทำร้ายผู้อื่น ไม่เท่ากับคนที่ถูกทำร้าย
ความเศร้าของคนที่บอกเลิก เทียบไม่ได้กับความเศร้าของคนที่ถูกทิ้ง
ฉันเป็นผู้พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง
ฉันเดินทางไปที่นั่นเพื่อหวังช่วงชิงมิตรภาพที่อ่อนหวาน
แต่ฉันไม่ได้สิ่งใดกลับมาเลย
มันเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ
ความเป็นเพื่อนได้มายากกว่าที่เคยคิดไว้
คงถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องเดินกลับออกมามือเปล่า
แต่ฉันยังมีวันบางวันของความทรงจำที่งดงาม
และฉันยังมีความเศร้าคอยเตือนว่า ...
ครั้งหนึ่ง เราเคยผูกพันกัน
เมื่อได้ทำร้ายความรู้สึกใครสักคนโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ
ใครคนนั้นที่รู้สึกดีกับเราอย่างมากมาย
ฉันไม่ใช่นักฆ่าเลือดเย็น
แต่ฉันเป็นคนอ่อนหัด
ที่เพิ่งเรียนรู้จักกับคำว่าถูกรัก
คำว่าขอโทษดูจะไม่มีค่าอะไร
เมื่อเทียบกับน้ำตาของคนที่ถูกทำร้าย
แม้มันก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉันจะทำได้ในเวลานี้
ในยามที่ต้องทำเป็นใจดำ
ทั้งที่ใจจริง ฉันแสนเศร้า
แต่ความเศร้านั้นไม่อาจเทียบเท่ากับความเจ็บปวดของเขา
จริงอย่างที่ใครบอกไว้ว่า
ความเศร้าของคนที่เดินจากไป ไม่เท่ากับคนที่ถูกปล่อยไว้
ความเศร้าของคนที่ทำร้ายผู้อื่น ไม่เท่ากับคนที่ถูกทำร้าย
ความเศร้าของคนที่บอกเลิก เทียบไม่ได้กับความเศร้าของคนที่ถูกทิ้ง
ฉันเป็นผู้พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง
ฉันเดินทางไปที่นั่นเพื่อหวังช่วงชิงมิตรภาพที่อ่อนหวาน
แต่ฉันไม่ได้สิ่งใดกลับมาเลย
มันเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ
ความเป็นเพื่อนได้มายากกว่าที่เคยคิดไว้
คงถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องเดินกลับออกมามือเปล่า
แต่ฉันยังมีวันบางวันของความทรงจำที่งดงาม
และฉันยังมีความเศร้าคอยเตือนว่า ...
ครั้งหนึ่ง เราเคยผูกพันกัน
Friday, September 22, 2006
เจ้าชายน้อยที่ยอดดอยปุย
เย็นวันหนึ่งในขณะที่ฉันนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดดอยปุย ฉันได้เจอกับเจ้าชายน้อย
“สวัสดี” เจ้าชายน้อยเอ่ยทัก
“สวัสดี” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ
เด็กชายคนนั้นมีผมสีทองเหมือนเหมือนแสงแดดใกล้ลาลับที่ยอดดอยปุย
เขามองดูพระอาทิต์ตกไปพร้อมกับฉันและเขาก็ช่างหัวเราะได้ตลอดเวลา
ฉันรู้ได้ทันทีว่าเขาคือเจ้าชายน้อยจากหนังสือที่ฉันอ่าน
เขาเล่าให้ฉันฟังว่าที่ดาวของเขามีพระอาทิตย์ตกวันละหลายรอบ
แล้วเขาก็เล่าเรื่องราวการเดินทางเหมือนกับในหนังสือเลย
ถึงฉันจะเคยอ่านมาแล้ว แต่ฉันก็นั่งฟังเขานิ่งๆ ฉันชอบฟัง
และฉันอยากมีเพื่อนสักคนในเวลานี้ ฉันกำลังฟังอย่างเพลิดเพลิน
จู่ๆ เจ้าชายน้อยก็ถามว่า ฉันเป็นผู้ดูแลพระอาทิตย์ดวงนั้นหรือเปล่า ? ฉันปฏิเสธ
“แล้วคนบ้ายอกับหลงตัวเองล่ะ?”
ฉันตอบเจ้าชายน้อยไปว่า “ ไม่รู้สิ ไม่เคยมีใครชมฉันเลย ฉันเลยไม่รู้ว่าฉันเป็นคนบ้ายอหรือเปล่า”
“ถ้างั้นคนขี้เมาล่ะ?”
“ฉันก็ขี้เมานะ ดื่มไปนิดเดียวก็เมาแล้ว แต่ฉันไม่ค่อยชอบกินเหล้านักหรอก ตอนนี้ฉันถือศีลห้า”
เจ้าชายมองฉันนานกว่าเดิม แล้วตั้งคำถามใหม่
“คงไม่ใช่นักธุรกิจหรอกนะ นักธุรกิจคงไม่มีเวลามานั่งมองพระอาทิตย์ตกดินแบบนี้”
“ถูกต้องแล้วล่ะ” ฉันตอบเขาไป
“คนจุดคบไฟ ?”
ฉันยิ้มเจื่อนอีกครั้ง “ฉันไม่มีความขยันและเคร่งครัดต่อคำสั่งแบบนั้นหรอก
หลายครั้งฉันก็ทำอะไรตามใจตัวเอง”
“เธอคงเป็นนักภูมิศาสตร์สินะ?”
“ไม่ใช่อีกนั่นแหละ แต่ถ้าหากจะเป็นไป ฉันขอเป็นนักสำรวจดีกว่า
เพื่อที่ฉันจะได้เดินทางสำรวจแหล่งที่มีพระอาทิตย์ตกสวยที่สุดให้รอบโลกไปเลย”
“ถ้าอย่างนั้น เธอเป็นอะไรล่ะ?” เจ้าชายน้อยจ้องหน้าหาคำตอบจากฉัน
“ฉันยังไม่ได้เป็นอะไรเลย ทั้งที่ฉันก็มีความฝันหลายอย่าง หนึ่งในนั้นนะ
ฉันอยากเป็นนักเขียน และนักวาดภาพประกอบ” ฉันยิ้มเจื่อนให้กว้างกว่าเดิม
“ฉันเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาเคยอยากเป็นคนวาดรูปเหมือนเธอ
เขาวาดรูปแกะและปลอกหุ้มปากแกะ แต่เขาลืมวาดสายเชือกหนังให้ฉัน
เธอช่วยวาดเพิ่มให้ฉันทีได้ไหม?”
“ได้สิ เจ้าชายน้อย” ฉันลงมือวาดสายเชือกหนังโดยทันที
“ขอบคุณมากนะ” เจ้าชายน้อยรับภาพสายเชือกหนังจากฉันไป
“จากนี้เธอจะไปไหน?” เจ้าชายน้อยถามคำถามฉันอีก
“ไปที่ไหนก็ได้ ไปให้ไกลจากมิตรภาพบางอัน”
“น่าเศร้าจังนะ .... ทำไมเธอถึงอยากไปจากมิตรภาพอันนั้นล่ะ?”
“เจ้าชายน้อย เธอยังเด็ก ไม่เข้าใจความเจ็บปวดบางเรื่องหรอก”
พระอาทิตย์ตกไปแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืด ดาวหลายดวง ค่อยๆ เปล่งประกายสุกปลั่ง
แต่ฉันเกิดความรู้สึกเศร้าขึ้นมาจับใจ
“เธอหมายถึงเรื่องการฝึกให้เชื่องเหรอ?” เจ้าชายน้อยพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากเจ้าสุนัขป่าในหนังสือ
“มันคือเรื่องความผูกพันใช่ไหม? ที่เธอหมายถึง” ฉันถามเพื่อความแน่ใจ
“ถูกต้องแล้วล่ะ” เจ้าชายน้อยตอบพลางมองไปบนท้องฟ้า
“ก็อาจจะใช่ มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน มันเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด
ซึ่งมันก็คือการถูกฝึกให้เชื่อง” ฉันตอบ
“ทำไมเธอต้องจากไปล่ะ เธอไม่อยากให้มิตรภาพและความรักนั้น
เป็นเหมือนดอกกุหลาบดอกเดียวของเธอหรือ? ดอกกุหลาบที่เธอคอยรดน้ำพรวนดินให้
ดอกกุหลาบที่เธอคอยห่วงใย เฝ้าเอาใจใส่ตลอดเวลา”
“ดอกกุหลาบน่ะหรือ ฉันก็ทำเช่นนั้น รดน้ำพรวดดิน ไล่แมลงให้เขา ห่วงใยเขาตลอดเวลา
แต่เขาไม่ชอบให้ฉันทำแบบนั้นหรอก ฉันทำอะไร ก็ดูจะไม่ถูกใจเขาเอาซะเลย”
เจ้าชายน้อยหัวเราะขึ้น ฉับพลันดวงดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้าไกลโพ้นนั้น ก็กระพริบแสงประกายวูบหนึ่ง
“มันเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว เป็นความลับที่สุนัขจิ้งจอกบอกกับฉัน
... ฉันว่ามันเป็นเรื่องของความเข้าใจ ซึ่งเราจะมองเห็นได้อย่างลึกซึ้งแจ่มแจ้ง
ก็ด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ขอเพียงใช้หัวใจ”
"สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ขอเพียงใช้หัวใจ” ฉันพูดซ้ำๆ
“ใช่แล้ว หวังว่าสักวันหนึ่งเธอคงรู้จักและเข้าใจมัน ฉันต้องไปแล้วล่ะ สวัสดีนะ” เจ้าชายน้อยเอ่ยลา
“สวัสดี” ฉันยิ้มเจื่อนอีกครั้ง ด้วยรู้สึกเศร้า ที่เพื่อนตัวน้อยจะต้องจากฉันไปแล้ว
บนท้องฟ้ามืดมิดที่ยอดดอยปุยนั้น หลังการดูพระอาทิตย์ตกและการสนทนาของฉันกับเจ้าชายน้อย ฉันได้ยินเสียงลูกกระพรวน 500 ล้านลูก ดังกังวานมาจากดวงดาวที่กระพริบแสงนั้น และการเดินทางของฉันเพื่อหนีไปให้ไกลจากมิตรภาพอันนั้น ก็กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว
“สวัสดี” เจ้าชายน้อยเอ่ยทัก
“สวัสดี” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ
เด็กชายคนนั้นมีผมสีทองเหมือนเหมือนแสงแดดใกล้ลาลับที่ยอดดอยปุย
เขามองดูพระอาทิต์ตกไปพร้อมกับฉันและเขาก็ช่างหัวเราะได้ตลอดเวลา
ฉันรู้ได้ทันทีว่าเขาคือเจ้าชายน้อยจากหนังสือที่ฉันอ่าน
เขาเล่าให้ฉันฟังว่าที่ดาวของเขามีพระอาทิตย์ตกวันละหลายรอบ
แล้วเขาก็เล่าเรื่องราวการเดินทางเหมือนกับในหนังสือเลย
ถึงฉันจะเคยอ่านมาแล้ว แต่ฉันก็นั่งฟังเขานิ่งๆ ฉันชอบฟัง
และฉันอยากมีเพื่อนสักคนในเวลานี้ ฉันกำลังฟังอย่างเพลิดเพลิน
จู่ๆ เจ้าชายน้อยก็ถามว่า ฉันเป็นผู้ดูแลพระอาทิตย์ดวงนั้นหรือเปล่า ? ฉันปฏิเสธ
“แล้วคนบ้ายอกับหลงตัวเองล่ะ?”
ฉันตอบเจ้าชายน้อยไปว่า “ ไม่รู้สิ ไม่เคยมีใครชมฉันเลย ฉันเลยไม่รู้ว่าฉันเป็นคนบ้ายอหรือเปล่า”
“ถ้างั้นคนขี้เมาล่ะ?”
“ฉันก็ขี้เมานะ ดื่มไปนิดเดียวก็เมาแล้ว แต่ฉันไม่ค่อยชอบกินเหล้านักหรอก ตอนนี้ฉันถือศีลห้า”
เจ้าชายมองฉันนานกว่าเดิม แล้วตั้งคำถามใหม่
“คงไม่ใช่นักธุรกิจหรอกนะ นักธุรกิจคงไม่มีเวลามานั่งมองพระอาทิตย์ตกดินแบบนี้”
“ถูกต้องแล้วล่ะ” ฉันตอบเขาไป
“คนจุดคบไฟ ?”
ฉันยิ้มเจื่อนอีกครั้ง “ฉันไม่มีความขยันและเคร่งครัดต่อคำสั่งแบบนั้นหรอก
หลายครั้งฉันก็ทำอะไรตามใจตัวเอง”
“เธอคงเป็นนักภูมิศาสตร์สินะ?”
“ไม่ใช่อีกนั่นแหละ แต่ถ้าหากจะเป็นไป ฉันขอเป็นนักสำรวจดีกว่า
เพื่อที่ฉันจะได้เดินทางสำรวจแหล่งที่มีพระอาทิตย์ตกสวยที่สุดให้รอบโลกไปเลย”
“ถ้าอย่างนั้น เธอเป็นอะไรล่ะ?” เจ้าชายน้อยจ้องหน้าหาคำตอบจากฉัน
“ฉันยังไม่ได้เป็นอะไรเลย ทั้งที่ฉันก็มีความฝันหลายอย่าง หนึ่งในนั้นนะ
ฉันอยากเป็นนักเขียน และนักวาดภาพประกอบ” ฉันยิ้มเจื่อนให้กว้างกว่าเดิม
“ฉันเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาเคยอยากเป็นคนวาดรูปเหมือนเธอ
เขาวาดรูปแกะและปลอกหุ้มปากแกะ แต่เขาลืมวาดสายเชือกหนังให้ฉัน
เธอช่วยวาดเพิ่มให้ฉันทีได้ไหม?”
“ได้สิ เจ้าชายน้อย” ฉันลงมือวาดสายเชือกหนังโดยทันที
“ขอบคุณมากนะ” เจ้าชายน้อยรับภาพสายเชือกหนังจากฉันไป
“จากนี้เธอจะไปไหน?” เจ้าชายน้อยถามคำถามฉันอีก
“ไปที่ไหนก็ได้ ไปให้ไกลจากมิตรภาพบางอัน”
“น่าเศร้าจังนะ .... ทำไมเธอถึงอยากไปจากมิตรภาพอันนั้นล่ะ?”
“เจ้าชายน้อย เธอยังเด็ก ไม่เข้าใจความเจ็บปวดบางเรื่องหรอก”
พระอาทิตย์ตกไปแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืด ดาวหลายดวง ค่อยๆ เปล่งประกายสุกปลั่ง
แต่ฉันเกิดความรู้สึกเศร้าขึ้นมาจับใจ
“เธอหมายถึงเรื่องการฝึกให้เชื่องเหรอ?” เจ้าชายน้อยพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากเจ้าสุนัขป่าในหนังสือ
“มันคือเรื่องความผูกพันใช่ไหม? ที่เธอหมายถึง” ฉันถามเพื่อความแน่ใจ
“ถูกต้องแล้วล่ะ” เจ้าชายน้อยตอบพลางมองไปบนท้องฟ้า
“ก็อาจจะใช่ มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน มันเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด
ซึ่งมันก็คือการถูกฝึกให้เชื่อง” ฉันตอบ
“ทำไมเธอต้องจากไปล่ะ เธอไม่อยากให้มิตรภาพและความรักนั้น
เป็นเหมือนดอกกุหลาบดอกเดียวของเธอหรือ? ดอกกุหลาบที่เธอคอยรดน้ำพรวนดินให้
ดอกกุหลาบที่เธอคอยห่วงใย เฝ้าเอาใจใส่ตลอดเวลา”
“ดอกกุหลาบน่ะหรือ ฉันก็ทำเช่นนั้น รดน้ำพรวดดิน ไล่แมลงให้เขา ห่วงใยเขาตลอดเวลา
แต่เขาไม่ชอบให้ฉันทำแบบนั้นหรอก ฉันทำอะไร ก็ดูจะไม่ถูกใจเขาเอาซะเลย”
เจ้าชายน้อยหัวเราะขึ้น ฉับพลันดวงดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้าไกลโพ้นนั้น ก็กระพริบแสงประกายวูบหนึ่ง
“มันเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว เป็นความลับที่สุนัขจิ้งจอกบอกกับฉัน
... ฉันว่ามันเป็นเรื่องของความเข้าใจ ซึ่งเราจะมองเห็นได้อย่างลึกซึ้งแจ่มแจ้ง
ก็ด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ขอเพียงใช้หัวใจ”
"สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ขอเพียงใช้หัวใจ” ฉันพูดซ้ำๆ
“ใช่แล้ว หวังว่าสักวันหนึ่งเธอคงรู้จักและเข้าใจมัน ฉันต้องไปแล้วล่ะ สวัสดีนะ” เจ้าชายน้อยเอ่ยลา
“สวัสดี” ฉันยิ้มเจื่อนอีกครั้ง ด้วยรู้สึกเศร้า ที่เพื่อนตัวน้อยจะต้องจากฉันไปแล้ว
บนท้องฟ้ามืดมิดที่ยอดดอยปุยนั้น หลังการดูพระอาทิตย์ตกและการสนทนาของฉันกับเจ้าชายน้อย ฉันได้ยินเสียงลูกกระพรวน 500 ล้านลูก ดังกังวานมาจากดวงดาวที่กระพริบแสงนั้น และการเดินทางของฉันเพื่อหนีไปให้ไกลจากมิตรภาพอันนั้น ก็กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว
Monday, September 11, 2006
ค่าภาษีถนน
เช้าวันนี้เป็นวันซวยอีกวัน ที่ทำให้รู้สึกแย่เอามากๆ
ถึงกับร้องไห้ ตอนโทรหาใครบางคน
ที่จริงมันก็แค่เรื่องเล็กน้อย ที่ไม่ควรเก็บเอามาคิด
แต่ไม่รู้ทำไม มันถึงบั่นทอนจิตใจจนร้องไห้มากขนาดนี้
ไม่รู้ว่าใครบางคนคนนั้นจะงงหรือเปล่า
เพราะน้ำเสียงเขายังงัวเงียอยู่เลย
แต่เขาก็ตั้งใจฟังเรื่องที่ฉันเล่า และฟังเสียงสะอื้น
จนฉันรู้สึกดีขึ้น เขาบอกว่า
คิดซะว่าเสียค่าภาษีถนนนะครับ
มันเป็นอุบัติเหตุ ฉันเข้าใจดี
ขณะที่ฉันขับรถมาทางตรง จนถึงทางแยกของซอย
รถกระบะสีน้ำเงิน คนขับเป็นหญิงวัยกลางคนค่อนไปทางแก่
ก็โผล่หัวรถออกมาครึ่งคัน และไม่มีทีท่าจะเบรก
สิ่งที่ฉันคิดได้ในตอนนั้นคือเหยียบเบรค
วินาทีที่ฉันตัดสินใจนั้น ไม่ได้นึกหรอกว่าจะมีรถข้างหลังตามมา
แล้วก็ได้ยินเสียงดังปั๊ง และแรงกระแทกที่ไม่แรงมาก
ฉันรีบขับรถไปจอดหลบข้างทาง ไม่ให้กีดขวางทาง
พลางมองกระจกหลัง รถที่มาชนคือมอเตอร์ไซด์
คนขับใส่เสื้อวิน เขาเป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
ฉันรีบลงจากรถไปดูเขา ขณะเดียวกับที่รถกระบะสีน้ำเงิน
เลี้ยวออกจากซอย แล้วจากไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คนขับมอเตอร์ไซด์ที่นั่งงอขาอยู่บนถนน ยกมือให้คนมาช่วย
มีเด็กวัยรุ่นสี่คน จอดมอเตอร์ไซด์ วิ่งลงมาพยุงคนเจ็บ
และจุงมอเตอร์ไซด์เข้ามาข้างทาง
ฉันถามไถ่คนเจ็บด้วยคามเป็นห่วง
เจ็บมากไหม? มีเลือดออกไหม?
คนใจดีที่มาช่วยเหลือจากไปกันหมดแล้ว
คนเจ็บเริ่มพูดถึงตัวเลข
บังโคนล้อหน้ารถมีรอยแตก
เขาถาม “ไม่รู้เปลี่ยนอันนี้ต้องเสียเงินเท่าไหร่?”
“หมวกกันน็อคก็แตกละเอียดเลย”
ฉันพอจะเดาได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น
เขาถามเหมือนว่าหยั่งเชิง รถน้องเป็นอะไรหรือเปล่าครับ
ฉันตอบ “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ยังไม่ได้ดูเลย”
ฉันเดินกลับไปดูรถ เขาเดินตามมา
มีรอยทางยาวสีดำจากมอเตอร์ไซด์สองแผล
แล้วคนเจ็บก็พูดขึ้น
“ผมขอเงินสัก 400-500 ไปซ่อมมอเตอร์ไซด์ที่ติดไฟแนนซ์ได้ไหม”
“ซื้อหมวกกันน็อคด้วย”
“ขาผมก็เจ็บ ตอนนี้ไม่เป็นไร แต่ไม่รู้ว่าจะเดินได้อีกกี่วัน”
“รถพี่เสีย ไม่รู้แฟนจะว่าหรือเปล่า น้องไม่เป็นอะไรเลย”
ฉันตอบ “น้องก็ไม่มีเงินเหมือนกันนะคะ”
“น้องไม่ใช่คนผิดด้วย คนผิดหนีไปโน่นแล้ว”
“ถ้าน้องไม่เบรกกะทันหัน แล้วชนกับรถกระบะ พี่ก็ชนน้องอยู่ดี ใช่ไหม”
“ถ้าน้องจะให้เงิน น้องให้เพราะอยากให้ ไม่ใช่เพราะน้องผิด”
“ถามหน่อยนะคะ สมมติว่าน้องขับรถหนีไปเลย
ไม่มีน้ำใจลงมาดูพี่ น้องก็ไม่ต้องจ่ายใช่ไหมคะ”
“ก็น้องไม่ผิด แล้วทำไมน้องต้องจ่ายให้พี่ด้วย”
เขาต่อรองเหลือ 300 บ้าง 200 บ้าง กลับไปกลับมา
ฉันบอก “ในกระเป๋าน้องมีตังค์อยู่ไม่ถึงหรอกค่ะ”
ฉันเดินไปหยิบกระเป๋าตังค์ในรถ แล้วเปิดให้เขาดู มีเงินอยู่ 260
เขาบอก งั้นผมเอาแค่ 160 ก็ได้
- โชคดีที่ฉันเบรกรถได้ทัน ก่อนที่จะชนกับกระบะ
- โชคดีที่รถที่มาชนเป็นมอเตอร์ไซด์ ไม่ใช่รถยนต์
ไม่งั้นอาจจะต้องเสียเงินซ่อมกันแพงกว่านี้
- โชคดีที่คนเจ็บ เอาเงินไปแค่ 160 ไม่ใช่ 200
แล้วเหลือให้ฉัน 60 เหมือนกับตำรวจที่เคยขูดรีดฉัน
ตอนนั้นฉันมีเงิน 170 เขาเอาไป 150 เหลือให้ฉัน 20 บาท
- โชคดีที่ฉันขับรถยนต์ เลยไม่เจ็บเท่าคนมอเตอร์ไซด์ที่มาชนท้าย
แต่โชคร้ายที่ฉันเป็นคนดี วิ่งลงมาดูและคิดจะช่วยเหลือ
จึงต้องเสียค่าภาษีถนน เพราะว่าบังเอิญมีรถยนต์มือสองคันเล็กๆ
ถึงกับร้องไห้ ตอนโทรหาใครบางคน
ที่จริงมันก็แค่เรื่องเล็กน้อย ที่ไม่ควรเก็บเอามาคิด
แต่ไม่รู้ทำไม มันถึงบั่นทอนจิตใจจนร้องไห้มากขนาดนี้
ไม่รู้ว่าใครบางคนคนนั้นจะงงหรือเปล่า
เพราะน้ำเสียงเขายังงัวเงียอยู่เลย
แต่เขาก็ตั้งใจฟังเรื่องที่ฉันเล่า และฟังเสียงสะอื้น
จนฉันรู้สึกดีขึ้น เขาบอกว่า
คิดซะว่าเสียค่าภาษีถนนนะครับ
มันเป็นอุบัติเหตุ ฉันเข้าใจดี
ขณะที่ฉันขับรถมาทางตรง จนถึงทางแยกของซอย
รถกระบะสีน้ำเงิน คนขับเป็นหญิงวัยกลางคนค่อนไปทางแก่
ก็โผล่หัวรถออกมาครึ่งคัน และไม่มีทีท่าจะเบรก
สิ่งที่ฉันคิดได้ในตอนนั้นคือเหยียบเบรค
วินาทีที่ฉันตัดสินใจนั้น ไม่ได้นึกหรอกว่าจะมีรถข้างหลังตามมา
แล้วก็ได้ยินเสียงดังปั๊ง และแรงกระแทกที่ไม่แรงมาก
ฉันรีบขับรถไปจอดหลบข้างทาง ไม่ให้กีดขวางทาง
พลางมองกระจกหลัง รถที่มาชนคือมอเตอร์ไซด์
คนขับใส่เสื้อวิน เขาเป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
ฉันรีบลงจากรถไปดูเขา ขณะเดียวกับที่รถกระบะสีน้ำเงิน
เลี้ยวออกจากซอย แล้วจากไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คนขับมอเตอร์ไซด์ที่นั่งงอขาอยู่บนถนน ยกมือให้คนมาช่วย
มีเด็กวัยรุ่นสี่คน จอดมอเตอร์ไซด์ วิ่งลงมาพยุงคนเจ็บ
และจุงมอเตอร์ไซด์เข้ามาข้างทาง
ฉันถามไถ่คนเจ็บด้วยคามเป็นห่วง
เจ็บมากไหม? มีเลือดออกไหม?
คนใจดีที่มาช่วยเหลือจากไปกันหมดแล้ว
คนเจ็บเริ่มพูดถึงตัวเลข
บังโคนล้อหน้ารถมีรอยแตก
เขาถาม “ไม่รู้เปลี่ยนอันนี้ต้องเสียเงินเท่าไหร่?”
“หมวกกันน็อคก็แตกละเอียดเลย”
ฉันพอจะเดาได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น
เขาถามเหมือนว่าหยั่งเชิง รถน้องเป็นอะไรหรือเปล่าครับ
ฉันตอบ “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ยังไม่ได้ดูเลย”
ฉันเดินกลับไปดูรถ เขาเดินตามมา
มีรอยทางยาวสีดำจากมอเตอร์ไซด์สองแผล
แล้วคนเจ็บก็พูดขึ้น
“ผมขอเงินสัก 400-500 ไปซ่อมมอเตอร์ไซด์ที่ติดไฟแนนซ์ได้ไหม”
“ซื้อหมวกกันน็อคด้วย”
“ขาผมก็เจ็บ ตอนนี้ไม่เป็นไร แต่ไม่รู้ว่าจะเดินได้อีกกี่วัน”
“รถพี่เสีย ไม่รู้แฟนจะว่าหรือเปล่า น้องไม่เป็นอะไรเลย”
ฉันตอบ “น้องก็ไม่มีเงินเหมือนกันนะคะ”
“น้องไม่ใช่คนผิดด้วย คนผิดหนีไปโน่นแล้ว”
“ถ้าน้องไม่เบรกกะทันหัน แล้วชนกับรถกระบะ พี่ก็ชนน้องอยู่ดี ใช่ไหม”
“ถ้าน้องจะให้เงิน น้องให้เพราะอยากให้ ไม่ใช่เพราะน้องผิด”
“ถามหน่อยนะคะ สมมติว่าน้องขับรถหนีไปเลย
ไม่มีน้ำใจลงมาดูพี่ น้องก็ไม่ต้องจ่ายใช่ไหมคะ”
“ก็น้องไม่ผิด แล้วทำไมน้องต้องจ่ายให้พี่ด้วย”
เขาต่อรองเหลือ 300 บ้าง 200 บ้าง กลับไปกลับมา
ฉันบอก “ในกระเป๋าน้องมีตังค์อยู่ไม่ถึงหรอกค่ะ”
ฉันเดินไปหยิบกระเป๋าตังค์ในรถ แล้วเปิดให้เขาดู มีเงินอยู่ 260
เขาบอก งั้นผมเอาแค่ 160 ก็ได้
- โชคดีที่ฉันเบรกรถได้ทัน ก่อนที่จะชนกับกระบะ
- โชคดีที่รถที่มาชนเป็นมอเตอร์ไซด์ ไม่ใช่รถยนต์
ไม่งั้นอาจจะต้องเสียเงินซ่อมกันแพงกว่านี้
- โชคดีที่คนเจ็บ เอาเงินไปแค่ 160 ไม่ใช่ 200
แล้วเหลือให้ฉัน 60 เหมือนกับตำรวจที่เคยขูดรีดฉัน
ตอนนั้นฉันมีเงิน 170 เขาเอาไป 150 เหลือให้ฉัน 20 บาท
- โชคดีที่ฉันขับรถยนต์ เลยไม่เจ็บเท่าคนมอเตอร์ไซด์ที่มาชนท้าย
แต่โชคร้ายที่ฉันเป็นคนดี วิ่งลงมาดูและคิดจะช่วยเหลือ
จึงต้องเสียค่าภาษีถนน เพราะว่าบังเอิญมีรถยนต์มือสองคันเล็กๆ
Thursday, September 07, 2006
เป็นดาวที่เหงาเฝ้ามองพระจันทร์
พระจันทร์สวยมาหลายคืนแล้ว
ตอนหัวค่ำ พระจันทร์จะดวงกลมโตมาก
แขวนตัวเองอยู่ไม่สูง แค่เหนือยอดไม้
พอฟ้าเปลี่ยนสีเป็นดำสนิท
ฟ้าสีดำช่วยขับสีพระจันทร์ให้ยิ่งเหลืองนวล
ปุยเมฆที่ลอยผ่านเส้นรัศมี
จะสะท้อนแสงสีส้มใสๆ เรืองรอง
อิจฉาเมฆที่ได้ลอยผ่านใกล้ๆ
ยิ่งดึกพระจันทร์ก็ลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
จนดูเหมือนว่า ยังไงก็เอื้อมไม่ถึง
พระจันทร์ใสจนเห็นกระต่ายชัดเจน
คืนนี้ราหูจะมาอมจันทร์ตอนตี 1
พระจันทร์จะทำไงหนอ
บางทีอาจจะเป็นเวลาพักของกระต่ายก็ได้เนาะ
ราหูอมจันทร์ ก็เท่ากับพระจันทร์ดับไฟ
กระต่ายก็ไม่ต้องตำข้าว จะได้หลับสักที
นานๆ จะได้งีบสัก 3-4 ชั่วโมง
ตอนเด็กๆ จำได้ว่า บ้าจี้ตามคำผู้ใหญ่
เอาหม้อเอาไหมาเคาะเสียงดัง ไล่ราหู
โตมาหน่อย ก็เห็นอาคนโต เตรียมของดำเจ็ดอย่าง
มาไหว้ราหู ไม่เห็นมีอะไรน่ากินเลย
ตอนนี้ อยากชวนใครบางคนมานั่งดูพระจันทร์สวยๆ ด้วยกัน
แต่เขาคงมาไม่ได้ ยังไงก็หวังว่าเขาจะมองดูอยู่
อย่างน้อยก็มองพระจันทร์ดวงเดียวกันละนะ
ตอนหัวค่ำ พระจันทร์จะดวงกลมโตมาก
แขวนตัวเองอยู่ไม่สูง แค่เหนือยอดไม้
พอฟ้าเปลี่ยนสีเป็นดำสนิท
ฟ้าสีดำช่วยขับสีพระจันทร์ให้ยิ่งเหลืองนวล
ปุยเมฆที่ลอยผ่านเส้นรัศมี
จะสะท้อนแสงสีส้มใสๆ เรืองรอง
อิจฉาเมฆที่ได้ลอยผ่านใกล้ๆ
ยิ่งดึกพระจันทร์ก็ลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
จนดูเหมือนว่า ยังไงก็เอื้อมไม่ถึง
พระจันทร์ใสจนเห็นกระต่ายชัดเจน
คืนนี้ราหูจะมาอมจันทร์ตอนตี 1
พระจันทร์จะทำไงหนอ
บางทีอาจจะเป็นเวลาพักของกระต่ายก็ได้เนาะ
ราหูอมจันทร์ ก็เท่ากับพระจันทร์ดับไฟ
กระต่ายก็ไม่ต้องตำข้าว จะได้หลับสักที
นานๆ จะได้งีบสัก 3-4 ชั่วโมง
ตอนเด็กๆ จำได้ว่า บ้าจี้ตามคำผู้ใหญ่
เอาหม้อเอาไหมาเคาะเสียงดัง ไล่ราหู
โตมาหน่อย ก็เห็นอาคนโต เตรียมของดำเจ็ดอย่าง
มาไหว้ราหู ไม่เห็นมีอะไรน่ากินเลย
ตอนนี้ อยากชวนใครบางคนมานั่งดูพระจันทร์สวยๆ ด้วยกัน
แต่เขาคงมาไม่ได้ ยังไงก็หวังว่าเขาจะมองดูอยู่
อย่างน้อยก็มองพระจันทร์ดวงเดียวกันละนะ
Wednesday, August 30, 2006
เพื่อนรัก
ก่อนจะนับใครเป็นเพื่อนสักคน
เราต้องใช้เหตุผลอะไร เพื่อจะเลือกเขา
เพื่อนตอนนักเรียน เพื่อนใหม่เพื่อนเก่า
ต้องเป็นคนอย่างไร เราถึงเรียกเพื่อน
เขาเป็นคนแบบไหน
กว่าจะรู้สึกว่าไว้ใจ จะต้องรู้จักกันเท่าไหร่
จะต้องคบและเรียนรู้กันมานานแค่ไหน
กว่าจะได้อยู่เป็นเพื่อนของใคร กว่าจะได้เจอะคนที่เขาจริงใจให้รัก
เพื่อนกินเพื่อนเที่ยว คงมีไม่ยาก
แต่คนไหนเคียงข้างเสมอ เมื่อลำบากนั้น คือเพื่อนของฉัน
แค่มองตากันก็เข้าใจ ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย
เพราะว่าเรามีกันและกันมานานใช่ไหม
ฉันมีคนๆ หนึ่งที่เป็นเพื่อนรัก ไม่ใช่แค่เพียงคนรู้จัก
นั่นคือเธอนี่ไง ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร
และฉันก็ยังคงมั่นใจ เราจะมีกัน
วันเวลาเราคงพิสูจน์อะไรมากมายกว่าแค่คำพูด
ของฉันกับเธอ ใช่ไหม
------------------------------------------------------------------
ซึ้งกับเพลงนี้มาก
ฟังวันละไม่ต่ำกว่าสิบรอบ
เราต้องใช้เหตุผลอะไร เพื่อจะเลือกเขา
เพื่อนตอนนักเรียน เพื่อนใหม่เพื่อนเก่า
ต้องเป็นคนอย่างไร เราถึงเรียกเพื่อน
เขาเป็นคนแบบไหน
กว่าจะรู้สึกว่าไว้ใจ จะต้องรู้จักกันเท่าไหร่
จะต้องคบและเรียนรู้กันมานานแค่ไหน
กว่าจะได้อยู่เป็นเพื่อนของใคร กว่าจะได้เจอะคนที่เขาจริงใจให้รัก
เพื่อนกินเพื่อนเที่ยว คงมีไม่ยาก
แต่คนไหนเคียงข้างเสมอ เมื่อลำบากนั้น คือเพื่อนของฉัน
แค่มองตากันก็เข้าใจ ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย
เพราะว่าเรามีกันและกันมานานใช่ไหม
ฉันมีคนๆ หนึ่งที่เป็นเพื่อนรัก ไม่ใช่แค่เพียงคนรู้จัก
นั่นคือเธอนี่ไง ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร
และฉันก็ยังคงมั่นใจ เราจะมีกัน
วันเวลาเราคงพิสูจน์อะไรมากมายกว่าแค่คำพูด
ของฉันกับเธอ ใช่ไหม
------------------------------------------------------------------
ซึ้งกับเพลงนี้มาก
ฟังวันละไม่ต่ำกว่าสิบรอบ
Thursday, August 17, 2006
ทำเค้กวันเกิดให้อุ๊
ทำเค้กวันเกิดให้อุ๊
หนึ่งในน้องรักของชมรม
เราไม่ได้ทำเค้กวันเกิดให้คนทุกคนในชมรมหรอกนะ
ก็เลือกทำให้แต่คนที่เรารักมากหน่อย
และในวันนั้น วันที่ 8 สิงหาคม 2549
น้องชมรมทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ จึงได้ชิมเค้กแสนอร่อยของเรา
เค้กที่ขึ้นชื่อลือชามานานนม
แม้ว่าพี่ยุ่นจะปากเสียบอกว่า หน้าตาดีแต่กินไม่ได้
ฮึฮึ ไม่อยากบอกเลยว่าคราวนี้มันอร่อยจริงๆ
แล้วพี่ยุ่นก็อดกิน เอาไว้แก้แค้นพี่ยุ่นตอนวันเกิดอีกที
ใฝ่ฝัน อยากทำเค้กให้คนที่เรารักกิน แล้วเขาค่อยๆ ละเลียดกิน ไม่อยากให้มันหมดไป
ใฝ่ฝัน อยากให้คนที่ได้ชิม บอกว่า อร่อยจัง
ใฝ่ฝัน อยากทำเค้กให้หอมฉุย หอมขึ้นไปถึงดวงดาว
ใฝ่ฝัน อยากมีร้านเค้กเป็นของตัวเอง
มาดูรูปขั้นตอนการทำกันดีกว่า
1. ตีเนยกับน้ำตาลจนอ่อนนุ่ม
2. ค่อยๆ ใส่ไข่
3. ใส่แป้งทีละนิด สลับกับน้ำนม
4. ใส่เมล็ดป๊อปปี้ซีด
5. ตีรวมกันมันก็จะเหนียวๆ แบบนี้
6. เทใส่พิมพ์กลม ขนาด 8 นิ้ว แล้วส่งเข้าเตาอบ
7. มาทำครีมคัสตาร์ดสอดไส้ ด้วยการต้มนมกับแป้งข้าวโพดและน้ำตาล
8. ตีไข่แดงให้เข้ากัน
9. เทส่วนผสมนมลงไข่แดง แล้วคนเร็วๆ จนเหนียว ใส่ตู้เย็นไว้
10. อบออกมาแล้ว ทิ้งไว้ให้เย็น ผาครึ่ง พรมน้ำเชื่อม
11. ราดครีมลงไปตรงกลาง เกลี่ยให้ทั่ว ประกบสองส่วน
12. ราดช็อคโกแลตตุ๋นลงไป
แต่งหน้าทาปากให้สวยงามก่อนออกงานราตรี
หนึ่งในน้องรักของชมรม
เราไม่ได้ทำเค้กวันเกิดให้คนทุกคนในชมรมหรอกนะ
ก็เลือกทำให้แต่คนที่เรารักมากหน่อย
และในวันนั้น วันที่ 8 สิงหาคม 2549
น้องชมรมทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ จึงได้ชิมเค้กแสนอร่อยของเรา
เค้กที่ขึ้นชื่อลือชามานานนม
แม้ว่าพี่ยุ่นจะปากเสียบอกว่า หน้าตาดีแต่กินไม่ได้
ฮึฮึ ไม่อยากบอกเลยว่าคราวนี้มันอร่อยจริงๆ
แล้วพี่ยุ่นก็อดกิน เอาไว้แก้แค้นพี่ยุ่นตอนวันเกิดอีกที
ใฝ่ฝัน อยากทำเค้กให้คนที่เรารักกิน แล้วเขาค่อยๆ ละเลียดกิน ไม่อยากให้มันหมดไป
ใฝ่ฝัน อยากให้คนที่ได้ชิม บอกว่า อร่อยจัง
ใฝ่ฝัน อยากทำเค้กให้หอมฉุย หอมขึ้นไปถึงดวงดาว
ใฝ่ฝัน อยากมีร้านเค้กเป็นของตัวเอง
มาดูรูปขั้นตอนการทำกันดีกว่า
1. ตีเนยกับน้ำตาลจนอ่อนนุ่ม
2. ค่อยๆ ใส่ไข่
3. ใส่แป้งทีละนิด สลับกับน้ำนม
4. ใส่เมล็ดป๊อปปี้ซีด
5. ตีรวมกันมันก็จะเหนียวๆ แบบนี้
6. เทใส่พิมพ์กลม ขนาด 8 นิ้ว แล้วส่งเข้าเตาอบ
7. มาทำครีมคัสตาร์ดสอดไส้ ด้วยการต้มนมกับแป้งข้าวโพดและน้ำตาล
8. ตีไข่แดงให้เข้ากัน
9. เทส่วนผสมนมลงไข่แดง แล้วคนเร็วๆ จนเหนียว ใส่ตู้เย็นไว้
10. อบออกมาแล้ว ทิ้งไว้ให้เย็น ผาครึ่ง พรมน้ำเชื่อม
11. ราดครีมลงไปตรงกลาง เกลี่ยให้ทั่ว ประกบสองส่วน
12. ราดช็อคโกแลตตุ๋นลงไป
แต่งหน้าทาปากให้สวยงามก่อนออกงานราตรี
Wednesday, August 09, 2006
ก็รู้ว่ารัก แต่ยังอยากได้ยิน
ผู้หญิงอยากได้ยินคำว่ารักเสมอๆ
ผู้ชายไม่ค่อยจะยอมเอ่ย และไม่ค่อยแสดงออกว่ารักมากแค่ไหน
รู้ไหมว่าลึกๆ ในใจผู้หญิงสัมผัสได้นะ ว่าผู้ชายมีความรักให้หรือเปล่า
เหมือนประโยคที่ว่า “ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ขอเพียงใช้หัวใจ”
แต่.... หลายๆ ครั้งผู้หญิงเราก็อยากได้ยินคำว่า “รัก” อยากได้ฟัง
และอยากมั่นใจ
ฉันรู้ว่า ความรักอาจจะไม่ต้องแสดงออกด้วยคำพูด
หรือวิธีการโรแมนติกอะไรมากมาย
อันที่จริงฉันก็สัมผัสได้จากเรื่องราวเล็กๆ ตอนที่เราอยู่ด้วยกัน
ค่ำวันนั้น ที่เราไปหาซื้อกับข้าวด้วยกัน
ถาดใส่อาหารวางเรียงรายในตู้กระจก
เธอสั่งอาหารตักใส่ถุงได้ 1 อย่าง ฉันสั่งไป 1 อย่าง
เธอบ่นว่า ไม่มีแกงอะไรเลย
ฉันจึงเดินไปดูร้านข้างๆ ไม่มีแกงน่ากิน
มีแต่ปลาทอดราดซ๊อสพริก
ฉันจำได้ว่าเธอชอบกินปลา
แต่เธอไม่ได้ตอบอะไร เราจึงขับรถไปซื้อกับข้าวอีกร้านหนึ่ง
ฉันเดินไปมุมแกง แต่ไม่มีอะไรน่ากิน
เธอถามฉันว่า ไข่พะโล้ไหม
ฉันพยักหน้าหงึกๆ ในใจคิดว่าอะไรก็ได้
แล้วก็สั่งปลาทอดอีก 1 ตัว
ตอนนั่งล้อมวงกินข้าว ฉันแอบกินแต่ไข่แดงในไข่พะโล้
ที่เหลือเธอกินคนเดียว เพื่อนเธอแซว “ไรว่ะ กินคนเดียวเลย”
“ก็ไม่เห็นมีใครกินเลย” เธอตอบ
ประโยคนั้นทำให้ฉันรู้สึก
แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอคงตั้งใจซื้อให้ฉัน
เพราะฉันเคยฝากเธอซื้อไข่พะโล้ที่หน้าอ๊อฟฟิศ 10 ฟอง
เธอคงคิดว่าฉันชอบกิน
ขอบคุณและขอบใจเธอจริงๆ ที่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยนี้
ที่ผ่านมาฉันคิดเสมอว่าเธอไม่เคยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับฉันเลย
และเชื่อประโยคที่เธอบอกว่า เธออาจคิดว่าฉันยังไม่ใช่เพื่อนเธอ
ประโยคที่ทำให้ฉันเสียใจมากที่สุด
มาวันนี้ ฉันพอจะเข้าใจว่า เธอก็ใส่ใจและรักฉันบ้าง
แต่... ฉันก็ยังอยากฟังคำว่ารักจากเธอ
.................................................
ปล. จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้ชอบกินไข่พะโล้
ผู้ชายไม่ค่อยจะยอมเอ่ย และไม่ค่อยแสดงออกว่ารักมากแค่ไหน
รู้ไหมว่าลึกๆ ในใจผู้หญิงสัมผัสได้นะ ว่าผู้ชายมีความรักให้หรือเปล่า
เหมือนประโยคที่ว่า “ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ขอเพียงใช้หัวใจ”
แต่.... หลายๆ ครั้งผู้หญิงเราก็อยากได้ยินคำว่า “รัก” อยากได้ฟัง
และอยากมั่นใจ
ฉันรู้ว่า ความรักอาจจะไม่ต้องแสดงออกด้วยคำพูด
หรือวิธีการโรแมนติกอะไรมากมาย
อันที่จริงฉันก็สัมผัสได้จากเรื่องราวเล็กๆ ตอนที่เราอยู่ด้วยกัน
ค่ำวันนั้น ที่เราไปหาซื้อกับข้าวด้วยกัน
ถาดใส่อาหารวางเรียงรายในตู้กระจก
เธอสั่งอาหารตักใส่ถุงได้ 1 อย่าง ฉันสั่งไป 1 อย่าง
เธอบ่นว่า ไม่มีแกงอะไรเลย
ฉันจึงเดินไปดูร้านข้างๆ ไม่มีแกงน่ากิน
มีแต่ปลาทอดราดซ๊อสพริก
ฉันจำได้ว่าเธอชอบกินปลา
แต่เธอไม่ได้ตอบอะไร เราจึงขับรถไปซื้อกับข้าวอีกร้านหนึ่ง
ฉันเดินไปมุมแกง แต่ไม่มีอะไรน่ากิน
เธอถามฉันว่า ไข่พะโล้ไหม
ฉันพยักหน้าหงึกๆ ในใจคิดว่าอะไรก็ได้
แล้วก็สั่งปลาทอดอีก 1 ตัว
ตอนนั่งล้อมวงกินข้าว ฉันแอบกินแต่ไข่แดงในไข่พะโล้
ที่เหลือเธอกินคนเดียว เพื่อนเธอแซว “ไรว่ะ กินคนเดียวเลย”
“ก็ไม่เห็นมีใครกินเลย” เธอตอบ
ประโยคนั้นทำให้ฉันรู้สึก
แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอคงตั้งใจซื้อให้ฉัน
เพราะฉันเคยฝากเธอซื้อไข่พะโล้ที่หน้าอ๊อฟฟิศ 10 ฟอง
เธอคงคิดว่าฉันชอบกิน
ขอบคุณและขอบใจเธอจริงๆ ที่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยนี้
ที่ผ่านมาฉันคิดเสมอว่าเธอไม่เคยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับฉันเลย
และเชื่อประโยคที่เธอบอกว่า เธออาจคิดว่าฉันยังไม่ใช่เพื่อนเธอ
ประโยคที่ทำให้ฉันเสียใจมากที่สุด
มาวันนี้ ฉันพอจะเข้าใจว่า เธอก็ใส่ใจและรักฉันบ้าง
แต่... ฉันก็ยังอยากฟังคำว่ารักจากเธอ
.................................................
ปล. จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้ชอบกินไข่พะโล้
Wednesday, August 02, 2006
วันที่เธอดูแปลก
คืนนี้นั่งฟังเพลงเก่าๆ แล้วเกิดชอบเพลงนี้ขึ้นมา
แปลกดี เพลงนี้ล่วงมากี่ปีแล้วเพิ่งจะชอบมัน
------------------------------------------
เพลง วันที่เธอดูแปลก
ศิลปิน Project H
วันนี้ เธอแปลกจัง วันนี้เธอเปลี่ยนไป
ทำไม วันนี้ ดูเธอไม่ยิ้มเหมือนทุกวัน
ทำไม วันนี้ ไม่ยอมพูดคุยกับตัวฉัน
ไม่ยอมทักกันอย่างเคย
จากเพื่อนสนิทกัน จากเพื่อนที่เข้าใจ
แต่ในวันนี้ ดูราวกับคนไม่คุ้นเคย
เธอหลบสายตาฉัน แล้วทำเป็นเฉยเฉย
ไม่รู้เลย เพราะอะไร
คงมีใคร บอกให้เธอ
ได้รู้ เรื่องจริงในใจฉัน
และเธอเอง ก็คงไม่อยาก รับมัน
เธอจึงทำแบบ นี้
ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันขอให้เธอลืมได้ไหม
ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันขอให้เธอไม่ต้องสนใจ
แค่คนแอบรัก เท่านั้น ไม่สำคัญ เท่าไหร่
ฉันขอได้ไหม ให้เรา กลับมาเป็นเหมือนเดิม ...
จะไม่ไปปลอบใคร ให้ช่วยคุยกับเธอ
จะไม่มีเพราะ ไม่คิด กับเธออย่างนี้เอง
จะเป็นแค่เพื่อนกัน
ขอแค่ได้ใกล้ชิด ในคราวนี้ฉันสัญญา
http://www.doo-dd.com/music/play.php?id=2386
ลองฟังเพลงดูสิ น่ารักดีนะ
แปลกดี เพลงนี้ล่วงมากี่ปีแล้วเพิ่งจะชอบมัน
------------------------------------------
เพลง วันที่เธอดูแปลก
ศิลปิน Project H
วันนี้ เธอแปลกจัง วันนี้เธอเปลี่ยนไป
ทำไม วันนี้ ดูเธอไม่ยิ้มเหมือนทุกวัน
ทำไม วันนี้ ไม่ยอมพูดคุยกับตัวฉัน
ไม่ยอมทักกันอย่างเคย
จากเพื่อนสนิทกัน จากเพื่อนที่เข้าใจ
แต่ในวันนี้ ดูราวกับคนไม่คุ้นเคย
เธอหลบสายตาฉัน แล้วทำเป็นเฉยเฉย
ไม่รู้เลย เพราะอะไร
คงมีใคร บอกให้เธอ
ได้รู้ เรื่องจริงในใจฉัน
และเธอเอง ก็คงไม่อยาก รับมัน
เธอจึงทำแบบ นี้
ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันขอให้เธอลืมได้ไหม
ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันขอให้เธอไม่ต้องสนใจ
แค่คนแอบรัก เท่านั้น ไม่สำคัญ เท่าไหร่
ฉันขอได้ไหม ให้เรา กลับมาเป็นเหมือนเดิม ...
จะไม่ไปปลอบใคร ให้ช่วยคุยกับเธอ
จะไม่มีเพราะ ไม่คิด กับเธออย่างนี้เอง
จะเป็นแค่เพื่อนกัน
ขอแค่ได้ใกล้ชิด ในคราวนี้ฉันสัญญา
http://www.doo-dd.com/music/play.php?id=2386
ลองฟังเพลงดูสิ น่ารักดีนะ
Wednesday, July 19, 2006
ความฝัน
ฉันคิดอะไรก่อนที่จะหลับไป
จำได้ว่าอ่านหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้เกือบปีแล้ว
“กบฏช็อกโกแลต” เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองๆ หนึ่ง ที่นายกสั่งห้ามทุกคนกินช็อกโกแลต
และน้ำตาล นายกสั่งให้ทหารกำจัดและทำลายล้างช็อกโกแลตและน้ำตาลจนสิ้น
อาหารทุกอย่างไม่ต้องใส่น้ำตาล และขนมที่เคยทำจากช็อกโกแลต
ก็ให้ใช้ช็อกโกแลตซับแทน ด้วยเหตุผล เพื่อสุขภาพของประชาชน
แต่เด็กกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคิดว่าหากโลกนี้ไม่ช็อกโกแลต ชีวิตก็ไร้ความหมาย
เขาจึงแอบตามหาช็อกโกแลตที่หลงเหลืออยู่ และหาส่วนประกอบที่จะผลิตมันขึ้นมาอีก
เพื่อที่จะลักลอบขายให้กับเด็กและผู้ใหญ่ในตลาดมืด
ฉันอ่านถึงตอนที่เด็กๆ เจอส่วนประกอบที่จะนำมาทำช็อกโกแลตที่ร้านขายของชำเก่าแห่งหนึ่ง
แล้วก็ปิดไฟนอน
........................................................
ความฝันเริ่มต้นตรงไหนจำไม่ได้
แต่ที่จำได้แม่น ก็ตอนที่.....
ฉันกำลังอยู่ในสวนสาธารณะที่ไหนสักแห่ง
ฉันยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าสวน แล้วใครคนนั้นก็ปรากฏขึ้นที่ด้านข้าง
เขาใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าขายาวสีขาว ตัวที่ฉันเคยเห็นเขาใส่อยู่บ้าน
เขาสะกิดที่แขนข้างซ้าย ฉันหันกลับไป เห็นดวงหน้าเขาอย่างชัดเจน
ไม่ผิดหรอก เป็นเขาที่ฉันไม่ได้ฝันถึงนานแล้ว
น่าแปลกที่ดวงหน้าเขาจะชัดเจนเสมอในฝัน
เขาดึงแขนฉันให้ไปอีกทาง เขาบอกว่า ไปคุยกันที่อื่นเถอะ มีเวลาน้อย
ในฝันฉันลังเล เพราะตอนนั้นเหมือนฉันกำลังรอเพื่อนหรือใครอยู่
แล้วเราก็วิ่งไปด้วยกัน มีคนรู้จักฉันวิ่งตามเรามา
เราจึงวิ่งไปหลบบนตึกที่เกือบจะร้าง
เราแอบซ่อนอยู่ที่ซอกตึก คนตามวิ่งเลยไปแล้ว
เรายืนใกล้กัน เหมือนฉากในหนังที่พระเอกพานางเอกหนีผู้ร้าย
ฉันจึงเดินเข้าไปในห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์เพียงโต๊ะและเตียงเก่าๆ
ในฝัน เราคุยอะไรกันสักอย่าง แต่เราไม่เข้าใจกัน
ฉันวิ่งออกมาจากตึก แล้วเริ่มหนี
เขาวิ่งตามมา แต่เขาก็ตามไม่ทัน
จริงๆ แล้วเขาตามไม่ทัน หรือเขาเลิกล้มที่จะวิ่งตาม
ฉันไม่แน่ใจ
.......................................................
ฉันฝันอะไรต่ออีกมากมายหลังจากนั้น เป็นการผจญภัยที่โลดโผน
เรื่องราวในฝันมักจะเป็นเรื่องเหนือความจริงเสมอ
เราจะได้ทำสิ่งที่เราไม่กล้า และทำในสิ่งที่เรากลัวในโลกความจริง
ก่อนที่ฉันจะขับรถยนต์เป็น ฉันมักจะฝันว่าขับรถเก่ง หลบลีกสิ่งกีดขวางได้หมด
แม้ชนก็ไม่เป็นไร เมื่อขับรถเป็นแล้ว ก็ไม่เคยฝันถึงการขับรถอีกเลย
ความฝันคงเป็นสิ่งสะท้อนความคิดบางอย่างในใจของเรา
แต่การที่ฉันวิ่งหนีเขาในฝัน ทำให้ฉันตื่นมาแล้วเศร้า
ที่จริงแล้ว ฉันไม่เคยอยากจะหนีเขาไปไหน
หากเรามีเวลาอยู่ด้วยกันเพียงน้อยนิด ฉันก็จะกักเก็บเวลานั้นไว้
เก็บเกี่ยวความทรงจำที่ดีไว้ให้มากที่สุด
แต่... ถ้าหากว่าฉันต้องเจอเขากับผู้หญิงคนหนึ่ง
ฉันก็อาจจะหันหลังแล้วเดินจากไป .........
จำได้ว่าอ่านหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้เกือบปีแล้ว
“กบฏช็อกโกแลต” เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองๆ หนึ่ง ที่นายกสั่งห้ามทุกคนกินช็อกโกแลต
และน้ำตาล นายกสั่งให้ทหารกำจัดและทำลายล้างช็อกโกแลตและน้ำตาลจนสิ้น
อาหารทุกอย่างไม่ต้องใส่น้ำตาล และขนมที่เคยทำจากช็อกโกแลต
ก็ให้ใช้ช็อกโกแลตซับแทน ด้วยเหตุผล เพื่อสุขภาพของประชาชน
แต่เด็กกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคิดว่าหากโลกนี้ไม่ช็อกโกแลต ชีวิตก็ไร้ความหมาย
เขาจึงแอบตามหาช็อกโกแลตที่หลงเหลืออยู่ และหาส่วนประกอบที่จะผลิตมันขึ้นมาอีก
เพื่อที่จะลักลอบขายให้กับเด็กและผู้ใหญ่ในตลาดมืด
ฉันอ่านถึงตอนที่เด็กๆ เจอส่วนประกอบที่จะนำมาทำช็อกโกแลตที่ร้านขายของชำเก่าแห่งหนึ่ง
แล้วก็ปิดไฟนอน
........................................................
ความฝันเริ่มต้นตรงไหนจำไม่ได้
แต่ที่จำได้แม่น ก็ตอนที่.....
ฉันกำลังอยู่ในสวนสาธารณะที่ไหนสักแห่ง
ฉันยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าสวน แล้วใครคนนั้นก็ปรากฏขึ้นที่ด้านข้าง
เขาใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าขายาวสีขาว ตัวที่ฉันเคยเห็นเขาใส่อยู่บ้าน
เขาสะกิดที่แขนข้างซ้าย ฉันหันกลับไป เห็นดวงหน้าเขาอย่างชัดเจน
ไม่ผิดหรอก เป็นเขาที่ฉันไม่ได้ฝันถึงนานแล้ว
น่าแปลกที่ดวงหน้าเขาจะชัดเจนเสมอในฝัน
เขาดึงแขนฉันให้ไปอีกทาง เขาบอกว่า ไปคุยกันที่อื่นเถอะ มีเวลาน้อย
ในฝันฉันลังเล เพราะตอนนั้นเหมือนฉันกำลังรอเพื่อนหรือใครอยู่
แล้วเราก็วิ่งไปด้วยกัน มีคนรู้จักฉันวิ่งตามเรามา
เราจึงวิ่งไปหลบบนตึกที่เกือบจะร้าง
เราแอบซ่อนอยู่ที่ซอกตึก คนตามวิ่งเลยไปแล้ว
เรายืนใกล้กัน เหมือนฉากในหนังที่พระเอกพานางเอกหนีผู้ร้าย
ฉันจึงเดินเข้าไปในห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์เพียงโต๊ะและเตียงเก่าๆ
ในฝัน เราคุยอะไรกันสักอย่าง แต่เราไม่เข้าใจกัน
ฉันวิ่งออกมาจากตึก แล้วเริ่มหนี
เขาวิ่งตามมา แต่เขาก็ตามไม่ทัน
จริงๆ แล้วเขาตามไม่ทัน หรือเขาเลิกล้มที่จะวิ่งตาม
ฉันไม่แน่ใจ
.......................................................
ฉันฝันอะไรต่ออีกมากมายหลังจากนั้น เป็นการผจญภัยที่โลดโผน
เรื่องราวในฝันมักจะเป็นเรื่องเหนือความจริงเสมอ
เราจะได้ทำสิ่งที่เราไม่กล้า และทำในสิ่งที่เรากลัวในโลกความจริง
ก่อนที่ฉันจะขับรถยนต์เป็น ฉันมักจะฝันว่าขับรถเก่ง หลบลีกสิ่งกีดขวางได้หมด
แม้ชนก็ไม่เป็นไร เมื่อขับรถเป็นแล้ว ก็ไม่เคยฝันถึงการขับรถอีกเลย
ความฝันคงเป็นสิ่งสะท้อนความคิดบางอย่างในใจของเรา
แต่การที่ฉันวิ่งหนีเขาในฝัน ทำให้ฉันตื่นมาแล้วเศร้า
ที่จริงแล้ว ฉันไม่เคยอยากจะหนีเขาไปไหน
หากเรามีเวลาอยู่ด้วยกันเพียงน้อยนิด ฉันก็จะกักเก็บเวลานั้นไว้
เก็บเกี่ยวความทรงจำที่ดีไว้ให้มากที่สุด
แต่... ถ้าหากว่าฉันต้องเจอเขากับผู้หญิงคนหนึ่ง
ฉันก็อาจจะหันหลังแล้วเดินจากไป .........
Tuesday, July 11, 2006
Just Married
ดาริน เป็นเพื่อนซี้สมัยม.1 และ ม.2 ที่รร.พระหฤทัย
เราเรียนห้องเดียวกัน ไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน
ก๊กของเรามี ฝน(เล็ก) เปีย(หน้าไข่) ปิ่นนง(ปิ่นอนงค์)
น้ำ(หทัย) ดาริน(ชื่อเล่นว่าปุ้ย) แล้วก็เรา(คนเสียงเน่อ)
ตอนม.1 เราติดศูนย์วิชาแบดมินตัน (เจ็บใจมาก)
ปิดเทอมแล้วแต่ยังกลับบ้านไม่ได้
เลยต้องไปนอนบ้านดาริน เพื่อไปแก้ศูนย์ด้วยกัน
(ดารินติดศูนย์วิชาวิชาอื่น)
นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราไปนอนค้างบ้านเพื่อน
และได้กินขนมจีนน้ำเงี้ยวนับแต่มาอยู่เชียงใหม่ แล้วพบว่ามันอร่อยมาก
แม่ดารินพาไปเที่ยวอำเภอพร้าว ไปแอบดูเมียน้อยพ่อดาริน
พาไปเที่ยววัดที่พระนิกรเคยอยู่
แม่ดารินเล่าเรื่องดวงพระธาตุที่ลอยไปมาหากันระหว่างพระธาตุ
แล้วแม่ดารินก็บอกว่า เราควรห้อยพระไว้ตลอดเวลา
ยามที่เราเดินทางไปไหน ไกลถิ่น พระจะได้คุ้มครอง ไม่มีผีสางกล้าทำร้าย
แล้วทันทีที่เรากลับสุโขทัย เราก็ขอพระแม่ย่าจากแม่มาห้อยคอไว้ตลอดไม่เคยถอด
จนวันนี้ 10 กว่าปีแล้ว แล้วยังคงห้อยพระแม่ย่า
เรามักจะดึงพระมากำไว้พร้อมพนมมือไหว้ก่อนนอนทุกครั้งที่ไปนอนค้างที่อื่น
ความทรงจำตลอดสามสี่วันที่บ้านดารินยังใหม่สด แม้รสชาติอาจจะจางไปบ้าง
เพราะเราไม่ได้หยิบมาปัดฝุ่นนานปี เรากับดารินเริ่มห่างกันตั้งแต่ ม.3
เราเรียนกันคนละห้อง และแม้ว่าเราจะยังได้เรียนที่ยุพราชเหมือนกัน
แต่เราก็ห่างกันไปมากๆ ดารินอยู่ห้อง 8 สายวิทย์ เราเรียนห้อง 14 ศิลป์ฝรั่งเศส
ดารินมีแฟนชื่อก้อง แต่เรามีกลุ่มเพื่อนใหม่ที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
ตอนกลางวันก็ไปแค่โรงอาหารกับห้องสมุด
(ไม่ได้อ่านหนังสือเรียนนะ เราไปอ่านหนังสือทำอาหาร)
มีบางวันที่เราไปดูโต้วาทีคนเดียว เพราะเราแอบชอบนักโต้วาทีห้อง 3
เรากับดารินยังคงเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ดารินเรียนเภสัช และยังคงเป็นแฟนกับก้อง
รู้สึกว่าจะเคยเจอกันไม่เกิน 3 ครั้ง ในมหาวิทยาลัย ครั้งล่าสุด ดารินบอกว่า เรียนไม่ไหว
จากนั้นไม่นาน เพื่อนเราก็บอกว่า ดารินโดนไทร์แล้ว เราก็ไม่ได้ข่าวอีกเลย
ปีที่แล้วนี่เอง เราบังเอิญไปเจอดารินที่โรงพยาบาลมหาราช
เราไปรับก๊อฟออกจากโรงพยาบาลตอนคลอดปันปัน
ดารินไปเฝ้าไข้น้องสาวคนเล็ก รู้สึกว่าจะเป็นโปลิโอ จนต้องตัดขาทิ้ง
เราแลกเบอร์โทรศัพท์กัน เราคิดจะโทรชวนดารินไปกินข้าวหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยโทรไป
แล้วเมื่อเดือนที่แล้ว ดารินโทรมา บอกว่าจะมาหาที่บริษัท
เอาการ์ดแต่งงานมาแจกให้ แต่เจ้าบ่าวไม่ใช่ก้อง
เป็นรุ่นพี่ที่ทำงาน ชื่อทน ทำงานที่ LTEC นิคมลำพูนด้วยกัน
คืนวันที่ 9 กรกฎาคม 2549 เราก็ได้พบดารินอีกครั้งในชุดเจ้าสาวแสนสวย
เพื่อนเราสวยมากจริง เราถ่ายรูปหน้างานด้วยกัน
ดารินบอกว่า “ขอบใจแกมากนะอิ๊ก”
เราเป็นเพื่อนม. ต้น คนเดียวที่ไปงานแต่งของดาริน
เรานั่งโต๊ะร่วมกับเพื่อนที่ LTEC และอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนอร์ท
เราเพิ่งรู้เหมือนกันว่าเพื่อนเคยเป็นอาจารย์สอนที่นั้น
แล้วเราก็เพิ่งรู้ว่าเพื่อนไปเรียนที่มอเกษตร คณะวิศวะ หลังจากโดนไทร์
และตอนนี้กำลังต่อป.โทที่มช. คณะวิศวะ
เพื่อนรวมงานทั้งสองที่ของดาริน ชวนเราคุย บอกว่า ดารินนิสัยดี
น่ารัก ใจดี คืนนี้ก็สวยมากๆ ด้วย
เรานั่งยิ้มมองเพื่อนบนเวที ที่กำลังทำหน้าที่ของเจ้าสาวตามแบบฉบับ
เจ้าบ่าวกล่าวชื่นชมเจ้าสาวอย่างจริงใจ
ภาพดารินตอนม.ต้นที่มัดผมเปียสองข้าง ทับซ้อนภาพเจ้าสาวชุดสีขาวสลับไปมา
เราดีใจกับเพื่อนด้วยจริงๆ
ขอให้เป็นดังคำอวยพรที่เราเขียนไว้หน้างานนะจ้ะ
“ขอให้ความรักร้อยพันความรัก
ผูกโยงเป็นรักที่มั่นคงของดารินกับทน”
จาก ... อิ๊กและเพื่อนๆ พระหฤทัย
เราเรียนห้องเดียวกัน ไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน
ก๊กของเรามี ฝน(เล็ก) เปีย(หน้าไข่) ปิ่นนง(ปิ่นอนงค์)
น้ำ(หทัย) ดาริน(ชื่อเล่นว่าปุ้ย) แล้วก็เรา(คนเสียงเน่อ)
ตอนม.1 เราติดศูนย์วิชาแบดมินตัน (เจ็บใจมาก)
ปิดเทอมแล้วแต่ยังกลับบ้านไม่ได้
เลยต้องไปนอนบ้านดาริน เพื่อไปแก้ศูนย์ด้วยกัน
(ดารินติดศูนย์วิชาวิชาอื่น)
นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราไปนอนค้างบ้านเพื่อน
และได้กินขนมจีนน้ำเงี้ยวนับแต่มาอยู่เชียงใหม่ แล้วพบว่ามันอร่อยมาก
แม่ดารินพาไปเที่ยวอำเภอพร้าว ไปแอบดูเมียน้อยพ่อดาริน
พาไปเที่ยววัดที่พระนิกรเคยอยู่
แม่ดารินเล่าเรื่องดวงพระธาตุที่ลอยไปมาหากันระหว่างพระธาตุ
แล้วแม่ดารินก็บอกว่า เราควรห้อยพระไว้ตลอดเวลา
ยามที่เราเดินทางไปไหน ไกลถิ่น พระจะได้คุ้มครอง ไม่มีผีสางกล้าทำร้าย
แล้วทันทีที่เรากลับสุโขทัย เราก็ขอพระแม่ย่าจากแม่มาห้อยคอไว้ตลอดไม่เคยถอด
จนวันนี้ 10 กว่าปีแล้ว แล้วยังคงห้อยพระแม่ย่า
เรามักจะดึงพระมากำไว้พร้อมพนมมือไหว้ก่อนนอนทุกครั้งที่ไปนอนค้างที่อื่น
ความทรงจำตลอดสามสี่วันที่บ้านดารินยังใหม่สด แม้รสชาติอาจจะจางไปบ้าง
เพราะเราไม่ได้หยิบมาปัดฝุ่นนานปี เรากับดารินเริ่มห่างกันตั้งแต่ ม.3
เราเรียนกันคนละห้อง และแม้ว่าเราจะยังได้เรียนที่ยุพราชเหมือนกัน
แต่เราก็ห่างกันไปมากๆ ดารินอยู่ห้อง 8 สายวิทย์ เราเรียนห้อง 14 ศิลป์ฝรั่งเศส
ดารินมีแฟนชื่อก้อง แต่เรามีกลุ่มเพื่อนใหม่ที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
ตอนกลางวันก็ไปแค่โรงอาหารกับห้องสมุด
(ไม่ได้อ่านหนังสือเรียนนะ เราไปอ่านหนังสือทำอาหาร)
มีบางวันที่เราไปดูโต้วาทีคนเดียว เพราะเราแอบชอบนักโต้วาทีห้อง 3
เรากับดารินยังคงเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ดารินเรียนเภสัช และยังคงเป็นแฟนกับก้อง
รู้สึกว่าจะเคยเจอกันไม่เกิน 3 ครั้ง ในมหาวิทยาลัย ครั้งล่าสุด ดารินบอกว่า เรียนไม่ไหว
จากนั้นไม่นาน เพื่อนเราก็บอกว่า ดารินโดนไทร์แล้ว เราก็ไม่ได้ข่าวอีกเลย
ปีที่แล้วนี่เอง เราบังเอิญไปเจอดารินที่โรงพยาบาลมหาราช
เราไปรับก๊อฟออกจากโรงพยาบาลตอนคลอดปันปัน
ดารินไปเฝ้าไข้น้องสาวคนเล็ก รู้สึกว่าจะเป็นโปลิโอ จนต้องตัดขาทิ้ง
เราแลกเบอร์โทรศัพท์กัน เราคิดจะโทรชวนดารินไปกินข้าวหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยโทรไป
แล้วเมื่อเดือนที่แล้ว ดารินโทรมา บอกว่าจะมาหาที่บริษัท
เอาการ์ดแต่งงานมาแจกให้ แต่เจ้าบ่าวไม่ใช่ก้อง
เป็นรุ่นพี่ที่ทำงาน ชื่อทน ทำงานที่ LTEC นิคมลำพูนด้วยกัน
คืนวันที่ 9 กรกฎาคม 2549 เราก็ได้พบดารินอีกครั้งในชุดเจ้าสาวแสนสวย
เพื่อนเราสวยมากจริง เราถ่ายรูปหน้างานด้วยกัน
ดารินบอกว่า “ขอบใจแกมากนะอิ๊ก”
เราเป็นเพื่อนม. ต้น คนเดียวที่ไปงานแต่งของดาริน
เรานั่งโต๊ะร่วมกับเพื่อนที่ LTEC และอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนอร์ท
เราเพิ่งรู้เหมือนกันว่าเพื่อนเคยเป็นอาจารย์สอนที่นั้น
แล้วเราก็เพิ่งรู้ว่าเพื่อนไปเรียนที่มอเกษตร คณะวิศวะ หลังจากโดนไทร์
และตอนนี้กำลังต่อป.โทที่มช. คณะวิศวะ
เพื่อนรวมงานทั้งสองที่ของดาริน ชวนเราคุย บอกว่า ดารินนิสัยดี
น่ารัก ใจดี คืนนี้ก็สวยมากๆ ด้วย
เรานั่งยิ้มมองเพื่อนบนเวที ที่กำลังทำหน้าที่ของเจ้าสาวตามแบบฉบับ
เจ้าบ่าวกล่าวชื่นชมเจ้าสาวอย่างจริงใจ
ภาพดารินตอนม.ต้นที่มัดผมเปียสองข้าง ทับซ้อนภาพเจ้าสาวชุดสีขาวสลับไปมา
เราดีใจกับเพื่อนด้วยจริงๆ
ขอให้เป็นดังคำอวยพรที่เราเขียนไว้หน้างานนะจ้ะ
“ขอให้ความรักร้อยพันความรัก
ผูกโยงเป็นรักที่มั่นคงของดารินกับทน”
จาก ... อิ๊กและเพื่อนๆ พระหฤทัย
Monday, July 10, 2006
Just married
ดาริน เป็นเพื่อนซี้สมัยม.1 และ ม.2 ที่รร.พระหฤทัย
เราเรียนห้องเดียวกัน ไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน
ก๊กของเรามี ฝน(เล็ก) เปีย(หน้าไข่) ปิ่นนง(ปิ่นอนงค์)
น้ำ(หทัย) ดาริน(ชื่อเล่นว่าปุ้ย) แล้วก็เรา(คนเสียงเน่อ)
ตอนม.1 เราติดศูนย์วิชาแบดมินตัน (เจ็บใจมาก)
ปิดเทอมแล้วแต่ยังกลับบ้านไม่ได้
เลยต้องไปนอนบ้านดาริน เพื่อไปแก้ศูนย์ด้วยกัน
(ดารินติดศูนย์วิชาวิชาอื่น)
นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราไปนอนค้างบ้านเพื่อน
และได้กินขนมจีนน้ำเงี้ยวนับแต่มาอยู่เชียงใหม่ แล้วพบว่ามันอร่อยมาก
แม่ดารินพาไปเที่ยวอำเภอพร้าว ไปแอบดูเมียน้อยพ่อดาริน
พาไปเที่ยววัดที่พระนิกรเคยอยู่
แม่ดารินเล่าเรื่องดวงพระธาตุที่ลอยไปมาหากันระหว่างพระธาตุ
แล้วแม่ดารินก็บอกว่า เราควรห้อยพระไว้ตลอดเวลา
ยามที่เราเดินทางไปไหน ไกลถิ่น พระจะได้คุ้มครอง ไม่มีผีสางกล้าทำร้าย
แล้วทันทีที่เรากลับสุโขทัย เราก็ขอพระแม่ย่าจากแม่มาห้อยคอไว้ตลอดไม่เคยถอด
จนวันนี้ 10 กว่าปีแล้ว แล้วยังคงห้อยพระแม่ย่า
เรามักจะดึงพระมากำไว้พร้อมพนมมือไหว้ก่อนนอนทุกครั้งที่ไปนอนค้างที่อื่น
ความทรงจำตลอดสามสี่วันที่บ้านดารินยังใหม่สด แม้รสชาติอาจจะจางไปบ้าง
เพราะเราไม่ได้หยิบมาปัดฝุ่นนานปี เรากับดารินเริ่มห่างกันตั้งแต่ ม.3
เราเรียนกันคนละห้อง และแม้ว่าเราจะยังได้เรียนที่ยุพราชเหมือนกัน
แต่เราก็ห่างกันไปมากๆ ดารินอยู่ห้อง 8 สายวิทย์ เราเรียนห้อง 14 ศิลป์ฝรั่งเศส
ดารินมีแฟนชื่อก้อง แต่เรามีกลุ่มเพื่อนใหม่ที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
ตอนกลางวันก็ไปแค่โรงอาหารกับห้องสมุด
(ไม่ได้อ่านหนังสือเรียนนะ เราไปอ่านหนังสือทำอาหาร)
มีบางวันที่เราไปดูโต้วาทีคนเดียว เพราะเราแอบชอบนักโต้วาทีห้อง 3
เรากับดารินยังคงเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ดารินเรียนเภสัช และยังคงเป็นแฟนกับก้อง
รู้สึกว่าจะเคยเจอกันไม่เกิน 3 ครั้ง ในมหาวิทยาลัย ครั้งล่าสุด ดารินบอกว่า เรียนไม่ไหว
จากนั้นไม่นาน เพื่อนเราก็บอกว่า ดารินโดนไทร์แล้ว เราก็ไม่ได้ข่าวอีกเลย
ปีที่แล้วนี่เอง เราบังเอิญไปเจอดารินที่โรงพยาบาลมหาราช
เราไปรับก๊อฟออกจากโรงพยาบาลตอนคลอดปันปัน
ดารินไปเฝ้าไข้น้องสาวคนเล็ก รู้สึกว่าจะเป็นโปลิโอ จนต้องตัดขาทิ้ง
เราแลกเบอร์โทรศัพท์กัน เราคิดจะโทรชวนดารินไปกินข้าวหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยโทรไป
แล้วเมื่อเดือนที่แล้ว ดารินโทรมา บอกว่าจะมาหาที่บริษัท
เอาการ์ดแต่งงานมาแจกให้ แต่เจ้าบ่าวไม่ใช่ก้อง
เป็นรุ่นพี่ที่ทำงาน ชื่อทน ทำงานที่ LTEC นิคมลำพูนด้วยกัน
คืนวันที่ 9 กรกฎาคม 2549 เราก็ได้พบดารินอีกครั้งในชุดเจ้าสาวแสนสวย
เพื่อนเราสวยมากจริง เราถ่ายรูปหน้างานด้วยกัน
ดารินบอกว่า “ขอบใจแกมากนะอิ๊ก”
เราเป็นเพื่อนม. ต้น คนเดียวที่ไปงานแต่งของดาริน
เรานั่งโต๊ะร่วมกับเพื่อนที่ LTEC และอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนอร์ท
เราเพิ่งรู้เหมือนกันว่าเพื่อนเคยเป็นอาจารย์สอนที่นั้น
แล้วเราก็เพิ่งรู้ว่าเพื่อนไปเรียนที่มอเกษตร คณะวิศวะ หลังจากโดนไทร์
และตอนนี้กำลังต่อป.โทที่มช. คณะวิศวะ
เพื่อนรวมงานทั้งสองที่ของดาริน ชวนเราคุย บอกว่า ดารินนิสัยดี
น่ารัก ใจดี คืนนี้ก็สวยมากๆ ด้วย
เรานั่งยิ้มมองเพื่อนบนเวที ที่กำลังทำหน้าที่ของเจ้าสาวตามแบบฉบับ
เจ้าบ่าวกล่าวชื่นชมเจ้าสาวอย่างจริงใจ
ภาพดารินตอนม.ต้นที่มัดผมเปียสองข้าง ทับซ้อนภาพเจ้าสาวชุดสีขาวสลับไปมา
เราดีใจกับเพื่อนด้วยจริงๆ
ขอให้เป็นดังคำอวยพรที่เราเขียนไว้หน้างานนะจ้ะ
“ขอให้ความรักร้อยพันความรัก
ผูกโยงเป็นรักที่มั่นคงของดารินกับทน”
จาก ... อิ๊กและเพื่อนๆ พระหฤทัย
เราเรียนห้องเดียวกัน ไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน
ก๊กของเรามี ฝน(เล็ก) เปีย(หน้าไข่) ปิ่นนง(ปิ่นอนงค์)
น้ำ(หทัย) ดาริน(ชื่อเล่นว่าปุ้ย) แล้วก็เรา(คนเสียงเน่อ)
ตอนม.1 เราติดศูนย์วิชาแบดมินตัน (เจ็บใจมาก)
ปิดเทอมแล้วแต่ยังกลับบ้านไม่ได้
เลยต้องไปนอนบ้านดาริน เพื่อไปแก้ศูนย์ด้วยกัน
(ดารินติดศูนย์วิชาวิชาอื่น)
นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราไปนอนค้างบ้านเพื่อน
และได้กินขนมจีนน้ำเงี้ยวนับแต่มาอยู่เชียงใหม่ แล้วพบว่ามันอร่อยมาก
แม่ดารินพาไปเที่ยวอำเภอพร้าว ไปแอบดูเมียน้อยพ่อดาริน
พาไปเที่ยววัดที่พระนิกรเคยอยู่
แม่ดารินเล่าเรื่องดวงพระธาตุที่ลอยไปมาหากันระหว่างพระธาตุ
แล้วแม่ดารินก็บอกว่า เราควรห้อยพระไว้ตลอดเวลา
ยามที่เราเดินทางไปไหน ไกลถิ่น พระจะได้คุ้มครอง ไม่มีผีสางกล้าทำร้าย
แล้วทันทีที่เรากลับสุโขทัย เราก็ขอพระแม่ย่าจากแม่มาห้อยคอไว้ตลอดไม่เคยถอด
จนวันนี้ 10 กว่าปีแล้ว แล้วยังคงห้อยพระแม่ย่า
เรามักจะดึงพระมากำไว้พร้อมพนมมือไหว้ก่อนนอนทุกครั้งที่ไปนอนค้างที่อื่น
ความทรงจำตลอดสามสี่วันที่บ้านดารินยังใหม่สด แม้รสชาติอาจจะจางไปบ้าง
เพราะเราไม่ได้หยิบมาปัดฝุ่นนานปี เรากับดารินเริ่มห่างกันตั้งแต่ ม.3
เราเรียนกันคนละห้อง และแม้ว่าเราจะยังได้เรียนที่ยุพราชเหมือนกัน
แต่เราก็ห่างกันไปมากๆ ดารินอยู่ห้อง 8 สายวิทย์ เราเรียนห้อง 14 ศิลป์ฝรั่งเศส
ดารินมีแฟนชื่อก้อง แต่เรามีกลุ่มเพื่อนใหม่ที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
ตอนกลางวันก็ไปแค่โรงอาหารกับห้องสมุด
(ไม่ได้อ่านหนังสือเรียนนะ เราไปอ่านหนังสือทำอาหาร)
มีบางวันที่เราไปดูโต้วาทีคนเดียว เพราะเราแอบชอบนักโต้วาทีห้อง 3
เรากับดารินยังคงเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ดารินเรียนเภสัช และยังคงเป็นแฟนกับก้อง
รู้สึกว่าจะเคยเจอกันไม่เกิน 3 ครั้ง ในมหาวิทยาลัย ครั้งล่าสุด ดารินบอกว่า เรียนไม่ไหว
จากนั้นไม่นาน เพื่อนเราก็บอกว่า ดารินโดนไทร์แล้ว เราก็ไม่ได้ข่าวอีกเลย
ปีที่แล้วนี่เอง เราบังเอิญไปเจอดารินที่โรงพยาบาลมหาราช
เราไปรับก๊อฟออกจากโรงพยาบาลตอนคลอดปันปัน
ดารินไปเฝ้าไข้น้องสาวคนเล็ก รู้สึกว่าจะเป็นโปลิโอ จนต้องตัดขาทิ้ง
เราแลกเบอร์โทรศัพท์กัน เราคิดจะโทรชวนดารินไปกินข้าวหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยโทรไป
แล้วเมื่อเดือนที่แล้ว ดารินโทรมา บอกว่าจะมาหาที่บริษัท
เอาการ์ดแต่งงานมาแจกให้ แต่เจ้าบ่าวไม่ใช่ก้อง
เป็นรุ่นพี่ที่ทำงาน ชื่อทน ทำงานที่ LTEC นิคมลำพูนด้วยกัน
คืนวันที่ 9 กรกฎาคม 2549 เราก็ได้พบดารินอีกครั้งในชุดเจ้าสาวแสนสวย
เพื่อนเราสวยมากจริง เราถ่ายรูปหน้างานด้วยกัน
ดารินบอกว่า “ขอบใจแกมากนะอิ๊ก”
เราเป็นเพื่อนม. ต้น คนเดียวที่ไปงานแต่งของดาริน
เรานั่งโต๊ะร่วมกับเพื่อนที่ LTEC และอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนอร์ท
เราเพิ่งรู้เหมือนกันว่าเพื่อนเคยเป็นอาจารย์สอนที่นั้น
แล้วเราก็เพิ่งรู้ว่าเพื่อนไปเรียนที่มอเกษตร คณะวิศวะ หลังจากโดนไทร์
และตอนนี้กำลังต่อป.โทที่มช. คณะวิศวะ
เพื่อนรวมงานทั้งสองที่ของดาริน ชวนเราคุย บอกว่า ดารินนิสัยดี
น่ารัก ใจดี คืนนี้ก็สวยมากๆ ด้วย
เรานั่งยิ้มมองเพื่อนบนเวที ที่กำลังทำหน้าที่ของเจ้าสาวตามแบบฉบับ
เจ้าบ่าวกล่าวชื่นชมเจ้าสาวอย่างจริงใจ
ภาพดารินตอนม.ต้นที่มัดผมเปียสองข้าง ทับซ้อนภาพเจ้าสาวชุดสีขาวสลับไปมา
เราดีใจกับเพื่อนด้วยจริงๆ
ขอให้เป็นดังคำอวยพรที่เราเขียนไว้หน้างานนะจ้ะ
“ขอให้ความรักร้อยพันความรัก
ผูกโยงเป็นรักที่มั่นคงของดารินกับทน”
จาก ... อิ๊กและเพื่อนๆ พระหฤทัย
Friday, July 07, 2006
ความรักของหน่อไม้
เมื่อค่อนแจ้งของคืนหนึ่ง ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมา
ท่ามกลางบรรยากาศแสนสบายที่มีสายฝนพร่ำอยู่ภายนอก (ฝนตกทั้งคืน)
แวบแรกที่ฉันตื่นขึ้นมา มองไปที่ปลายเท้า เห็นดำน้อยยังหลับสนิทอยู่
ก่อนที่จะหลับตาลง ฉันได้นึกถึงความรักของหน่อไม้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
หน่อไม้ก็คือต้นไผ่ ต้นไผ่เติบโตมาจากหน่อไม้ แต่...
หน่อไม้คือต้นไผ่ที่ไม่ทันได้เติบโต
ความรักของฉันก็เหมือนหน่อไม้ ที่ถูกตัดไปกินก่อนที่จะเติบโต
หน่อไม้จะรู้สึกอย่างไรหนอ ที่ยังไม่ทันได้เติบโตสูงใหญ่เป็นไผ่ใบเรียวงาม
แต่ต้องกลายเป็นหน่อไม้ปี๊บ หน่อไม้ดอง อยู่ในแกงเผ็ด ในต้มจืด
(ว่าแล้วก็อยากกินต้มจืดหน่อไม้ใส่กระดูกหมูของย่า)
หรือว่าผัดใส่ไข่ใส่วุ้นเส้น (ที่อ.มช. อร่อยมาก)
หรือว่าดีแล้วที่เป็นเช่นนั้น เพราะบางทีหน่อไม้อาจจะไม่ได้โตเป็นต้นไผ่
ที่พลิ้วไหวลู่ตามลมอย่างที่คิด แต่อาจจะเป็นแค่ไผ่แคระแกร็น
หรือไม่ก็มีหนอนในโพรงไผ่เต็มไปหมด (รถด่วน)
บางที... ความรักของฉันที่ไม่ทันได้เติบโตก็ดีเหมือนกัน
ความรักเป็นหนทางที่ยาวไกล
ไม่รู้เหมือนกันว่า ทางเส้นนั้นจะต้องเจอกับอุปสรรคอะไรที่ปวดใจอีกแค่ไหน
จะมีมือที่สาม หรือว่าจู่ๆ ก็ถูกทอดทิ้งไว้กลางทางคนเดียวหรือเปล่า
ค่อยๆ เดินไปคนเดียว เหงาๆ และคิดถึงใครสักคนข้างหน้า
ก็คงจะดีล่ะมั้ง
ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เป็นหน่อไม้ก็ดีนะ อร่อยดี
ท่ามกลางบรรยากาศแสนสบายที่มีสายฝนพร่ำอยู่ภายนอก (ฝนตกทั้งคืน)
แวบแรกที่ฉันตื่นขึ้นมา มองไปที่ปลายเท้า เห็นดำน้อยยังหลับสนิทอยู่
ก่อนที่จะหลับตาลง ฉันได้นึกถึงความรักของหน่อไม้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
หน่อไม้ก็คือต้นไผ่ ต้นไผ่เติบโตมาจากหน่อไม้ แต่...
หน่อไม้คือต้นไผ่ที่ไม่ทันได้เติบโต
ความรักของฉันก็เหมือนหน่อไม้ ที่ถูกตัดไปกินก่อนที่จะเติบโต
หน่อไม้จะรู้สึกอย่างไรหนอ ที่ยังไม่ทันได้เติบโตสูงใหญ่เป็นไผ่ใบเรียวงาม
แต่ต้องกลายเป็นหน่อไม้ปี๊บ หน่อไม้ดอง อยู่ในแกงเผ็ด ในต้มจืด
(ว่าแล้วก็อยากกินต้มจืดหน่อไม้ใส่กระดูกหมูของย่า)
หรือว่าผัดใส่ไข่ใส่วุ้นเส้น (ที่อ.มช. อร่อยมาก)
หรือว่าดีแล้วที่เป็นเช่นนั้น เพราะบางทีหน่อไม้อาจจะไม่ได้โตเป็นต้นไผ่
ที่พลิ้วไหวลู่ตามลมอย่างที่คิด แต่อาจจะเป็นแค่ไผ่แคระแกร็น
หรือไม่ก็มีหนอนในโพรงไผ่เต็มไปหมด (รถด่วน)
บางที... ความรักของฉันที่ไม่ทันได้เติบโตก็ดีเหมือนกัน
ความรักเป็นหนทางที่ยาวไกล
ไม่รู้เหมือนกันว่า ทางเส้นนั้นจะต้องเจอกับอุปสรรคอะไรที่ปวดใจอีกแค่ไหน
จะมีมือที่สาม หรือว่าจู่ๆ ก็ถูกทอดทิ้งไว้กลางทางคนเดียวหรือเปล่า
ค่อยๆ เดินไปคนเดียว เหงาๆ และคิดถึงใครสักคนข้างหน้า
ก็คงจะดีล่ะมั้ง
ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เป็นหน่อไม้ก็ดีนะ อร่อยดี
Wednesday, July 05, 2006
เล่าสู่กันฟัง
ฉันยังจำเสมอ ที่เธอเคยบอกกับฉัน
คิดแล้วยังตื้นตัน เกินอธิบาย
นึกถึงคำคำนั้น ทุกวันที่ห่างกันไป เ
หมือนมันเป็นโยงใย ที่ส่งถึงกัน
ไม่ว่าเราจะโชคดี หรือบางทีที่ร้องไห้
ต่างคน สนใจจะฟัง
เพราะว่าในชีวิต เรื่องจริงมันต่างจากฝัน
ฝันไม่เคยมีวัน ที่เจ็บช้ำใจ
มีผู้คนอยู่รอบกาย เหมือนไม่มี ไม่เห็นใคร
แต่ใจ ใจฉันยังมีเธอ
* คืนที่ไร้แสงไฟ วันที่ใจมัวหม่น
ขอเพียงใครสักคน ห่วงใยกัน
วันที่เสียน้ำตา วันที่ฟ้าเปลี่ยนผัน
เธอก็ยังมีฉัน อยู่ทั้งคน
ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้
ยังอยากได้ยิน ทุกเรื่องราว
ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า
อย่าลืม เล่าสู่กันฟัง
(ซ้ำ *)**
(เพราะ)ฝนที่ตก(อยู่)ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้
ยังอยากได้ยิน (ทุก)เรื่องราว
เธอลำบากอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า
อย่าลืม เล่าสู่กันฟัง
(ซ้ำ **)เธอยังขาดอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า
อย่าลืม เล่าสู่กันฟัง เธอยังมีฉันอยู่ทั้งคน
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เพลงบางเพลงที่เราเคยชอบ
อาจจะเลิกชอบเมื่อเวลาหนึ่ง
และอาจจะกลับมาชอบอีกได้ในเวลาหนึ่ง
เหตุผลที่เราชอบเพลงๆ นั้น อาจมีสาเหตุจากเรื่องเล็กน้อย
แค่เพียงใครคนหนึ่งซึ่งสำคัญร้องบางท่อนของเพลงให้เราฟัง
จำได้แม่นว่าตอนนั้นอยู่กทม.
เพลงนี้ของพี่เบิร์ดกำลังโปรโมท จนกลายเป็นเพลงที่ติดหูใครหลายคน
“ฝนที่ตกทางโน่น หนาวถึงคนทางนี้”
ตอนนั้นโดน ด้วยประโยคนี้
แต่ตอนนี้ ท่อนที่ชอบคือ ย่อหน้าแรก
และย่อหน้าสุดท้าย
เรานึกถึงคนๆ สำคัญคนนั้น คนเดียวกัน
คิดแล้วยังตื้นตัน เกินอธิบาย
นึกถึงคำคำนั้น ทุกวันที่ห่างกันไป เ
หมือนมันเป็นโยงใย ที่ส่งถึงกัน
ไม่ว่าเราจะโชคดี หรือบางทีที่ร้องไห้
ต่างคน สนใจจะฟัง
เพราะว่าในชีวิต เรื่องจริงมันต่างจากฝัน
ฝันไม่เคยมีวัน ที่เจ็บช้ำใจ
มีผู้คนอยู่รอบกาย เหมือนไม่มี ไม่เห็นใคร
แต่ใจ ใจฉันยังมีเธอ
* คืนที่ไร้แสงไฟ วันที่ใจมัวหม่น
ขอเพียงใครสักคน ห่วงใยกัน
วันที่เสียน้ำตา วันที่ฟ้าเปลี่ยนผัน
เธอก็ยังมีฉัน อยู่ทั้งคน
ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้
ยังอยากได้ยิน ทุกเรื่องราว
ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า
อย่าลืม เล่าสู่กันฟัง
(ซ้ำ *)**
(เพราะ)ฝนที่ตก(อยู่)ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้
ยังอยากได้ยิน (ทุก)เรื่องราว
เธอลำบากอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า
อย่าลืม เล่าสู่กันฟัง
(ซ้ำ **)เธอยังขาดอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า
อย่าลืม เล่าสู่กันฟัง เธอยังมีฉันอยู่ทั้งคน
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เพลงบางเพลงที่เราเคยชอบ
อาจจะเลิกชอบเมื่อเวลาหนึ่ง
และอาจจะกลับมาชอบอีกได้ในเวลาหนึ่ง
เหตุผลที่เราชอบเพลงๆ นั้น อาจมีสาเหตุจากเรื่องเล็กน้อย
แค่เพียงใครคนหนึ่งซึ่งสำคัญร้องบางท่อนของเพลงให้เราฟัง
จำได้แม่นว่าตอนนั้นอยู่กทม.
เพลงนี้ของพี่เบิร์ดกำลังโปรโมท จนกลายเป็นเพลงที่ติดหูใครหลายคน
“ฝนที่ตกทางโน่น หนาวถึงคนทางนี้”
ตอนนั้นโดน ด้วยประโยคนี้
แต่ตอนนี้ ท่อนที่ชอบคือ ย่อหน้าแรก
และย่อหน้าสุดท้าย
เรานึกถึงคนๆ สำคัญคนนั้น คนเดียวกัน
Thursday, June 29, 2006
หัวใจแกว่ง
บางทีเราก็รู้สึกคุ้นเคยกับความเศร้า
จนเมื่อถึงเวลาที่ไม่มีเรื่องเศร้าอะไร
หัวใจเลยแกว่งๆ
หรือแท้จริงแล้วเราชอบความเศร้ากันแน่
หัวใจแกว่ง เป็นอาการไม่ปกติสุข ไม่สงบนิ่ง
รู้สึกนิดๆ ว่ามีบางสิ่งทำให้มันโยกไหว
แต่ไม่ใช่สั่นคลอนจนตัวโยน
หรือจะเป็นความคิดถึง ที่เข้ามาแทนที่ความเศร้า
หัวใจเลยแกว่งๆ
เราชอบความคิดถึงเหงาๆ แบบนี้
เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า ใครบางคน หรือบางสิ่งบางอย่าง
ที่ทำเราคิดถึงได้นั้น ช่างมีค่าเหลือเกิน
การที่เราต้องอยู่ห่างๆ ทนเหงาเคล้าความคิดถึงแบบนี้
ดีกว่าอยู่ใกล้ๆ กันอย่างไม่เข้าใจ
รักอาจไม่ต้องเข้าใจ ซึ่งก็ยังเป็นรัก
แต่ทว่าความรักบวกกับความเข้าใจ นั่นคือความรักที่สวยงามยิ่ง
จนเมื่อถึงเวลาที่ไม่มีเรื่องเศร้าอะไร
หัวใจเลยแกว่งๆ
หรือแท้จริงแล้วเราชอบความเศร้ากันแน่
หัวใจแกว่ง เป็นอาการไม่ปกติสุข ไม่สงบนิ่ง
รู้สึกนิดๆ ว่ามีบางสิ่งทำให้มันโยกไหว
แต่ไม่ใช่สั่นคลอนจนตัวโยน
หรือจะเป็นความคิดถึง ที่เข้ามาแทนที่ความเศร้า
หัวใจเลยแกว่งๆ
เราชอบความคิดถึงเหงาๆ แบบนี้
เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า ใครบางคน หรือบางสิ่งบางอย่าง
ที่ทำเราคิดถึงได้นั้น ช่างมีค่าเหลือเกิน
การที่เราต้องอยู่ห่างๆ ทนเหงาเคล้าความคิดถึงแบบนี้
ดีกว่าอยู่ใกล้ๆ กันอย่างไม่เข้าใจ
รักอาจไม่ต้องเข้าใจ ซึ่งก็ยังเป็นรัก
แต่ทว่าความรักบวกกับความเข้าใจ นั่นคือความรักที่สวยงามยิ่ง
Sunday, June 18, 2006
เพียงชายคนหนึ่งที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนทางเท้า
พี่ส้ม : อุ้ย! คนเป็นลมๆ จอดดดดด อิ๊กจอด
กิ๊กๆๆๆๆๆ ฟื้บบบบบบบ (เสียงไฟเลี้ยว และเสียงเลี้ยวกะทันหัน)
อิ๊ก : ทำไมเขานอนคว่ำหน้าแบบนี้
อิ๊ก : เขาถอดรองเท้าด้วยอะ
พี่ส้ม : คนขายล็อตเตอรี่หรือเปล่า มีแผ่นไม้กระดานด้วย
พี่หล้า : อึ้ย!!! ไม่เอา ดูท่าทางเหมือนคนเมายา น่ากลัว ไปๆๆๆ
กิ๊กๆๆๆๆๆ (เสียงเปิดไฟเลี้ยว)
- - - - - - - - - - - - -
- แดดคงร้อน เขาอาจจะเป็นลม
- เขานอนอยู่นานแค่ไหนแล้ว ทำไมไม่มีใครสนใจเขาเลย
- หรือว่าคนอื่นๆ จะกลัวเหมือนกับพวกเรา
- ทำไมคนเป็นลม ถึงถอดรองเท้าสองข้างวางไว้ หรือว่าเขารู้ตัวว่าจะเป็นลม
- เขาเป็นคนขายล็อตเตอรี่ที่ตาบอดหรือเปล่า
- เราควรทำยังไงดี แจ้งตำรวจดีไหม
- หรือว่าเขาถูกทำร้าย
- คงจะมีควรมาช่วยเขามั้ง
- ที่บ้านเขาจะรู้ไหม
- เขาคงไม่เป็นแบบที่พี่หล้าบอกหรอก
- ถ้าเราลงไปช่วยเขา เราต้องทำยังไงบ้าง
หลายคำถามในความคิดคำนึง แล้ววันนั้นก็ผ่านไป
แต่ภาพผู้ชายคนนั้นที่นอนคว่ำหน้าอยู่ใต้ต้นไม้ที่ไม่สูงใหญ่บนทางเท้ายังคงติดตา
เขาสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนสีซีด
มีรองเท้ากีฬา 2 ข้าง ถอดวางอยู่ใกล้ๆ กัน เหมือนไม่จงใจวาง แต่จงใจถอด
และมีแผ่นไม้กระดานคว่ำอยู่ใกล้ๆ
- - - - - - - - - - - - -
กิ๊กๆๆๆๆๆ ฟื้บบบบบบบ (เสียงไฟเลี้ยว และเสียงเลี้ยวกะทันหัน)
อิ๊ก : ทำไมเขานอนคว่ำหน้าแบบนี้
อิ๊ก : เขาถอดรองเท้าด้วยอะ
พี่ส้ม : คนขายล็อตเตอรี่หรือเปล่า มีแผ่นไม้กระดานด้วย
พี่หล้า : อึ้ย!!! ไม่เอา ดูท่าทางเหมือนคนเมายา น่ากลัว ไปๆๆๆ
กิ๊กๆๆๆๆๆ (เสียงเปิดไฟเลี้ยว)
- - - - - - - - - - - - -
- แดดคงร้อน เขาอาจจะเป็นลม
- เขานอนอยู่นานแค่ไหนแล้ว ทำไมไม่มีใครสนใจเขาเลย
- หรือว่าคนอื่นๆ จะกลัวเหมือนกับพวกเรา
- ทำไมคนเป็นลม ถึงถอดรองเท้าสองข้างวางไว้ หรือว่าเขารู้ตัวว่าจะเป็นลม
- เขาเป็นคนขายล็อตเตอรี่ที่ตาบอดหรือเปล่า
- เราควรทำยังไงดี แจ้งตำรวจดีไหม
- หรือว่าเขาถูกทำร้าย
- คงจะมีควรมาช่วยเขามั้ง
- ที่บ้านเขาจะรู้ไหม
- เขาคงไม่เป็นแบบที่พี่หล้าบอกหรอก
- ถ้าเราลงไปช่วยเขา เราต้องทำยังไงบ้าง
หลายคำถามในความคิดคำนึง แล้ววันนั้นก็ผ่านไป
แต่ภาพผู้ชายคนนั้นที่นอนคว่ำหน้าอยู่ใต้ต้นไม้ที่ไม่สูงใหญ่บนทางเท้ายังคงติดตา
เขาสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนสีซีด
มีรองเท้ากีฬา 2 ข้าง ถอดวางอยู่ใกล้ๆ กัน เหมือนไม่จงใจวาง แต่จงใจถอด
และมีแผ่นไม้กระดานคว่ำอยู่ใกล้ๆ
- - - - - - - - - - - - -
Tuesday, June 13, 2006
ทุเรียน แมวดำ คำว่าเพื่อน และการสารภาพรัก
เรื่องราววันนี้เป็นแกงโฮะ
อยากบันทึกอะไรมากมายทั้งน้อยนิด และมหาศาล
--------------------------------------------
ค่ำนี้ก็ได้กินทุเรียนสมใจอยาก เม็ดแรกและคงจะเป็นเม็ดเดียวของร้อนนี้
พี่มะโหนกเป็นคนซื้อมาจากโรงอาหารหมู่บ้าน
แล้วก็เลือกทุเรียนได้ถูกใจมาก
เนื้อนอกกรอบนิดๆ ข้างในเละหน่อยๆ ชอบแบบนี้เป็นที่สุด
ทุเรียนชิ้นนี้สำคัญตรงที่ ....
พี่ติ๊กไม่ชอบกินทุเรียน และเหม็นกลิ่นมากๆ จนอาจเข้าโรงพยาบาลได้
เราจึงไม่รู้จะซื้อทุเรียนไปกินที่ไหน
อีกทั้งคนขาย เขาขายทั้งลูก และแบบที่แกะเป็นยวงๆ ใส่ถาดโฟม
แต่เราก็ไม่สามารถกินได้หมดคนเดียวทั้งถาด
ทั้งที่ตอนเด็กๆ ชอบทุเรียนมาก
มากจนอาจันทร์ต้องเอาไปซ่อนเพราะกลัวเราแย่งกินหมด
(อาจันทร์ก็ชอบกินทุเรียนเหมือนกัน)
โตขึ้นมา อยู่กรุงเทพแล้ว เดินผ่านตลาด มีทุเรียนวางขาย
อยากกินมาก จนเดินเหลียวหลังมอง
แล้วก็ไปสะดุดกับหมาที่นอนอยู่
ย่าเห็นเลยสงสาร ซื้อทุเรียนให้กิน
และกลายเป็นที่โจษขานในบรรดาครอบครัว
ว่าเราอยากกินทุเรียนมากจนถึงขั้นเหยียบหมาได้
--------------------------------------------
ดำน้อย เป็นแมวของคนในหมู่บ้าน แต่ชอบมาป่วนเปี้ยนบ้านเรา
แล้วก็ท่าทางจะรักเราซะด้วย
เมื่อวานเย็น เจ้าของดำน้อยขี่ฮาเล่ย์ผ่านหน้าบ้าน
ขณะเรากำลังวิ่งเล่นไล่จับดำน้อยอยู่
เขาจึงดับเครื่องรถแล้วคุยกับเรา
ว่าเรากำลังเล่นกับเจ้าดำใช่ไหม
ให้ข้าวมันหรือเปล่า เพราะเขากำลังจะย้ายไปอยู่ที่อยุธยาแล้ว
แมวตัวอื่นๆ ก็ใส่กล่องเอาไปด้วยแล้ว
แต่เจ้าตัวนี้มันไม่ยอมไป มันหนีออกจากกล่อง
ตะกุยกล่องจนขาดหมด เลยคิดว่าจะทิ้งมันไว้ที่นี่
เราก็เลยรับปากว่าจะให้ข้าวมันกินทุกวัน
แต่คงเอามันเข้าบ้านไม่ได้ เจ้าของบ้านไม่ยอม
เรารู้สึกดีใจเหลือเกิน ที่ได้มีแมวเป็นของตัวเองอีกครั้ง
เดี๋ยวค่อยแอบพามันเข้าบ้านตอนพี่ติ๊กไม่อยู่
ให้มันมานอนบนเตียงด้วย เหมือนแมวตัวอื่นๆ ซึ่งเป็นที่รักของเรา
ดำน้อยชอบกินน้ำราดปลากระป๋อง
มันจะเลียกินน้ำจนหมด ก่อนที่จะกินเนื้อปลา
แล้วมันก็เหลือเนื้อปลาทิ้งไว้ทุกที
ปล.ดำน้อยมีแฟนแล้วชื่อน้ำขุง แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ยอมรับรักซะทีเดียว
--------------------------------------------
ช่วงนี้ยังเศร้าๆ ใจอยู่กับการสูญเสียเพื่อนคนหนึ่งไป
เพียงหวังให้ประโยคที่เขาบอกผ่านทาง msn นั้น
จะเป็นการเข้าใจผิดของเราเอง
หรือเป็นประโยคประชดของเขาเหมือนทุกที
แต่มันก็หลอกตัวเองไม่ได้ เพราะประโยคนั้น
ดูเหมือนจะเป็นคำตอบของทุกรู้สึกในใจเรา
ว่าทำไมเขาทำตัวไม่เหมือนเพื่อนของเราเลย
“พี่คิดว่า อิ๊กอาจจะยังไม่ใช่เพื่อนของพี่”
จากวันนั้น เราก็ยังไม่ได้คุยกับเขาเลย สัปดาห์กว่าๆ แล้ว
นอกจากอีเมล์ที่เราส่งแจ้งข่าวเพียงสองสามคำ
ให้เพื่อนเขามาสมัครงานที่บริษัท
เราไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรต่อไป
ในเมื่อคนที่เราคิดว่าเขาเป็นเพื่อนมาตลอดสามปี
กลับมาบอกว่า เราไม่ใช่เพื่อนเขา
แล้วที่ผ่านมา เราเป็นอะไร หรือจะเป็นแค่ลูกล่อ
ให้เขาใช้ทำอะไร หรือจะทำยังไงกับเราก็ได้
อย่างที่พี่อาร์ตบอก
ผิดหวังต่อโลกนี้อยู่เหมือนกันที่เกิดเหตุการณ์นี้
--------------------------------------------
เคยคิดนะว่า ถ้ามีใครสักคนมาสารภาพรัก เราคงเขินน่าดู
และคงรู้สึกร้อนผะผ่าว ด้วยความตื่นเต้น
แต่พอถึงเวลาจริง เรากลับไม่รู้สึกอะไรเลย
นอกจากความเป็นไปไม่ได้
และไม่เชื่อในความรู้สึกนั้นๆ ของเขา
เขาบอกว่าคิดถึง เราตอบกลับได้แค่คำขอบคุณ
เขาถามว่าขอบคุณทำไม
เราบอกว่า ขอบคุณที่มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน
อดคิดไม่ได้ว่า กับใครบางคนที่เราบอกว่ารักเขามากแสนมาก
เขาก็คงไม่รู้สึกอะไรเลยเช่นเดียวกันกับเรา
อยากบันทึกอะไรมากมายทั้งน้อยนิด และมหาศาล
--------------------------------------------
ค่ำนี้ก็ได้กินทุเรียนสมใจอยาก เม็ดแรกและคงจะเป็นเม็ดเดียวของร้อนนี้
พี่มะโหนกเป็นคนซื้อมาจากโรงอาหารหมู่บ้าน
แล้วก็เลือกทุเรียนได้ถูกใจมาก
เนื้อนอกกรอบนิดๆ ข้างในเละหน่อยๆ ชอบแบบนี้เป็นที่สุด
ทุเรียนชิ้นนี้สำคัญตรงที่ ....
พี่ติ๊กไม่ชอบกินทุเรียน และเหม็นกลิ่นมากๆ จนอาจเข้าโรงพยาบาลได้
เราจึงไม่รู้จะซื้อทุเรียนไปกินที่ไหน
อีกทั้งคนขาย เขาขายทั้งลูก และแบบที่แกะเป็นยวงๆ ใส่ถาดโฟม
แต่เราก็ไม่สามารถกินได้หมดคนเดียวทั้งถาด
ทั้งที่ตอนเด็กๆ ชอบทุเรียนมาก
มากจนอาจันทร์ต้องเอาไปซ่อนเพราะกลัวเราแย่งกินหมด
(อาจันทร์ก็ชอบกินทุเรียนเหมือนกัน)
โตขึ้นมา อยู่กรุงเทพแล้ว เดินผ่านตลาด มีทุเรียนวางขาย
อยากกินมาก จนเดินเหลียวหลังมอง
แล้วก็ไปสะดุดกับหมาที่นอนอยู่
ย่าเห็นเลยสงสาร ซื้อทุเรียนให้กิน
และกลายเป็นที่โจษขานในบรรดาครอบครัว
ว่าเราอยากกินทุเรียนมากจนถึงขั้นเหยียบหมาได้
--------------------------------------------
ดำน้อย เป็นแมวของคนในหมู่บ้าน แต่ชอบมาป่วนเปี้ยนบ้านเรา
แล้วก็ท่าทางจะรักเราซะด้วย
เมื่อวานเย็น เจ้าของดำน้อยขี่ฮาเล่ย์ผ่านหน้าบ้าน
ขณะเรากำลังวิ่งเล่นไล่จับดำน้อยอยู่
เขาจึงดับเครื่องรถแล้วคุยกับเรา
ว่าเรากำลังเล่นกับเจ้าดำใช่ไหม
ให้ข้าวมันหรือเปล่า เพราะเขากำลังจะย้ายไปอยู่ที่อยุธยาแล้ว
แมวตัวอื่นๆ ก็ใส่กล่องเอาไปด้วยแล้ว
แต่เจ้าตัวนี้มันไม่ยอมไป มันหนีออกจากกล่อง
ตะกุยกล่องจนขาดหมด เลยคิดว่าจะทิ้งมันไว้ที่นี่
เราก็เลยรับปากว่าจะให้ข้าวมันกินทุกวัน
แต่คงเอามันเข้าบ้านไม่ได้ เจ้าของบ้านไม่ยอม
เรารู้สึกดีใจเหลือเกิน ที่ได้มีแมวเป็นของตัวเองอีกครั้ง
เดี๋ยวค่อยแอบพามันเข้าบ้านตอนพี่ติ๊กไม่อยู่
ให้มันมานอนบนเตียงด้วย เหมือนแมวตัวอื่นๆ ซึ่งเป็นที่รักของเรา
ดำน้อยชอบกินน้ำราดปลากระป๋อง
มันจะเลียกินน้ำจนหมด ก่อนที่จะกินเนื้อปลา
แล้วมันก็เหลือเนื้อปลาทิ้งไว้ทุกที
ปล.ดำน้อยมีแฟนแล้วชื่อน้ำขุง แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ยอมรับรักซะทีเดียว
--------------------------------------------
ช่วงนี้ยังเศร้าๆ ใจอยู่กับการสูญเสียเพื่อนคนหนึ่งไป
เพียงหวังให้ประโยคที่เขาบอกผ่านทาง msn นั้น
จะเป็นการเข้าใจผิดของเราเอง
หรือเป็นประโยคประชดของเขาเหมือนทุกที
แต่มันก็หลอกตัวเองไม่ได้ เพราะประโยคนั้น
ดูเหมือนจะเป็นคำตอบของทุกรู้สึกในใจเรา
ว่าทำไมเขาทำตัวไม่เหมือนเพื่อนของเราเลย
“พี่คิดว่า อิ๊กอาจจะยังไม่ใช่เพื่อนของพี่”
จากวันนั้น เราก็ยังไม่ได้คุยกับเขาเลย สัปดาห์กว่าๆ แล้ว
นอกจากอีเมล์ที่เราส่งแจ้งข่าวเพียงสองสามคำ
ให้เพื่อนเขามาสมัครงานที่บริษัท
เราไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรต่อไป
ในเมื่อคนที่เราคิดว่าเขาเป็นเพื่อนมาตลอดสามปี
กลับมาบอกว่า เราไม่ใช่เพื่อนเขา
แล้วที่ผ่านมา เราเป็นอะไร หรือจะเป็นแค่ลูกล่อ
ให้เขาใช้ทำอะไร หรือจะทำยังไงกับเราก็ได้
อย่างที่พี่อาร์ตบอก
ผิดหวังต่อโลกนี้อยู่เหมือนกันที่เกิดเหตุการณ์นี้
--------------------------------------------
เคยคิดนะว่า ถ้ามีใครสักคนมาสารภาพรัก เราคงเขินน่าดู
และคงรู้สึกร้อนผะผ่าว ด้วยความตื่นเต้น
แต่พอถึงเวลาจริง เรากลับไม่รู้สึกอะไรเลย
นอกจากความเป็นไปไม่ได้
และไม่เชื่อในความรู้สึกนั้นๆ ของเขา
เขาบอกว่าคิดถึง เราตอบกลับได้แค่คำขอบคุณ
เขาถามว่าขอบคุณทำไม
เราบอกว่า ขอบคุณที่มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน
อดคิดไม่ได้ว่า กับใครบางคนที่เราบอกว่ารักเขามากแสนมาก
เขาก็คงไม่รู้สึกอะไรเลยเช่นเดียวกันกับเรา
Saturday, June 03, 2006
เพื่อนข้างบ้าน
วันนี้มีความทรงจำเกี่ยวกับเพื่อนข้างบ้านผุดขึ้นเต็มไปหมด
เหตุเพราะเพื่อนข้างบ้านนิสัยไม่ดี ณ ปัจจุบัน
เริ่มจากวัยเด็ก ตอนเรียนประถม มีเพื่อนข้างบ้านเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียน
แล้วเราก็แอบชอบเขา เพราะขึ้นรถประจำไปโรงเรียนคันเดียวกัน
เย็นวันหนึ่ง กระเป๋าเรากลิ้งตกจากรถ (เด็กๆ ในรถมักเอากระเป๋าไว้หลังรถ
ซึ่งมักจะตกเกือบทุกวัน วันนั้นเป็นวันของกระเป๋าเรา)
เมื่อกระเป๋าเราตก พั้บๆๆ แต่รถยังคงวิ่งต่อไปอีกไกล
มีคนตะโกนว่า กระเป๋าตก แล้วเคาะรถเสียงดัง
น้าคนขับ จอดแล้ว แต่เรานั่งในสุด ออกไปเก็บกระเป๋าตัวเองไม่ได้
แล้วพี่เขาคนนั้นก็วิ่งลงไปเก็บให้เรา ความประทับใจก็เริ่มแต่วันนั้น
เราเลยไม่เคยเกี่ยง หรือบ่นเลย เวลาย่าใช้ให้ไปซื้อของชำบ้านเขา
แต่เราขอเวลาทาแป้งหวีผมสักนิดก่อนออกไป ซึ่งก็ไม่เคยได้เจอเขาอยู่บ้านเลยสักครั้ง
--------------------------------------------------
ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ล่ะ มาอยู่บ้านจัดสรร เพื่อนบ้านข้างซ้ายเป็นบ้านครอบครัว
ไม่ค่อยพูด มีลูกชายชื่อน้องนน ซึ่งผิวคล้ำไม่เหมือนพ่อแม่ (แอบสงสัย)
น้องนน เหมือนจะไม่ค่อยซน แต่วันหนึ่ง เราเห็นน้องนนเล่นซ่อนหากับ
เด็กฝรั่งชื่อหลุยส์ในบ้านเรา แล้วยังทำเสียงดังอีก
ส่วนเพื่อนบ้านข้างขวา มีหมาดุชื่อไอ่เขียว มันชอบเห่าเสียงดังและวิ่งวนไปมารอบบ้าน
อืม มะม่วงบ้านนี้อร่อย ย้อยเข้ามารั้วบ้านเราทุกร้อน
บ้านตรงกันข้าม มีลูกชายชื่อไอ่กอล์ฟ ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นกับแอ๊ค
แม่ของกอล์ฟชอบวิ่งออกกำลังการรอบหมู่บ้าน
ฤดูหนาวปีหนึ่ง เรา แอ๊ค แอ้ และไอ่กอล์ฟ จุดไฟในเตาถ่าน แล้วปูเสื่อนอนดูดาวกันหน้าบ้าน
--------------------------------------------------
เข้ามหาลัยแล้ว แต่ไม่ค่อยอยู่บ้าน ชอบไปอยู่บ้านพี่อาร์ตมากกว่า
ฟังพี่อาร์ตบ่นถึงป้าข้างบ้านบ่อยๆ จนกลายเป็นความทรงจำเสมือนเป็นเพื่อนบ้านตัวเอง
ตอนเช้า เรามักจะตื่นเพราะเสียงคุณป้าดุหลาน ให้รีบแต่งตัวไปโรงเรียน
(ตอนกลางวัน เราก็อยู่บ้านกัน แต่คุณป้าเงียบ เพราะอยู่คนเดียว หลานไปโรงเรียนแล้ว)
ตกเย็น ตอนที่เรากำลังรอดูชินจัง คุณป้าจะดุหลานให้อาบน้ำและเข้านอน
--------------------------------------------------
บ้านเช่าแถวซอยวัดป่าแดด อยู่กับน้องอุ๋ยและน้องนิว
เพื่อนบ้านข้างขวา เป็นบ้านป้าแมว แม่ของเพื่อนสนิทตอนเรียนพระหฤทัย
ถ้าอยู่ในห้องครัว จะได้ยินเสียงป้าแมวทะเลาะกับสามี(คนใหม่)ชัดเจนมาก
บ้านข้างซ้าย เป็นผู้ชายใส่แว่น ขาว ตี๋ ไม่สุงสิงกับใคร และมักมีหนุ่มๆ มาที่บ้านด้วย
พวกเราไม่เคยมีใครได้คุยกับเขา มีเพียงน้ำแข็ง(แมว)ที่เข้าไปใกล้ชิดเขามากที่สุด
เพราะมันชอบหนีนิวไปแอบบ้านนั้น
เราจึงคาดเดากันเองว่า เขาเป็นหมอเกย์ เพราะเขากลับบ้านดึกๆ ออกไปทำงานแต่เช้า
หรือไม่ก็ดึกๆ คิดว่าคงจะไปเข้าเวร
บ้านตรงข้าม เป็นอาจารย์มช. จอมเฮี้ยบ ที่ยังไม่แต่งงาน
บ้านอาจารย์สวยกว่าใครในละแวกนั้น แต่อาจารย์มีปัญหากับการเอารถเข้าบ้านตัวเอง
ถ้าบ้านเราจอดมอเตอร์ไซด์ไว้หน้าบ้าน(ของเราเอง) แต่ดันไปตรงกับประตูเข้าบ้านอาจารย์
เราจะต้องเดือดร้อนโดดป้าแมวตำหนิ เพราะอาจารย์ไม่สามารถเลี้ยวรถเข้าบ้านได้
ซึ่งเด็กมัธยมที่เพิ่งหัดขับรถ คงไม่มีปัญหานี้
--------------------------------------------------
ถึงบ้านหลังปัจจุบันแล้ว บ้านแสนดี ของสาวแสนสวยสองนาง อิ๊กกับพี่ติ๊ก
คุณป้าโรคจิตฝั่งตรงข้าม (ข้างบ้านป้า หรือหน้าบ้านเรา)
ป้าแกรักลูกชายมาก สังเกตจากอาการหวงที่จอดรถให้ลูกชาย
เมื่อเราเริ่มมีรถมิร่าน้อย เราก็จอดไว้ฝั่งข้างบ้านป้า ซึ่งตรงกับหน้าบ้านเรา
จอดหน้าบ้านเรามิได้ เนื่องจากเป็นประตูเข้าออก
แล้ววันหนึ่งวันนั้นคุณป้าก็ด่าพี่ติ๊กเสียงดัง ว่าพูดไม่รู้เรื่อง อ้างกฎหมู่บ้าน
ว่าให้จอดรถหน้าบ้านตัวเอง แต่บ้านคุณป้าซอยแคบ
จึงต้องนำรถมาจอดด้านข้าง เพราะฉะนั้น เราไม่ควรจอด ณ ที่ตรงนั้น
พี่ติ๊กเงียบ ไม่ตอบอะไรไปสักคำ คุณป้าเลยยิ่งโมโห
แล้วเราก็ไม่จอดรถในแนวเขตที่ลากจากรั้วบ้านป้าอีกเลย
ไปจอดข้างบ้าน/หน้าบ้านคนอื่นแทน ซึ่งก็ไม่มีใครบ่นอะไร
แต่ ..... ณ ตอนนี้ เราไม่มีที่จอดรถแล้ว เพราะข้างบ้านด้านซ้าย
ย้ายมาอยู่ใหม่ มีรถยนต์สามคัน รถเก๋ง จอดในรั้วบ้าน
รถกระบะสองคัน จอดหน้าบ้าน ฝั่งข้างบ้านป้า และกินที่มายังที่จอดรถประจำของเราด้วย
แปลกใจไหม ทำไมคุณป้าไม่ออกมาตะโกนด่า นั่นสิ ทำไม
คุณป้าแก คงกลัวโดนตอกกลับ เห็นเราเป็นเด็กหน้าตาดี เลยมาด่า
ชิ แต่ก็ให้อภัย เพราะลูกชายคุณป้า เล่นเปียโนได้ไพเราะมาก
เหตุเพราะเพื่อนข้างบ้านนิสัยไม่ดี ณ ปัจจุบัน
เริ่มจากวัยเด็ก ตอนเรียนประถม มีเพื่อนข้างบ้านเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียน
แล้วเราก็แอบชอบเขา เพราะขึ้นรถประจำไปโรงเรียนคันเดียวกัน
เย็นวันหนึ่ง กระเป๋าเรากลิ้งตกจากรถ (เด็กๆ ในรถมักเอากระเป๋าไว้หลังรถ
ซึ่งมักจะตกเกือบทุกวัน วันนั้นเป็นวันของกระเป๋าเรา)
เมื่อกระเป๋าเราตก พั้บๆๆ แต่รถยังคงวิ่งต่อไปอีกไกล
มีคนตะโกนว่า กระเป๋าตก แล้วเคาะรถเสียงดัง
น้าคนขับ จอดแล้ว แต่เรานั่งในสุด ออกไปเก็บกระเป๋าตัวเองไม่ได้
แล้วพี่เขาคนนั้นก็วิ่งลงไปเก็บให้เรา ความประทับใจก็เริ่มแต่วันนั้น
เราเลยไม่เคยเกี่ยง หรือบ่นเลย เวลาย่าใช้ให้ไปซื้อของชำบ้านเขา
แต่เราขอเวลาทาแป้งหวีผมสักนิดก่อนออกไป ซึ่งก็ไม่เคยได้เจอเขาอยู่บ้านเลยสักครั้ง
--------------------------------------------------
ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ล่ะ มาอยู่บ้านจัดสรร เพื่อนบ้านข้างซ้ายเป็นบ้านครอบครัว
ไม่ค่อยพูด มีลูกชายชื่อน้องนน ซึ่งผิวคล้ำไม่เหมือนพ่อแม่ (แอบสงสัย)
น้องนน เหมือนจะไม่ค่อยซน แต่วันหนึ่ง เราเห็นน้องนนเล่นซ่อนหากับ
เด็กฝรั่งชื่อหลุยส์ในบ้านเรา แล้วยังทำเสียงดังอีก
ส่วนเพื่อนบ้านข้างขวา มีหมาดุชื่อไอ่เขียว มันชอบเห่าเสียงดังและวิ่งวนไปมารอบบ้าน
อืม มะม่วงบ้านนี้อร่อย ย้อยเข้ามารั้วบ้านเราทุกร้อน
บ้านตรงกันข้าม มีลูกชายชื่อไอ่กอล์ฟ ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นกับแอ๊ค
แม่ของกอล์ฟชอบวิ่งออกกำลังการรอบหมู่บ้าน
ฤดูหนาวปีหนึ่ง เรา แอ๊ค แอ้ และไอ่กอล์ฟ จุดไฟในเตาถ่าน แล้วปูเสื่อนอนดูดาวกันหน้าบ้าน
--------------------------------------------------
เข้ามหาลัยแล้ว แต่ไม่ค่อยอยู่บ้าน ชอบไปอยู่บ้านพี่อาร์ตมากกว่า
ฟังพี่อาร์ตบ่นถึงป้าข้างบ้านบ่อยๆ จนกลายเป็นความทรงจำเสมือนเป็นเพื่อนบ้านตัวเอง
ตอนเช้า เรามักจะตื่นเพราะเสียงคุณป้าดุหลาน ให้รีบแต่งตัวไปโรงเรียน
(ตอนกลางวัน เราก็อยู่บ้านกัน แต่คุณป้าเงียบ เพราะอยู่คนเดียว หลานไปโรงเรียนแล้ว)
ตกเย็น ตอนที่เรากำลังรอดูชินจัง คุณป้าจะดุหลานให้อาบน้ำและเข้านอน
--------------------------------------------------
บ้านเช่าแถวซอยวัดป่าแดด อยู่กับน้องอุ๋ยและน้องนิว
เพื่อนบ้านข้างขวา เป็นบ้านป้าแมว แม่ของเพื่อนสนิทตอนเรียนพระหฤทัย
ถ้าอยู่ในห้องครัว จะได้ยินเสียงป้าแมวทะเลาะกับสามี(คนใหม่)ชัดเจนมาก
บ้านข้างซ้าย เป็นผู้ชายใส่แว่น ขาว ตี๋ ไม่สุงสิงกับใคร และมักมีหนุ่มๆ มาที่บ้านด้วย
พวกเราไม่เคยมีใครได้คุยกับเขา มีเพียงน้ำแข็ง(แมว)ที่เข้าไปใกล้ชิดเขามากที่สุด
เพราะมันชอบหนีนิวไปแอบบ้านนั้น
เราจึงคาดเดากันเองว่า เขาเป็นหมอเกย์ เพราะเขากลับบ้านดึกๆ ออกไปทำงานแต่เช้า
หรือไม่ก็ดึกๆ คิดว่าคงจะไปเข้าเวร
บ้านตรงข้าม เป็นอาจารย์มช. จอมเฮี้ยบ ที่ยังไม่แต่งงาน
บ้านอาจารย์สวยกว่าใครในละแวกนั้น แต่อาจารย์มีปัญหากับการเอารถเข้าบ้านตัวเอง
ถ้าบ้านเราจอดมอเตอร์ไซด์ไว้หน้าบ้าน(ของเราเอง) แต่ดันไปตรงกับประตูเข้าบ้านอาจารย์
เราจะต้องเดือดร้อนโดดป้าแมวตำหนิ เพราะอาจารย์ไม่สามารถเลี้ยวรถเข้าบ้านได้
ซึ่งเด็กมัธยมที่เพิ่งหัดขับรถ คงไม่มีปัญหานี้
--------------------------------------------------
ถึงบ้านหลังปัจจุบันแล้ว บ้านแสนดี ของสาวแสนสวยสองนาง อิ๊กกับพี่ติ๊ก
คุณป้าโรคจิตฝั่งตรงข้าม (ข้างบ้านป้า หรือหน้าบ้านเรา)
ป้าแกรักลูกชายมาก สังเกตจากอาการหวงที่จอดรถให้ลูกชาย
เมื่อเราเริ่มมีรถมิร่าน้อย เราก็จอดไว้ฝั่งข้างบ้านป้า ซึ่งตรงกับหน้าบ้านเรา
จอดหน้าบ้านเรามิได้ เนื่องจากเป็นประตูเข้าออก
แล้ววันหนึ่งวันนั้นคุณป้าก็ด่าพี่ติ๊กเสียงดัง ว่าพูดไม่รู้เรื่อง อ้างกฎหมู่บ้าน
ว่าให้จอดรถหน้าบ้านตัวเอง แต่บ้านคุณป้าซอยแคบ
จึงต้องนำรถมาจอดด้านข้าง เพราะฉะนั้น เราไม่ควรจอด ณ ที่ตรงนั้น
พี่ติ๊กเงียบ ไม่ตอบอะไรไปสักคำ คุณป้าเลยยิ่งโมโห
แล้วเราก็ไม่จอดรถในแนวเขตที่ลากจากรั้วบ้านป้าอีกเลย
ไปจอดข้างบ้าน/หน้าบ้านคนอื่นแทน ซึ่งก็ไม่มีใครบ่นอะไร
แต่ ..... ณ ตอนนี้ เราไม่มีที่จอดรถแล้ว เพราะข้างบ้านด้านซ้าย
ย้ายมาอยู่ใหม่ มีรถยนต์สามคัน รถเก๋ง จอดในรั้วบ้าน
รถกระบะสองคัน จอดหน้าบ้าน ฝั่งข้างบ้านป้า และกินที่มายังที่จอดรถประจำของเราด้วย
แปลกใจไหม ทำไมคุณป้าไม่ออกมาตะโกนด่า นั่นสิ ทำไม
คุณป้าแก คงกลัวโดนตอกกลับ เห็นเราเป็นเด็กหน้าตาดี เลยมาด่า
ชิ แต่ก็ให้อภัย เพราะลูกชายคุณป้า เล่นเปียโนได้ไพเราะมาก
Tuesday, May 23, 2006
แมวที่ถูกขัง


ถึงคาราเมลที่รัก
คุณแม่ต้องขอโทษด้วยที่ทอดทิ้งคาราเมลไปนานแสนนาน
คุณแม่มีความจำเป็นต้องคืนหนูให้กับเจ้าของเดิม
เพราะคุณแม่ต้องย้ายบ้านใหม่ ซึ่งเจ้าของบ้านหลังใหม่
เขาไม่อนุญาตให้คุณแม่นำแมวไปเลี้ยงได้
ถ้าเขาชอบแมว คุณแม่ต้องเอาหนูไปด้วยแน่ๆ
คุณแม่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมหนูเลย ทั้งที่คิดถึงทุกวัน
คุณแม่ใช้รูปของหนูเป็นภาพหน้าจอ desktop
เวลาที่คุณแม่มองเห็นรูปหนู คุณแม่ยังเผลออยากเอามือลูบหัวหนูเลย
คุณแม่ได้แต่เก็บความคิดถึงไว้ อยากจะไปเยี่ยมหาหนูหลายครั้ง
แต่ก็เกรงใจเจ้าของเดิมของหนู
จนเมื่อวานเป็นวันเกิดคุณแม่ คุณแม่จึงขอทำตามใจตัวเอง
ไปหาหนูที่ร้านซักอบรีด บ้านเดิมของหนู
คุณแม่ไปถามหาหนูกับเจ้าของบ้าน
โดยต้องเรียกชื่อหนูว่า “ลูกหมี” ตามที่เจ้าของเดิมตั้งให้
เขาบอกคุณแม่ว่า หนูไม่สบาย เพิ่งกลับมานอนซม หน้าบวม
เพราะมีคนหวังดีเอายาพาราเซตมอนให้หนูกิน
ซึ่งเป็นยาที่ใช้กับคน แต่ใช้กับสัตว์เลี้ยงไม่ได้
เจ้าของบ้านพาคุณแม่เข้าไปหลังร้าน
คุณแม่เห็นหนูนอนอยู่ในกรง หนูส่งเสียงร้องต่ำๆ
คุณแม่เข้าใจทันทีว่า หนูไม่พอใจที่ถูกขังแบบนี้
น้ำเสียงของหนู แสดงความไม่พอใจแกมขู่ว่าให้ปล่อยหนูออกไป
พอคุณแม่เข้าไปใกล้ๆ เราก็สบตากัน
คุณแม่เอามือลูบหัวหนูผ่านกรง
ที่หลังของหนูมีรอยแผล ขนหลุดร่วงเป็นกระจุก
เจ้าของหนูบอกว่า ไม่รู้ว่าหนูติดเชื้ออะไร จึงต้องแยกกรงขังไว้
หนูส่งเสียงร้องแหลมเล็กกว่าครั้งแรก
หนูกำลังอ้อนคุณแม่ เหมือนที่เคยเป็น
หนูเอาตัวถูไถที่มือคุณแม่ผ่านกรง
คุณแม่สงสารหนูจับใจ จึงขออนุญาตเจ้าของ
อุ้มหนูออกมานอกกรง เขาอนุญาต แต่มีข้อแม้ว่าห้ามปล่อยหนู
และให้คุณแม่ล้างมือ หลังจากอุ้มหนูเสร็จแล้ว
คุณแม่อุ้มหนูออกมาไว้ชิดอก เอาแก้มชิดกับหัวน้อยๆ ของหนู
คุณแม่ไม่รังเกียจที่หนูมีแผล อยากกอดหนูแน่นๆ จัง
หนูร้องเสียงอ้อนอีก หนูอยากออกไปวิ่งเล่นใช่ไหม
แต่คุณแม่ก็ต้องจับหนูกลับเข้ากรงเหมือนเดิม
เจ้าของหนูบอกว่า ต้องทำใจแข็งไว้
ถ้าขืนปล่อยหนูไปซน ก็ต้องป่วยหนักกลับมาอีก
และยิ่งมีแผลแบบนี้ คงไม่มีใครสงสาร เอาไปเลี้ยง หรือให้ข้าวกิน
หนูมองตาคุณแม่ และพยายามเอาตัวมาถูไถที่มือคุณแม่ผ่านกรงอีก
คุณแม่ต้องกลับแล้ว เพราะเกรงใจเจ้าของบ้าน
“ไปแล้วนะ” คุณแม่บอกหนู
“แหง่ว” หนูอ้าปากตะเบ็ง ทำตาโต
คุณแม่จำน้ำเสียงแบบนี้ได้ดี
หนูจะร้องแบบนี้ เวลาที่หนูไม่อยากให้คุณแม่ทำอะไรที่หนูไม่อยากให้ทำ
เช่นไม่ยอมให้หนูเข้าห้อง
และตอนที่ป้าสึ่งไล่หนูลงจากเตียง
คาราเมลเอ้ย หนูอาจจะไม่เข้าใจที่ถูกขังไว้แบบนั้น
ต่อให้คุณแม่บอกว่า รักหนู คิดถึงหนูแค่ไหน
แต่หนูก็คงไม่เข้าใจ หนูอาจจะรู้สึกได้ถึงความรัก ความเมตตา
แต่หนู ก็คงยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าทำไมต้องขังหนูไว้
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คุณแม่กับเจ้าของหนู ก็ต้องทำแบบนี้
เพื่อหนูนะ คาราเมล นี่คือสิ่งที่มนุษย์คิด
แต่สำหรับแมวแล้ว หนูอาจจะไม่สนใจว่าตัวเองจะมีแผล
ตัวเองจะไปเจ็บป่วยมาอีก หนูคงอยากไปวิ่งเล่น
จับหนู จับนกมาฝากคุณแม่
หนูไม่เข้าใจคุณแม่ ก็ไม่เป็นไร
แต่คุณแม่ก็ยังรักหนูนะ และก็เชื่อว่าหนูก็ยังรักคุณแม่
Saturday, May 13, 2006
หนึ่งวันสบายที่มีน้ำตา
วันนี้วันอาทิตย์
ฉันตื่นไม่สาย แต่ก็ไม่เช้ามากนัก
เนื่องเพราะวันนี้เป็นวันหยุด
ลงไปข้างล่าง พี่ติ๊กบ่นหิว ฉันจึงจัดแจง
อุ่นข้าวต้มข้าวกล้องที่พี่ติ๊กหุงไว้แต่มื้อเย็นวาน
ฉันทำกับข้าวสามอย่าง
ยำปลาหมึกทอดใส่หัวหอมเยอะๆ อย่างที่พี่ติ๊กชอบ
ผัดผัดบล็อกโคลี่ใส่พริกชี้ฟ้าและมะเขือเทศลูกเล็ก
ผัดผักกาดหวาน หรือผัดหัวไชโป๊ใส่ไข่ ของโปรดของฉันเอง
ผัดไปก็นึกว่า เคยทำที่บ้านพี่อาร์ต กินกับก๊อฟ พี่เจง และพี่ติ๊ก
แต่ครั้งนั้นมันหวานไปมาก คราวนี้ฉันจึงระวังในการใส่น้ำตาล
ไม่วายที่พี่ติ๊กจะบ่นว่า มันคือผักกกาดดองหวานหรือเปล่า
ทำไมจืดจัง ฉันชิม แล้วคิดในใจ “มันคงจืดตามหัวใจฉันมั้ง”
กินข้าวพร้อมดูรายการโทรทัศน์ที่แสนน่าเบื่อ
พวกที่เอาสาวๆ รุ่นมาจัดรายการห่วยๆ
พิธีกรห่วย แย่งกันพูด ฟังไม่ได้ศัพท์
จนมาถึงรายการมิวสิคเพลง ที่มีพิธีกรวัยรุ่นหน้าใหม่สามคนเป็นพิธีกร
ฉันบ่น “ไม่เห็นมีใครเป็นพิธีกรสนุกเท่าเรย์ แมคโดนัลเลย”
พี่ติ๊กเห็นด้วย แต่เราก็ยังคงจดจ่อกับการดูรายการนี้
เพราะนานมากแล้วที่ไม่ค่อยได้ดูมิวสิควีดีโอ ชีวิตต้องอัพเดทกันบ้าง
พี่ติ๊กขึ้นไปอาบน้ำ ฉันนั่งดูมิวสิคพร้อมกับกินน้ำตาลสดใส่น้ำแข็ง
อยู่คนเดียว มีหนังสือ ชื่อ “นิทานสันดานเสีย อยู่ในมือ”
เริ่มอินไปกับมิวสิคเพลงและเนื้อหาเพลง ที่ใครๆ ก็เถียงกันว่า
คนแต่ง แต่งมาให้ฉานนนนนน ทำไมมันช่างตรงกับชีวิตแบบนี้
พี่ติ๊กออกไปทำงาน สั่งว่า ถ้าฝนตกให้เก็บผ้าให้ด้วย
ฉันอาบน้ำเสร็จ ฝนกำลังจะลงพอดี รีบย้ายราวตากผ้าไปไว้หน้าบ้าน
สายฝนเทกระหนำลงมาดังๆ ติดๆ กัน
ฉันเข้าห้องนอน เปิดหน้าต่างให้กว้าง
เต็มใจรับฝอยฝนที่กระเซ็นผ่านเข้ามา
เปิดหนังสืออ่าน พร้อมกับฟังเพลงจากคลื่นวิทยุ
วันนี้ช่างสบายเหลือเกิน ฉันได้พักผ่อนอย่างที่ตั้งใจไว้
นอนอ่านหนังสือสนุกพอประมาณ ท่ามกลางบรรยากาศสายฝน
จนเพลงของบัวชมพู แว่วเข้ามาในความนึกคิดที่ล่องลอยตามไป
เพลง “วงกลม”
... เป็นวงกลมที่หมุนกระท่อนกระแท่นไป ...
.......... เฝ้าตามหาชิ้นส่วนที่ขาดหาย ............................
............. ไม่รู้ว่าชีวิตจะอยู่ต่อไปอย่างไร ..... ฉันล้มลงท่ามกลางความเดียวดาย ....
ใจกระหวัดไปคิดถึงเขาอีกแล้ว อากาศเย็นสบายแบบวันนี้
ฉันเคยนอนหนุนอกเขาใต้อ้อมแขนอุ่น ได้สูดกลิ่นเสื้อยืดสีขาวของเขา
ที่มันหอมจางด้วยฝีมือการซักผ้าของเขาเอง
มันเป็นภาพอย่างต่อเนื่อง มีผู้หญิงที่เป็นเหงาดำคนหนึ่ง
นอนแทนที่ฉันอยู่แล้วเวลานี้ เขายกมือลูบหัวผู้หญิงคนนั้นอย่างเอ็นดู
มีฉันนั่งมองจากมุมไกล นั่งมองพลางคิดไปว่า
ฉันตัดสินใจถูกแล้วที่จากมา
จากมาไม่ใช่เพราะการหลบเลี่ยงการรับรู้ความจริงที่ทำให้ปวดใจ
ซึ่งอันที่จริงมันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ
แต่เหตุผลหลักคือ เพื่อทำตามสิ่งที่ฉันคิดไปเองว่าเขาต้องการ
“เขาคงต้องการให้เราเป็นแบบนี้ “ลืมๆ กันไปดีกว่า” ….”
น้ำตาค่อยๆ ไหลจากตาซ้ายผ่านสันจมูกที่แบนราบ
ไหลสู้เข้าตาขวา
สติกลับคืนมา
ภาพเหล่านั้นลบไปหมดแล้ว
วันนี้แสนสบาย หาอะไรทำอย่างที่อยากทำดีกว่านะ ...
ที่จริงก็ไม่ได้เศร้าอะไรสักเท่าไหร่ ชินแล้วล่ะ
ฉันภูมิใจฝืนๆ อยู่กับสิ่งที่เป็นเช่นวันนี้
ฉันตื่นไม่สาย แต่ก็ไม่เช้ามากนัก
เนื่องเพราะวันนี้เป็นวันหยุด
ลงไปข้างล่าง พี่ติ๊กบ่นหิว ฉันจึงจัดแจง
อุ่นข้าวต้มข้าวกล้องที่พี่ติ๊กหุงไว้แต่มื้อเย็นวาน
ฉันทำกับข้าวสามอย่าง
ยำปลาหมึกทอดใส่หัวหอมเยอะๆ อย่างที่พี่ติ๊กชอบ
ผัดผัดบล็อกโคลี่ใส่พริกชี้ฟ้าและมะเขือเทศลูกเล็ก
ผัดผักกาดหวาน หรือผัดหัวไชโป๊ใส่ไข่ ของโปรดของฉันเอง
ผัดไปก็นึกว่า เคยทำที่บ้านพี่อาร์ต กินกับก๊อฟ พี่เจง และพี่ติ๊ก
แต่ครั้งนั้นมันหวานไปมาก คราวนี้ฉันจึงระวังในการใส่น้ำตาล
ไม่วายที่พี่ติ๊กจะบ่นว่า มันคือผักกกาดดองหวานหรือเปล่า
ทำไมจืดจัง ฉันชิม แล้วคิดในใจ “มันคงจืดตามหัวใจฉันมั้ง”
กินข้าวพร้อมดูรายการโทรทัศน์ที่แสนน่าเบื่อ
พวกที่เอาสาวๆ รุ่นมาจัดรายการห่วยๆ
พิธีกรห่วย แย่งกันพูด ฟังไม่ได้ศัพท์
จนมาถึงรายการมิวสิคเพลง ที่มีพิธีกรวัยรุ่นหน้าใหม่สามคนเป็นพิธีกร
ฉันบ่น “ไม่เห็นมีใครเป็นพิธีกรสนุกเท่าเรย์ แมคโดนัลเลย”
พี่ติ๊กเห็นด้วย แต่เราก็ยังคงจดจ่อกับการดูรายการนี้
เพราะนานมากแล้วที่ไม่ค่อยได้ดูมิวสิควีดีโอ ชีวิตต้องอัพเดทกันบ้าง
พี่ติ๊กขึ้นไปอาบน้ำ ฉันนั่งดูมิวสิคพร้อมกับกินน้ำตาลสดใส่น้ำแข็ง
อยู่คนเดียว มีหนังสือ ชื่อ “นิทานสันดานเสีย อยู่ในมือ”
เริ่มอินไปกับมิวสิคเพลงและเนื้อหาเพลง ที่ใครๆ ก็เถียงกันว่า
คนแต่ง แต่งมาให้ฉานนนนนน ทำไมมันช่างตรงกับชีวิตแบบนี้
พี่ติ๊กออกไปทำงาน สั่งว่า ถ้าฝนตกให้เก็บผ้าให้ด้วย
ฉันอาบน้ำเสร็จ ฝนกำลังจะลงพอดี รีบย้ายราวตากผ้าไปไว้หน้าบ้าน
สายฝนเทกระหนำลงมาดังๆ ติดๆ กัน
ฉันเข้าห้องนอน เปิดหน้าต่างให้กว้าง
เต็มใจรับฝอยฝนที่กระเซ็นผ่านเข้ามา
เปิดหนังสืออ่าน พร้อมกับฟังเพลงจากคลื่นวิทยุ
วันนี้ช่างสบายเหลือเกิน ฉันได้พักผ่อนอย่างที่ตั้งใจไว้
นอนอ่านหนังสือสนุกพอประมาณ ท่ามกลางบรรยากาศสายฝน
จนเพลงของบัวชมพู แว่วเข้ามาในความนึกคิดที่ล่องลอยตามไป
เพลง “วงกลม”
... เป็นวงกลมที่หมุนกระท่อนกระแท่นไป ...
.......... เฝ้าตามหาชิ้นส่วนที่ขาดหาย ............................
............. ไม่รู้ว่าชีวิตจะอยู่ต่อไปอย่างไร ..... ฉันล้มลงท่ามกลางความเดียวดาย ....
ใจกระหวัดไปคิดถึงเขาอีกแล้ว อากาศเย็นสบายแบบวันนี้
ฉันเคยนอนหนุนอกเขาใต้อ้อมแขนอุ่น ได้สูดกลิ่นเสื้อยืดสีขาวของเขา
ที่มันหอมจางด้วยฝีมือการซักผ้าของเขาเอง
มันเป็นภาพอย่างต่อเนื่อง มีผู้หญิงที่เป็นเหงาดำคนหนึ่ง
นอนแทนที่ฉันอยู่แล้วเวลานี้ เขายกมือลูบหัวผู้หญิงคนนั้นอย่างเอ็นดู
มีฉันนั่งมองจากมุมไกล นั่งมองพลางคิดไปว่า
ฉันตัดสินใจถูกแล้วที่จากมา
จากมาไม่ใช่เพราะการหลบเลี่ยงการรับรู้ความจริงที่ทำให้ปวดใจ
ซึ่งอันที่จริงมันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ
แต่เหตุผลหลักคือ เพื่อทำตามสิ่งที่ฉันคิดไปเองว่าเขาต้องการ
“เขาคงต้องการให้เราเป็นแบบนี้ “ลืมๆ กันไปดีกว่า” ….”
น้ำตาค่อยๆ ไหลจากตาซ้ายผ่านสันจมูกที่แบนราบ
ไหลสู้เข้าตาขวา
สติกลับคืนมา
ภาพเหล่านั้นลบไปหมดแล้ว
วันนี้แสนสบาย หาอะไรทำอย่างที่อยากทำดีกว่านะ ...
ที่จริงก็ไม่ได้เศร้าอะไรสักเท่าไหร่ ชินแล้วล่ะ
ฉันภูมิใจฝืนๆ อยู่กับสิ่งที่เป็นเช่นวันนี้
Friday, May 12, 2006
เด็กวัดดอนจั่น
เด็กๆ ที่วัดดอนจั่น แบ่งเป็นเด็กชาย ประมาณ 200 กว่าคน
และเด็กหญิงประมาณ 120 คน
ซึ่งจำนวนนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงสามเท่า
จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ไปเลี้ยงไอติมเด็กๆ กับซ้ง นิว พี่ยุ่น
ก็มีอยู่ 100 กว่าคนเอง
แต่ปีนี้ เจ้าอาวาสวัดรับเพิ่มไม่จำกัดจำนวน
เนื่องจากปีนี้เป็นปีฉลองครองสิริราชย์สมบัติของในหลวง
ก็เลยให้น้องเมย์สั่งไอติมป่าตันแบบแท่งไป 450 แท่ง
แล้วก็ไปซื้อขนมก๊อบแก๊บ ให้เด็กๆ อีก 450 ถุง
ได้เงินสมทบทุนจากน้องๆ ชมรม และพี่ส้ม พี่ที่ทำงาน
ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเลี้ยงข้าวเด็กๆ
แต่งบประมาณในการเลี้ยงมื้อกลางวัน
ตั้งห้าพันกว่าบาท หาเงินได้ไม่พอ ก็เลยได้แต่เลี้ยงขนม
คุณครูจับแยกเรือนนอนของดช.และดญ. เพราะก็เริ่มโตๆ กันแล้ว
ไม่อยากให้มีปัญหาเรื่องชู้สาว
เรากับน้องๆ จึงต้องไปแจกขนมให้เรือนดช.ก่อน แล้วไปเรือนดญ.
หลังจากเด็กๆ กินขนมกันเรียบร้อยแล้ว
หัวหน้าของดญ. ก็ออกมารายงานว่า เด็กๆ ที่นั่นมาจากที่ไหนกันบ้าง
ความว่า ....
ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาหลายๆ เผ่า และส่วนมากมาจากจังหวัดตาก
คุณครู ที่เด็กๆ เรียกว่าอาจารย์แม่ ก็เล่าให้เราฟังว่า
ปีนี้เด็กมาก มากันเป็นคันรถ เพราะอยู่บ้านก็ยากจน พ่อแม่เลี้ยงไม่ไหว
ก็เลยส่งมาที่วัดให้เรียนหนังสือ แต่ที่วัดก็มีแค่ชั้น ม.1 –ม.6 สำหรับดญ.
บ้างคนมาอยู่แค่ 2-3 ปีก็ออกไป มีคนมารับไปอุปการะบ้าง
เด็กๆ ลงจากเขามา ก็มาอยู่วัด ไม่เคยได้ไปไหน
โลกทัศน์อาจจะแคบไปบ้าง แต่ก็ดีที่มีโทรทัศน์ให้ดู
ซึ่งเด็กๆ ก็ชอบดูแต่ละครทีวี ซึ่งไม่แปลก ผู้ใหญ่อย่างเรายังชอบดู
เลยมีความคิดว่า อยากจะพาเด็กๆ ไปเที่ยวสวนสัตว์
ทางสวนสัตว์คงไม่มีปัญหาในการให้เข้าชมฟรี
แต่เราก็ต้องจัดหารถไปรับส่งเด็กๆ
และก็จะชวนน้องๆ ชมรมมาช่วยเป็น staff ดูแลเด็กๆ
------------------------------------------------------
จะทุกข์ใจไปทำไมกับการไขว่คว้าหาใครสักคนมารับความรักของเราไป
ในเมื่อยังคนที่เขาต้องการให้ใครๆ มาหยิบยื่นความรักให้อีกมาก
ความรักของเราจำเป็นสำหรับพวกเขามากกว่าใครบางคนที่มองไม่เห็นค่าเลย
และเด็กหญิงประมาณ 120 คน
ซึ่งจำนวนนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงสามเท่า
จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ไปเลี้ยงไอติมเด็กๆ กับซ้ง นิว พี่ยุ่น
ก็มีอยู่ 100 กว่าคนเอง
แต่ปีนี้ เจ้าอาวาสวัดรับเพิ่มไม่จำกัดจำนวน
เนื่องจากปีนี้เป็นปีฉลองครองสิริราชย์สมบัติของในหลวง
ก็เลยให้น้องเมย์สั่งไอติมป่าตันแบบแท่งไป 450 แท่ง
แล้วก็ไปซื้อขนมก๊อบแก๊บ ให้เด็กๆ อีก 450 ถุง
ได้เงินสมทบทุนจากน้องๆ ชมรม และพี่ส้ม พี่ที่ทำงาน
ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเลี้ยงข้าวเด็กๆ
แต่งบประมาณในการเลี้ยงมื้อกลางวัน
ตั้งห้าพันกว่าบาท หาเงินได้ไม่พอ ก็เลยได้แต่เลี้ยงขนม
คุณครูจับแยกเรือนนอนของดช.และดญ. เพราะก็เริ่มโตๆ กันแล้ว
ไม่อยากให้มีปัญหาเรื่องชู้สาว
เรากับน้องๆ จึงต้องไปแจกขนมให้เรือนดช.ก่อน แล้วไปเรือนดญ.
หลังจากเด็กๆ กินขนมกันเรียบร้อยแล้ว
หัวหน้าของดญ. ก็ออกมารายงานว่า เด็กๆ ที่นั่นมาจากที่ไหนกันบ้าง
ความว่า ....
ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาหลายๆ เผ่า และส่วนมากมาจากจังหวัดตาก
คุณครู ที่เด็กๆ เรียกว่าอาจารย์แม่ ก็เล่าให้เราฟังว่า
ปีนี้เด็กมาก มากันเป็นคันรถ เพราะอยู่บ้านก็ยากจน พ่อแม่เลี้ยงไม่ไหว
ก็เลยส่งมาที่วัดให้เรียนหนังสือ แต่ที่วัดก็มีแค่ชั้น ม.1 –ม.6 สำหรับดญ.
บ้างคนมาอยู่แค่ 2-3 ปีก็ออกไป มีคนมารับไปอุปการะบ้าง
เด็กๆ ลงจากเขามา ก็มาอยู่วัด ไม่เคยได้ไปไหน
โลกทัศน์อาจจะแคบไปบ้าง แต่ก็ดีที่มีโทรทัศน์ให้ดู
ซึ่งเด็กๆ ก็ชอบดูแต่ละครทีวี ซึ่งไม่แปลก ผู้ใหญ่อย่างเรายังชอบดู
เลยมีความคิดว่า อยากจะพาเด็กๆ ไปเที่ยวสวนสัตว์
ทางสวนสัตว์คงไม่มีปัญหาในการให้เข้าชมฟรี
แต่เราก็ต้องจัดหารถไปรับส่งเด็กๆ
และก็จะชวนน้องๆ ชมรมมาช่วยเป็น staff ดูแลเด็กๆ
------------------------------------------------------
จะทุกข์ใจไปทำไมกับการไขว่คว้าหาใครสักคนมารับความรักของเราไป
ในเมื่อยังคนที่เขาต้องการให้ใครๆ มาหยิบยื่นความรักให้อีกมาก
ความรักของเราจำเป็นสำหรับพวกเขามากกว่าใครบางคนที่มองไม่เห็นค่าเลย
Wednesday, May 10, 2006
เมื่อคุณรู้สึกเกลียด
เคยเกลียดใครบ้างไหม
-- ไม่เคย แต่อาจจะกำลังจะเกลียด
ความเกลียดเป็นยังไง
-- ไม่รู้สิ ไม่แน่ใจ
ลองอธิบายสิ
-- มันก็ไม่อยากเจอหน้า ไม่อยากได้ยินเสียง ไม่อยากติดต่อ ไม่อยากอยู่ใกล้
แล้วทำไมไม่แน่ใจ
-- เพราะว่ายังรู้สึกรัก เป็นห่วง และใส่ใจ
แปลกจัง
-- ที่เขาเรียกว่าทั้งรัก ทั้งเกลียดมั้ง
แล้วจะจัดการกับความเกลียดต่อไปยังไง
-- ยังนึกไม่ออก แต่อยากให้เขาออกไปห่างๆ ก่อน เผื่อว่าเวลาจะทำให้ลืมอารมณ์รุนแรงนี้ไปได้บ้าง
ถ้าเกลียดเขาจริงๆ จะรู้สึกยังไง
-- ถ้าเกลียดเขาได้จริงๆ ก็คงไม่รู้สึกอะไรมากมั้ง แล้วก็คงไม่รู้สึกแย่มากๆ แบบนี้
รู้สึกแย่ว่าทำไมต้องเกลียดเขา
-- ไม่เคย แต่อาจจะกำลังจะเกลียด
ความเกลียดเป็นยังไง
-- ไม่รู้สิ ไม่แน่ใจ
ลองอธิบายสิ
-- มันก็ไม่อยากเจอหน้า ไม่อยากได้ยินเสียง ไม่อยากติดต่อ ไม่อยากอยู่ใกล้
แล้วทำไมไม่แน่ใจ
-- เพราะว่ายังรู้สึกรัก เป็นห่วง และใส่ใจ
แปลกจัง
-- ที่เขาเรียกว่าทั้งรัก ทั้งเกลียดมั้ง
แล้วจะจัดการกับความเกลียดต่อไปยังไง
-- ยังนึกไม่ออก แต่อยากให้เขาออกไปห่างๆ ก่อน เผื่อว่าเวลาจะทำให้ลืมอารมณ์รุนแรงนี้ไปได้บ้าง
ถ้าเกลียดเขาจริงๆ จะรู้สึกยังไง
-- ถ้าเกลียดเขาได้จริงๆ ก็คงไม่รู้สึกอะไรมากมั้ง แล้วก็คงไม่รู้สึกแย่มากๆ แบบนี้
รู้สึกแย่ว่าทำไมต้องเกลียดเขา
Monday, May 01, 2006
วันเศร้าๆ กับเพื่อนที่แสนดี
หลังจากที่เหนื่อยล้ากับการดูแลน้องสาวของเพื่อนอยู่เป็นสัปดาห์
ก็เหมือนว่าจะได้ฟังข่าวดีว่าน้องจะกลับพรุ่งนี้แล้ว
แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ได้รู้ว่าเพื่อนที่เราคบมาเกือบ 3 ปี
เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน
แล้วเราก็ตัดสินใจจะเลิกคบกับเขา(อีกครั้ง)
ด้วยหลายเหตุผล แต่ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เรา
รู้สึกแย่แสนแย่ มาโดยตลอด
พยายามมองหาข้อดี ก่อนที่จะตัดสินใจ
แต่ในเวลาที่ไฟโหมเช่นนี้ เรื่องดีๆ เล็กๆ น้อยๆ
ที่เราเคยประทับใจหนักหนา กลับกลายเป็นแค่เรื่องขี้หมา
วันนี้ตื่นเช้าหน่อย น้องทำเสียงดังปลุก
น้องไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่เพราะเราเป็นคนหูเร็วเกินไป
เริ่มต้นด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยที่ต้องตื่นเช้า แม้จะเป็นวันหยุดที่รอคอย
ฝนตกตั้งแต่เมื่อคืน อากาศเย็นสบาย จนไม่อยากไปไหน ไม่อยากทำอะไร
นอกจากนอนอ่านหนังสือ และกินเค้ก
แต่แล้ว เมื่อเมฆฝนเริ่มยอมให้แดดส่องผ่าน
เราจึงพาน้องออกไปกินอาหารเวียดนามแถวช้างคลาน
ซื้อก๊วยจั๊บญวนไปฝากบ้านหลินด้วย
จากนั้นกะว่า จะไปช้อปปิ้งเครื่องประทินโฉมที่เซ็นทรัล แอร์พอร์ท
แต่รถติดตั้งแต่ระยะ 500 เมตรก่อนถึงทางเข้า
เลยเปลี่ยนใจ มุ่งหน้าไปที่แม่ริม พาน้องเที่ยว
แวะพิพิธภัณฑ์เจ้าดารารัศมี แล้วก็ไปที่สวนพฤกศาสตร์
เป็นครั้งแรกที่ขับรถไปไกลขนาดนั้น แถมยังเป็นทางลาดชัน
ซึ่งทางบางช่วง ทำเราตื่นเต้นไม่น้อย น้องไม่รู้หรอก ว่านี่เป็นครั้งแรกกกกกก
อากาศร้อนได้ใจ แต่ฟ้าก็สวยเป็นใจสมกับที่น้องรอให้พาไปเที่ยว
ต้นไม้ดอกไม้ในสวนพฤกษศาสตร์สีอาจไม่สดเหมือนตามรีสอร์ท
แต่ก็คิดว่าได้ใจน้องไปบ้าง เราชอบที่นั่น
คิดไว้แล้วว่า ถ้าว่างๆ จะเอาหนังสือไปนั่งอ่านเล่น
มีหลายมุมมาก ที่น่าเอาใจไปทิ้งไว้
กลับจากสวนพฤกษศาสตร์ ก็แวะเข้าบ้านก่อน เพราะรู้สึกเพลีย
เลยโทรไปขอให้พี่ชายเขาพาน้องเขาไปเดินถนนคนเดินแทน
แต่... ก็ดันโดนว่ามาอีก ว่าพูดไม่รู้เรื่อง เฮ้อ
ทำดีได้ดีมีที่ไหนกันเนาะ
พี่เขาบอกให้พาน้องไปส่งที่บ้านเขา เราก็รับปากไป
ซึ่งก็มาคิดได้ตอนหลังว่าทำไมเขาไม่มารับเองนะ
กลับมาถึงบ้าน แอบเอาแมวดำน้อยเข้าบ้าน
เอามากอดไว้ แต่มันก็ไม่ยอมอยู่เฉยหรอก
จิตใจเริ่มฟุ้งซ่าน เลยลุกไปเปิดหนังเรื่อง Café Lumiere
ดูไปก็เกือบหลับไป ตั้งหลายรอบ
และก็ดูไม่จบ เพราะมีแว่บหนึ่งที่อยากกินข้าวแกงกระหรี่
เลยโทรชวนน้องเมย์สวยออกไปกิน และแวะเช่าหนังที่ Entertain หลังมอด้วย
ได้เรื่อง Before Sun Rise มา
หนังเก่าที่หลายคนพูดถึงเขียนถึง เราเองก็เคยเขียนถึง ในที่สุด เราก็กำลังจะได้ดู
แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าอยากไปเช่าหนังสือร้านดาว
ไปยืนมองหาหนังสืออยู่เกือบชั่วโมง
ฟังเพลงเศร้าที่ร้านเปิดจนจะร้องไห้แล้ว ไม่เจอหนังสือที่ถูกใจสักที
ไม่รู้ทำไม หนังสือใหม่ๆ ที่ออกมา ไม่เป็นแบบที่เราเคยอ่านบ้าง
หลายๆ ชั้นมีแต่หนังสือที่ดารา นักร้องเขียน
ไม่น่าอ่านเลยสักนิด แต่ก็ยอมรับว่าดาราหลายคนเขียนดี
อย่างที่เคยอ่านก็ของ ทราย กับศรราม
นึกแล้วเศร้าที่สุด ที่หาหนังสืออ่านไม่ได้
บางทีอาจเป็นเพราะว่า ไม่รู้ว่าตัวเองอยากอ่านแนวไหนกันแน่
ให้กำลังใจความรัก หรือเรื่องที่ต้องอ่านต่อจนวางไม่ลง
จะอ่านอีโรติค หรือจะอ่านวรรณกรรมเด็ก
เดินวนไปมาอยู่หลายรอบ จนมาสะดุดตากับนักเขียน
มูราคามิ กับหนังสือชื่อ after the quake
โปรดสังเกต ชื่อหนังสือ ใช้ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด
ไม่รู้เหมือนกันว่ามูราคามิมีความจงใจอันได
ปล. after the quake นะ ไม่ใช่ after the cake
((ปล. อีกรอบ ถ้าเป็นเค้กที่เราทำเอง
ใครกินก็ต้องมีความสุข เพราะมันอร่อย 555))
ในขณะที่กำลังนั่งพิมพ์บันทึกนี้ลงบล๊อก
ท่ามกลางความเหงาที่มานั่งขนาบข้างอยู่
พลางคุยกับจิ เอิร์ธ และหนุ่ย ทาง MSN
แล้วนางฟ้าใจดีก็ส่งเพื่อนที่แสนดีมาให้เรา
เขียนโทรมานั่นเอง เขียนบอกว่านั่งคุยกับบอล
จึงได้รู้ว่าเรามีเรื่องบางอย่างที่ทำให้ขุ่นมัวอยู่ตอนนี้เลยโทรมา
เพื่อนเอ้ย เราน้ำตาไหลเลย จริงๆ นะ
ขอบใจมากนะเขียน ขอบใจจริงๆ ที่พูดจนลิงหลับ 555
ล้อเล่นนะ ขอบใจมากจริงๆ เขียน
คงไม่มีคำไหนจะรู้สึกภูมิใจไปได้มากกว่า การที่ประกาศในบล็อกนี้ว่า
เรามีเพื่อนชื่อ “เขียน”
(เรื่องราวอาจคล้ายที่คุยกับยีน ไม่เป็นไรนะ ขอยืมมาใช้หน่อย)
------------------------------------------------------------------------------------
ปล. ถึงวันนี้จะเศร้าๆ แต่ก็ขอบใจเพื่อนเขียนและเพื่อนบอล
ก็เหมือนว่าจะได้ฟังข่าวดีว่าน้องจะกลับพรุ่งนี้แล้ว
แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ได้รู้ว่าเพื่อนที่เราคบมาเกือบ 3 ปี
เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน
แล้วเราก็ตัดสินใจจะเลิกคบกับเขา(อีกครั้ง)
ด้วยหลายเหตุผล แต่ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เรา
รู้สึกแย่แสนแย่ มาโดยตลอด
พยายามมองหาข้อดี ก่อนที่จะตัดสินใจ
แต่ในเวลาที่ไฟโหมเช่นนี้ เรื่องดีๆ เล็กๆ น้อยๆ
ที่เราเคยประทับใจหนักหนา กลับกลายเป็นแค่เรื่องขี้หมา
วันนี้ตื่นเช้าหน่อย น้องทำเสียงดังปลุก
น้องไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่เพราะเราเป็นคนหูเร็วเกินไป
เริ่มต้นด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยที่ต้องตื่นเช้า แม้จะเป็นวันหยุดที่รอคอย
ฝนตกตั้งแต่เมื่อคืน อากาศเย็นสบาย จนไม่อยากไปไหน ไม่อยากทำอะไร
นอกจากนอนอ่านหนังสือ และกินเค้ก
แต่แล้ว เมื่อเมฆฝนเริ่มยอมให้แดดส่องผ่าน
เราจึงพาน้องออกไปกินอาหารเวียดนามแถวช้างคลาน
ซื้อก๊วยจั๊บญวนไปฝากบ้านหลินด้วย
จากนั้นกะว่า จะไปช้อปปิ้งเครื่องประทินโฉมที่เซ็นทรัล แอร์พอร์ท
แต่รถติดตั้งแต่ระยะ 500 เมตรก่อนถึงทางเข้า
เลยเปลี่ยนใจ มุ่งหน้าไปที่แม่ริม พาน้องเที่ยว
แวะพิพิธภัณฑ์เจ้าดารารัศมี แล้วก็ไปที่สวนพฤกศาสตร์
เป็นครั้งแรกที่ขับรถไปไกลขนาดนั้น แถมยังเป็นทางลาดชัน
ซึ่งทางบางช่วง ทำเราตื่นเต้นไม่น้อย น้องไม่รู้หรอก ว่านี่เป็นครั้งแรกกกกกก
อากาศร้อนได้ใจ แต่ฟ้าก็สวยเป็นใจสมกับที่น้องรอให้พาไปเที่ยว
ต้นไม้ดอกไม้ในสวนพฤกษศาสตร์สีอาจไม่สดเหมือนตามรีสอร์ท
แต่ก็คิดว่าได้ใจน้องไปบ้าง เราชอบที่นั่น
คิดไว้แล้วว่า ถ้าว่างๆ จะเอาหนังสือไปนั่งอ่านเล่น
มีหลายมุมมาก ที่น่าเอาใจไปทิ้งไว้
กลับจากสวนพฤกษศาสตร์ ก็แวะเข้าบ้านก่อน เพราะรู้สึกเพลีย
เลยโทรไปขอให้พี่ชายเขาพาน้องเขาไปเดินถนนคนเดินแทน
แต่... ก็ดันโดนว่ามาอีก ว่าพูดไม่รู้เรื่อง เฮ้อ
ทำดีได้ดีมีที่ไหนกันเนาะ
พี่เขาบอกให้พาน้องไปส่งที่บ้านเขา เราก็รับปากไป
ซึ่งก็มาคิดได้ตอนหลังว่าทำไมเขาไม่มารับเองนะ
กลับมาถึงบ้าน แอบเอาแมวดำน้อยเข้าบ้าน
เอามากอดไว้ แต่มันก็ไม่ยอมอยู่เฉยหรอก
จิตใจเริ่มฟุ้งซ่าน เลยลุกไปเปิดหนังเรื่อง Café Lumiere
ดูไปก็เกือบหลับไป ตั้งหลายรอบ
และก็ดูไม่จบ เพราะมีแว่บหนึ่งที่อยากกินข้าวแกงกระหรี่
เลยโทรชวนน้องเมย์สวยออกไปกิน และแวะเช่าหนังที่ Entertain หลังมอด้วย
ได้เรื่อง Before Sun Rise มา
หนังเก่าที่หลายคนพูดถึงเขียนถึง เราเองก็เคยเขียนถึง ในที่สุด เราก็กำลังจะได้ดู
แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าอยากไปเช่าหนังสือร้านดาว
ไปยืนมองหาหนังสืออยู่เกือบชั่วโมง
ฟังเพลงเศร้าที่ร้านเปิดจนจะร้องไห้แล้ว ไม่เจอหนังสือที่ถูกใจสักที
ไม่รู้ทำไม หนังสือใหม่ๆ ที่ออกมา ไม่เป็นแบบที่เราเคยอ่านบ้าง
หลายๆ ชั้นมีแต่หนังสือที่ดารา นักร้องเขียน
ไม่น่าอ่านเลยสักนิด แต่ก็ยอมรับว่าดาราหลายคนเขียนดี
อย่างที่เคยอ่านก็ของ ทราย กับศรราม
นึกแล้วเศร้าที่สุด ที่หาหนังสืออ่านไม่ได้
บางทีอาจเป็นเพราะว่า ไม่รู้ว่าตัวเองอยากอ่านแนวไหนกันแน่
ให้กำลังใจความรัก หรือเรื่องที่ต้องอ่านต่อจนวางไม่ลง
จะอ่านอีโรติค หรือจะอ่านวรรณกรรมเด็ก
เดินวนไปมาอยู่หลายรอบ จนมาสะดุดตากับนักเขียน
มูราคามิ กับหนังสือชื่อ after the quake
โปรดสังเกต ชื่อหนังสือ ใช้ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด
ไม่รู้เหมือนกันว่ามูราคามิมีความจงใจอันได
ปล. after the quake นะ ไม่ใช่ after the cake
((ปล. อีกรอบ ถ้าเป็นเค้กที่เราทำเอง
ใครกินก็ต้องมีความสุข เพราะมันอร่อย 555))
ในขณะที่กำลังนั่งพิมพ์บันทึกนี้ลงบล๊อก
ท่ามกลางความเหงาที่มานั่งขนาบข้างอยู่
พลางคุยกับจิ เอิร์ธ และหนุ่ย ทาง MSN
แล้วนางฟ้าใจดีก็ส่งเพื่อนที่แสนดีมาให้เรา
เขียนโทรมานั่นเอง เขียนบอกว่านั่งคุยกับบอล
จึงได้รู้ว่าเรามีเรื่องบางอย่างที่ทำให้ขุ่นมัวอยู่ตอนนี้เลยโทรมา
เพื่อนเอ้ย เราน้ำตาไหลเลย จริงๆ นะ
ขอบใจมากนะเขียน ขอบใจจริงๆ ที่พูดจนลิงหลับ 555
ล้อเล่นนะ ขอบใจมากจริงๆ เขียน
คงไม่มีคำไหนจะรู้สึกภูมิใจไปได้มากกว่า การที่ประกาศในบล็อกนี้ว่า
เรามีเพื่อนชื่อ “เขียน”
(เรื่องราวอาจคล้ายที่คุยกับยีน ไม่เป็นไรนะ ขอยืมมาใช้หน่อย)
------------------------------------------------------------------------------------
ปล. ถึงวันนี้จะเศร้าๆ แต่ก็ขอบใจเพื่อนเขียนและเพื่อนบอล
Wednesday, April 26, 2006
80 90
วันนี้เอาเพลงมาฝาก คนอ้วนทั้งหลาย
อย่ากังวลคิดมากไป อย่าใส่ใจแม้โลกจะเปลี่ยนผัน
สิ่งดีดีที่ให้กัน ยังจะเป็นเหมือนเดิม แน่นอน ฉันสัญญา
ต่อให้อายุ สัก 80 สัก 90 เดินไม่ค่อยไหว
ไม่ว่าเส้นผมมันจะเปลี่ยนสีไป ก็ไม่สน
ต่อให้รอยยิ้มมันจะเหี่ยวมันจะหย่อน ไม่ใช่เหตุผล
เธอจะอ้วนท้วนแค่ไหนไม่บ่น ยังไงก็รักเธอ
ต่อให้อ้วนท้วนและเริ่มขี้บ่นยังไงก็รักเธอ
ต่อให้อายุ สัก 80 สัก 90 เดินไม่ค่อยไหว
เส้นผมบนหัวมันจะหลุดหายไป ก็ไม่สน
ต่อให้รอยยิ้มมันจะเหี่ยวมันจะหย่อน ไม่ใช่เหตุผล
เธอจะอ้วนท้วนแค่ไหนไม่บ่น ยังไงก็รักเธอ
ต่อให้อ้วนท้วนและเริ่มขี้บ่นยังไงก็รักเธอ
ฉันรักเธอที่ตรงไหน เธอก็น่าจะรู้ดี
ย้ำๆ เธออีกสักที ฉันรักเธอที่หัวใจ
แม้อาไรจะเหี่ยวเฉา รักของเราจะยังใหม่
แม้ต้องเป็นตากับยาย เราก็ยังจะรักกัน
------------------------------
นั่นแหละ ไม่ว่าจะยังไงก็ยังรัก
อย่ากังวลคิดมากไป อย่าใส่ใจแม้โลกจะเปลี่ยนผัน
สิ่งดีดีที่ให้กัน ยังจะเป็นเหมือนเดิม แน่นอน ฉันสัญญา
ต่อให้อายุ สัก 80 สัก 90 เดินไม่ค่อยไหว
ไม่ว่าเส้นผมมันจะเปลี่ยนสีไป ก็ไม่สน
ต่อให้รอยยิ้มมันจะเหี่ยวมันจะหย่อน ไม่ใช่เหตุผล
เธอจะอ้วนท้วนแค่ไหนไม่บ่น ยังไงก็รักเธอ
ต่อให้อ้วนท้วนและเริ่มขี้บ่นยังไงก็รักเธอ
ต่อให้อายุ สัก 80 สัก 90 เดินไม่ค่อยไหว
เส้นผมบนหัวมันจะหลุดหายไป ก็ไม่สน
ต่อให้รอยยิ้มมันจะเหี่ยวมันจะหย่อน ไม่ใช่เหตุผล
เธอจะอ้วนท้วนแค่ไหนไม่บ่น ยังไงก็รักเธอ
ต่อให้อ้วนท้วนและเริ่มขี้บ่นยังไงก็รักเธอ
ฉันรักเธอที่ตรงไหน เธอก็น่าจะรู้ดี
ย้ำๆ เธออีกสักที ฉันรักเธอที่หัวใจ
แม้อาไรจะเหี่ยวเฉา รักของเราจะยังใหม่
แม้ต้องเป็นตากับยาย เราก็ยังจะรักกัน
------------------------------
นั่นแหละ ไม่ว่าจะยังไงก็ยังรัก
Monday, April 24, 2006
ทางเลือก
มีคำพูดหนึ่ง อยากจะบอกใครคนหนึ่ง แต่คงไม่กล้าพูด
“เลือกรักคนที่เขารักเรา ดีกว่าไหม”
ฉันไม่อยากเห็นเขาต้องเจ็บปวด ต้องเศร้าอีก
รักอาจจะเลือกไม่ได้ กำหนดทิศทางไม่ได้
แต่ลองเปิดใจให้กับคนที่รักคุณดูบ้างสิ
บางทีมันอาจจะดีกว่าที่คุณต้องมานั่งรอคอยอย่างไร้ทิศทางแบบนี้
ถ้าตอนนี้มีใครสักคนมารักฉัน
ฉันก็อาจจะลองรักเขาดูเหมือนกัน
เคยมีคำถามถามตัวเองว่า...
“ระหว่างการหันหลังให้ความรักกับการวิ่งตามคนรัก อย่างไหนเหนื่อยกว่ากัน”
ฉันยังไม่ได้คำตอบ แต่ฉันเลือกหันหลังให้ความรัก
ปฏิเสธความรักของตัวเองที่เคยซื่อตรงกับใครคนหนึ่งมาโดยตลอด
วันนี้ฉันทำได้แค่หันหลังให้กับเขา
แต่ยังไม่อาจหันหลังให้กับความรักที่มีต่อเขาได้เลย
คงต้องใช้เวลา ...
“เลือกรักคนที่เขารักเรา ดีกว่าไหม”
ฉันไม่อยากเห็นเขาต้องเจ็บปวด ต้องเศร้าอีก
รักอาจจะเลือกไม่ได้ กำหนดทิศทางไม่ได้
แต่ลองเปิดใจให้กับคนที่รักคุณดูบ้างสิ
บางทีมันอาจจะดีกว่าที่คุณต้องมานั่งรอคอยอย่างไร้ทิศทางแบบนี้
ถ้าตอนนี้มีใครสักคนมารักฉัน
ฉันก็อาจจะลองรักเขาดูเหมือนกัน
เคยมีคำถามถามตัวเองว่า...
“ระหว่างการหันหลังให้ความรักกับการวิ่งตามคนรัก อย่างไหนเหนื่อยกว่ากัน”
ฉันยังไม่ได้คำตอบ แต่ฉันเลือกหันหลังให้ความรัก
ปฏิเสธความรักของตัวเองที่เคยซื่อตรงกับใครคนหนึ่งมาโดยตลอด
วันนี้ฉันทำได้แค่หันหลังให้กับเขา
แต่ยังไม่อาจหันหลังให้กับความรักที่มีต่อเขาได้เลย
คงต้องใช้เวลา ...
Saturday, April 22, 2006
อาจมีพายแอปเปิ้ลแสนอร่อยอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้
ไม่ว่าตู้โชว์เค้กและพายของร้านใดที่ฉันเข้าไปก้มๆ เงยๆ เลือกสั่งขนม
จะมีไวท์ช็อคชีสเค้ก หน้าตาสวยนอนรอฉันอยู่ในตู้
ฉันกลับสั่งพายแอปเปิ้ลมาชิมจากร้านที่มีทุกครั้งไป
ทั้งที่ฉันคิดว่าไวท์ช็อคชีสเค้กน่าจะอร่อยกว่าพายแอปเปิ้ลเปลือกแข็งๆ
และฉันก็ชอบกินขนมทุกอย่างที่ทำจากไวท์ช็อคมากที่สุด
บางทีคนเราก็เลือกทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าดีที่สุด
แต่กลับเลือกสิ่งอยากทำ ณ เวลาขณะนั้น
ด้วยการตัดสินใจเพียงแว๊บเดียว
เพราะความคาดหวังหรือเปล่าที่ฉันสั่งพายแอปเปิ้ลมาชิม
ฉันหวังให้มันมีรสชาติเหมือนแอปเปิ้ลสตูเดิ้ลที่ฉันเคยทำ
ตอนไปเรียนทำอาหารที่โรงแรมเมอริเดียน
แอปเปิ้ลสตูเดิ้ลคือ ชิ้นแอปเปิ้ลรสเปรี้ยวนิดๆ หั่นขนาดเท่าลูกเต๋า
นำไปคลุกกับมะพร้าวขูดฝอยชนิดแห้ง เนยละลาย และน้ำตาล
ห่อด้วยแป้ง Folio แผ่นบางๆ ที่วางซ้อนกันสองสามแผ่น ทาเนยละลายก่อนว่างไส้
แล้วม้วนห่อเหมือนปอเปี๊ยะ นำไปอบให้แป้งกรอบ
ออกมาหน้าตาเหมือนโรตีนม
ควรทานตอนยังอุ่นๆ จะให้รสชาติที่ดีกว่า
สตูเดิ้ลที่แสนอร่อยจะต้องรู้สึกได้จากจมูกและลิ้น
กลิ่นหอมของแป้งกับกลิ่นเนย ได้รสหวานมันปนเปรี้ยวจากไส้
ชิ้นแอปเปิ้ลที่ถูกอบจะกรอบนอก แต่ไม่เละใน
แผ่นแป้งกรอบเช่นกัน แต่ก็ไม่ร่วน
สตูเดิ้ลเป็นรสชาติที่ฉันไม่อาจลืม
หนึ่งในสูตรขนมที่ฉันระบุว่าต้องทำขายแน่นอนหากได้เปิดร้าน
สตูเดิ้ลไม่มีขายทั่วไปตามร้านขายเค้กหรือพาย
ฉันหวังว่าพายแอปเปิ้ลจะทดแทนแอปเปิ้ลสตูเดิ้ลได้
สั่งมาชิมครั้งแรก ก็รู้ว่ามันไม่เหมือนกัน ด้วยรสชาติที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ชิ้นแอปเปิ้ลในใส่พายมันเละหมดแล้ว แถมยังมีกลิ่นของอบเชยแสนฉุน
แต่ฉันก็ยังคงเฝ้าเพียรสั่งพายแอปเปิ้ลมากิน
ครั้งล่าสุดคือ ที่ร้าน Mo’C Mo’ L หน้ามอ
ฉันถามคนขายว่า “พายแอปเปิ้ลใส่อบเชยหรือเปล่าค่ะ”
คนขายหันไปซุบซิบกับคนขายอีกคน (แต่ฉันก็ได้ยิน) ว่า “อบเชยคือชินนามอนใช่ไหม”
แล้วเขาก็หันมายิ้มและบอกว่า “ไม่ใส่ค่ะ”
ฉันตัดสินใจสั่งพายแอปเปิ้ลอีกครั้ง คาดว่าไม่มีอบเชย ฉันคงจะชอบมัน
คำแรกที่ฉันตักมันเข้าปาก ลิ้นก็รับรสได้ว่ามันไม่อร่อย
ฉันจึงได้แต่เขี่ยไส้ออก ละเอียดกินแต่เปลือกพายกรอบๆ
ถึงกระนั้น ฉันก็ยังตั้งใจว่า ฉันจะเพียรสั่งพายแอปเปิ้ลมากินต่อไป
ด้วยหวังว่าจะมีพายแอปเปิ้ลแสนอร่อยอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้
อาจไม่เท่ากับสตูเดิ้ล แต่มันก็คงจะต้องอร่อยในแบบที่แตกต่างกัน
หรือบางที อาจจะเป็นที่ร้านของฉันเองก็ได้ (ฮึๆๆๆ)
ก็คงเหมือนกับการตามหาใครสักคน ที่เขาบอกว่า อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม
พายแอปเปิ้ลแสนอร่อยอาจจะรอให้ฉันไปชิมอยู่ที่ร้านเค้กร้านใดร้านหนึ่ง
เช่นเดียวกับใครคนนั้น ที่กำลังรอการพบกันของเราอยู่ที่ใดสักแห่งบนโลกนี้
จะมีไวท์ช็อคชีสเค้ก หน้าตาสวยนอนรอฉันอยู่ในตู้
ฉันกลับสั่งพายแอปเปิ้ลมาชิมจากร้านที่มีทุกครั้งไป
ทั้งที่ฉันคิดว่าไวท์ช็อคชีสเค้กน่าจะอร่อยกว่าพายแอปเปิ้ลเปลือกแข็งๆ
และฉันก็ชอบกินขนมทุกอย่างที่ทำจากไวท์ช็อคมากที่สุด
บางทีคนเราก็เลือกทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าดีที่สุด
แต่กลับเลือกสิ่งอยากทำ ณ เวลาขณะนั้น
ด้วยการตัดสินใจเพียงแว๊บเดียว
เพราะความคาดหวังหรือเปล่าที่ฉันสั่งพายแอปเปิ้ลมาชิม
ฉันหวังให้มันมีรสชาติเหมือนแอปเปิ้ลสตูเดิ้ลที่ฉันเคยทำ
ตอนไปเรียนทำอาหารที่โรงแรมเมอริเดียน
แอปเปิ้ลสตูเดิ้ลคือ ชิ้นแอปเปิ้ลรสเปรี้ยวนิดๆ หั่นขนาดเท่าลูกเต๋า
นำไปคลุกกับมะพร้าวขูดฝอยชนิดแห้ง เนยละลาย และน้ำตาล
ห่อด้วยแป้ง Folio แผ่นบางๆ ที่วางซ้อนกันสองสามแผ่น ทาเนยละลายก่อนว่างไส้
แล้วม้วนห่อเหมือนปอเปี๊ยะ นำไปอบให้แป้งกรอบ
ออกมาหน้าตาเหมือนโรตีนม
ควรทานตอนยังอุ่นๆ จะให้รสชาติที่ดีกว่า
สตูเดิ้ลที่แสนอร่อยจะต้องรู้สึกได้จากจมูกและลิ้น
กลิ่นหอมของแป้งกับกลิ่นเนย ได้รสหวานมันปนเปรี้ยวจากไส้
ชิ้นแอปเปิ้ลที่ถูกอบจะกรอบนอก แต่ไม่เละใน
แผ่นแป้งกรอบเช่นกัน แต่ก็ไม่ร่วน
สตูเดิ้ลเป็นรสชาติที่ฉันไม่อาจลืม
หนึ่งในสูตรขนมที่ฉันระบุว่าต้องทำขายแน่นอนหากได้เปิดร้าน
สตูเดิ้ลไม่มีขายทั่วไปตามร้านขายเค้กหรือพาย
ฉันหวังว่าพายแอปเปิ้ลจะทดแทนแอปเปิ้ลสตูเดิ้ลได้
สั่งมาชิมครั้งแรก ก็รู้ว่ามันไม่เหมือนกัน ด้วยรสชาติที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ชิ้นแอปเปิ้ลในใส่พายมันเละหมดแล้ว แถมยังมีกลิ่นของอบเชยแสนฉุน
แต่ฉันก็ยังคงเฝ้าเพียรสั่งพายแอปเปิ้ลมากิน
ครั้งล่าสุดคือ ที่ร้าน Mo’C Mo’ L หน้ามอ
ฉันถามคนขายว่า “พายแอปเปิ้ลใส่อบเชยหรือเปล่าค่ะ”
คนขายหันไปซุบซิบกับคนขายอีกคน (แต่ฉันก็ได้ยิน) ว่า “อบเชยคือชินนามอนใช่ไหม”
แล้วเขาก็หันมายิ้มและบอกว่า “ไม่ใส่ค่ะ”
ฉันตัดสินใจสั่งพายแอปเปิ้ลอีกครั้ง คาดว่าไม่มีอบเชย ฉันคงจะชอบมัน
คำแรกที่ฉันตักมันเข้าปาก ลิ้นก็รับรสได้ว่ามันไม่อร่อย
ฉันจึงได้แต่เขี่ยไส้ออก ละเอียดกินแต่เปลือกพายกรอบๆ
ถึงกระนั้น ฉันก็ยังตั้งใจว่า ฉันจะเพียรสั่งพายแอปเปิ้ลมากินต่อไป
ด้วยหวังว่าจะมีพายแอปเปิ้ลแสนอร่อยอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้
อาจไม่เท่ากับสตูเดิ้ล แต่มันก็คงจะต้องอร่อยในแบบที่แตกต่างกัน
หรือบางที อาจจะเป็นที่ร้านของฉันเองก็ได้ (ฮึๆๆๆ)
ก็คงเหมือนกับการตามหาใครสักคน ที่เขาบอกว่า อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม
พายแอปเปิ้ลแสนอร่อยอาจจะรอให้ฉันไปชิมอยู่ที่ร้านเค้กร้านใดร้านหนึ่ง
เช่นเดียวกับใครคนนั้น ที่กำลังรอการพบกันของเราอยู่ที่ใดสักแห่งบนโลกนี้
Wednesday, April 12, 2006
แค่ได้คิดถึง
แค่ได้คิดถึง - ญารินดา
ตั้งแต่ครั้งที่เราจากกันแสนไกล
เหตุและผลมากมายไม่เคยสำคัญ
เท่ากับความรู้สึกที่ใจของฉันนั้นเก็บให้เธอ
แต่ละครั้งที่เราผ่านมาพบกัน
อาจบังเอิญได้ยินข่าวคราวของเธอ
นั่นคือความรู้สึกที่ดีที่ฉันคอยอยู่เสมอ
ขอบฟ้าที่เรานั่งมองคราวนั้นยังมีความหมาย
ต้นไม้ลำธารยิ่งมองยิ่งคิดถึงเธอมากมาย
ชีวิตที่มันขาดเธอวันนี้ยังเดินต่อไป แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ
หยิบเอาภาพที่เรากอดคอด้วยกัน
ได้แต่ยิ้มกับมันด้วยความชื่นใจ
และก็ยังเสียดายกับการสูญเสียเธออยู่เรื่อยมา
ได้ยินเสียงบทเพลงที่เธอชอบฟัง
และทุกครั้งก็ยังแอบมีน้ำตา
ยิ่งเวลารู้สึกไม่มี ไม่เหลือใครอยู่ตรงนี้
-----------------------------
เพลงนี้เป็นเพลงของนักร้องคนโปรด
เพลงที่เราชอบมาก
"นมเย็นหรือนมร้อนดีนะ"
"นมร้อนจะได้หลับสบาย - นมเย็นก็ชื่นใจดี
แต่ว่าน้ำแข็งอาจจะละลายได้ ถ้าเขายังไม่กลับหรือหลับไปแล้ว"
"เอาไปฝากไว้ที่ใต้หอเหมือนเดิม หรือจะเอาไปแขวนไว้หน้าห้องดีนะ"
"ถ้าขึ้นไปถึงหน้าห้อง แล้วเห็นรองเท้าสองคู่ล่ะ ปวดใจอีกสิ"
"สั่งนมร้อนเขียวดีกว่า อุ่นๆ หลับสบาย แล้วก็หอมน้ำเขียวด้วย
ส่วนเราก็กินนมเย็น ของโปรด"
--- ----- ------ ----
ขับรถกลับบ้าน น้ำตาไหลอีกแล้ว ครั้งที่สองของวันนี้
ไม่ได้แวะไปหาเขาอย่างที่ตั้งใจ
ช่วงนี้อาจะเป็นช่วงที่ทรมานสักหน่อย
แต่อย่างน้อยมันก็ดี ตรงที่เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรอย่างที่เราเป็น
ที่บอกลาก็ด้วยเหตุผลนี้ไง เพื่อให้เขาสบายใจที่สุด
Monday, April 10, 2006
ความรักที่ยิ่งใหญ่มาจากใจที่ซื่อตรง
“ความรักที่ยิ่งใหญ่มาจากใจที่ซื่อตรง
ความรักที่มั่นคงมาจากรักที่จริงใจ”
ข้อความจากใครส่งมาไม่รู้ มิได้เมมเบอร์โทรศัพท์ไว้
อาจจะส่งผิด เพราะโทรศัพท์เรามักมีคนโทรมาผิดประจำ
ชอบมากข้อความนี้
แต่ไม่อาจจะอธิบายไว้ตรงนี้ได้
อยากจะลืมๆ มันไป ให้เป็นแค่ Past Tense
ไม่ใช่ Past Perfect Tense
“ด้วยหัวใจที่ซื่อตรงและจริงใจ เราจึงมีรักที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงให้กับใครคนหนึ่ง
คนที่เขามิได้คิดว่ามันเป็นรักยิ่งใหญ่
คนที่เรามิควรจะรักเขาด้วยเหตุผล
แต่เรายังรักเขาอย่างซื่อตรงและจริงใจ ด้วยความไม่มีเหตุผล”
ความรักที่มั่นคงมาจากรักที่จริงใจ”
ข้อความจากใครส่งมาไม่รู้ มิได้เมมเบอร์โทรศัพท์ไว้
อาจจะส่งผิด เพราะโทรศัพท์เรามักมีคนโทรมาผิดประจำ
ชอบมากข้อความนี้
แต่ไม่อาจจะอธิบายไว้ตรงนี้ได้
อยากจะลืมๆ มันไป ให้เป็นแค่ Past Tense
ไม่ใช่ Past Perfect Tense
“ด้วยหัวใจที่ซื่อตรงและจริงใจ เราจึงมีรักที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงให้กับใครคนหนึ่ง
คนที่เขามิได้คิดว่ามันเป็นรักยิ่งใหญ่
คนที่เรามิควรจะรักเขาด้วยเหตุผล
แต่เรายังรักเขาอย่างซื่อตรงและจริงใจ ด้วยความไม่มีเหตุผล”
Sunday, March 26, 2006
แอบร้าย
ฉันวางแผนชั่วร้ายแสร้งทำเป็นดี
ก็ด้วยความเจ็บใจที่ถูกกีดกันไม่ให้ไปเล่นแบดมินตัน 2 ครั้งแล้ว
เหตุผลคือ ... เรามีทีมเล่นแบดมินตันกัน 6 คน
เรามักจะไปเล่นกันที่สนามกีฬา 700 ปี เวลา 1 ทุ่ม
เล่นกันวันละ 2 ชั่วโมง
1 ทุ่ม เป็ฯเวลาที่ทุกคนน่าจะพร้อมเพรียงได้ หลังจากเลิกงานแล้ว
แต่ละคนเลิกงานไม่ตรงเวลากัน โดยมากแล้วเราก็มักจะไปเลทเล็กน้อย
เพราะเลิกงานช้ากว่าคนอื่น
พี่ติ๊กบอกเสมอๆ ว่า 6 คนกำลังดี เราขอชวนเพื่อนที่ทำงานไปด้วย
ก็ไม่ให้ไป ใจดำ
แล้วมาวันหนึ่ง วันที่เราส่งข่าวให้ชวนกันไปเล่นแบดวันศุกร์
พี่ติ๊กลาบบอกเวลากลับมาว่า เวลาเดิม 1 ทุ่ม
พอใกล้เวลาอีก 5 นาที 6 โมงเย็น พี่ติ๊กก็เอ็มมาบอกว่า
เปลี่ยนเวลาเป็น 6 โมง
เราเริ่มฉุนนิดๆ งานที่ทำงานก็ยังไม่เสร็จดี
กว่าจะลุล่วงก็ออกจากอ๊อฟฟิศ 1 ทุ่ม
เราเลยตัดสินใจไม่ไปแล้ว เพราะกว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
กว่าไปถึงสนาม ก็คง 1 ทุ่มครึ่ง
แถมพี่ยุ้ยโทรมาบอกว่า มีคนอยู่ด้วยกัน 7 คนแล้ว เราเลยไม่ไป
เพราะไม่อยากเสียเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเล่นแค่ไม่กี่นาที
โมโหๆๆๆ โกรธๆๆ ทั้งที่ก็รู้ว่าไม่ใช่ความผิดใคร
แค่พวกคนที่ไม่ใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น
เวลาผ่านไป 1 วัน หายโกรธแล้ว
พี่ติ๊กโทรมาตอนดึกของวันเสาร์ บอกว่าวันอาทิตย์จะไปเล่นกันหรือเปล่า
จะโทรบอกให้ stand by ไว้
วันทั้งวันก็เงียบไป เราอุตส่าห์รีบไปจัดการธุระจนเสร็จดี
มาออนเอ็ม เจอพี่ติ๊ก เลยเข้าไปถามว่า
วันนี้ไม่มีใครเลยเหรอ
พี่ติ๊กตอบกลับมาว่า .... “ไป แต่คนเต็มแล้ว”
มีใครบ้างไม่เสียความรู้สึกกับสองเหตุการณ์นี้
เราเลยรวบรวมพลพรรค สร้างทีมขึ้นมาใหม่
อันได้แก่ เรา พี่ยุ้ย เพื่อนพี่ยุ้ย บิว บะอุ๊ และเพื่อนบะอุ๊
รวมเป็น 6 คน ชิ !! เราไม่ง้อพวกคนใจดำพวกนั้นหรอก
คอยดูนะ ถ้าวันไหน คนเขาไม่ครบ เขามาชวนเรา
เราจะไม่ไป แล้วถ้าเขามาขอเล่นกับพวกเรา
เราก็จะให้ ไม่ว่าคนเราจะครบจะเกิน
เราจะเอาความดี เขาข่มพวกคนใจร้ายพวกนั้น
แต่ขอบอก ในใจจริงๆ อยากเอาชนะ
ไม่ได้เป็นคนดีอะไรหรอก
พี่เจงเคยบอกว่า “คนดีกับคนโง่น่ะ ใกล้กันนิดเดียว”
ก็ด้วยความเจ็บใจที่ถูกกีดกันไม่ให้ไปเล่นแบดมินตัน 2 ครั้งแล้ว
เหตุผลคือ ... เรามีทีมเล่นแบดมินตันกัน 6 คน
เรามักจะไปเล่นกันที่สนามกีฬา 700 ปี เวลา 1 ทุ่ม
เล่นกันวันละ 2 ชั่วโมง
1 ทุ่ม เป็ฯเวลาที่ทุกคนน่าจะพร้อมเพรียงได้ หลังจากเลิกงานแล้ว
แต่ละคนเลิกงานไม่ตรงเวลากัน โดยมากแล้วเราก็มักจะไปเลทเล็กน้อย
เพราะเลิกงานช้ากว่าคนอื่น
พี่ติ๊กบอกเสมอๆ ว่า 6 คนกำลังดี เราขอชวนเพื่อนที่ทำงานไปด้วย
ก็ไม่ให้ไป ใจดำ
แล้วมาวันหนึ่ง วันที่เราส่งข่าวให้ชวนกันไปเล่นแบดวันศุกร์
พี่ติ๊กลาบบอกเวลากลับมาว่า เวลาเดิม 1 ทุ่ม
พอใกล้เวลาอีก 5 นาที 6 โมงเย็น พี่ติ๊กก็เอ็มมาบอกว่า
เปลี่ยนเวลาเป็น 6 โมง
เราเริ่มฉุนนิดๆ งานที่ทำงานก็ยังไม่เสร็จดี
กว่าจะลุล่วงก็ออกจากอ๊อฟฟิศ 1 ทุ่ม
เราเลยตัดสินใจไม่ไปแล้ว เพราะกว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
กว่าไปถึงสนาม ก็คง 1 ทุ่มครึ่ง
แถมพี่ยุ้ยโทรมาบอกว่า มีคนอยู่ด้วยกัน 7 คนแล้ว เราเลยไม่ไป
เพราะไม่อยากเสียเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเล่นแค่ไม่กี่นาที
โมโหๆๆๆ โกรธๆๆ ทั้งที่ก็รู้ว่าไม่ใช่ความผิดใคร
แค่พวกคนที่ไม่ใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น
เวลาผ่านไป 1 วัน หายโกรธแล้ว
พี่ติ๊กโทรมาตอนดึกของวันเสาร์ บอกว่าวันอาทิตย์จะไปเล่นกันหรือเปล่า
จะโทรบอกให้ stand by ไว้
วันทั้งวันก็เงียบไป เราอุตส่าห์รีบไปจัดการธุระจนเสร็จดี
มาออนเอ็ม เจอพี่ติ๊ก เลยเข้าไปถามว่า
วันนี้ไม่มีใครเลยเหรอ
พี่ติ๊กตอบกลับมาว่า .... “ไป แต่คนเต็มแล้ว”
มีใครบ้างไม่เสียความรู้สึกกับสองเหตุการณ์นี้
เราเลยรวบรวมพลพรรค สร้างทีมขึ้นมาใหม่
อันได้แก่ เรา พี่ยุ้ย เพื่อนพี่ยุ้ย บิว บะอุ๊ และเพื่อนบะอุ๊
รวมเป็น 6 คน ชิ !! เราไม่ง้อพวกคนใจดำพวกนั้นหรอก
คอยดูนะ ถ้าวันไหน คนเขาไม่ครบ เขามาชวนเรา
เราจะไม่ไป แล้วถ้าเขามาขอเล่นกับพวกเรา
เราก็จะให้ ไม่ว่าคนเราจะครบจะเกิน
เราจะเอาความดี เขาข่มพวกคนใจร้ายพวกนั้น
แต่ขอบอก ในใจจริงๆ อยากเอาชนะ
ไม่ได้เป็นคนดีอะไรหรอก
พี่เจงเคยบอกว่า “คนดีกับคนโง่น่ะ ใกล้กันนิดเดียว”
Friday, March 17, 2006
ตัวเล็กตัวใหญ่ สำคัญไหม
เคยมีความรู้สึกแบบนี้กันไหม
ความรู้สึกว่าตัวเล็กหรือตัวใหญ่กว่าคนที่เรารัก
ไม่ได้หมายถึงขนาดตัวนะ แต่หมายถึงความรู้สึกๆๆๆๆๆ
ฉันรู้สึกว่าฉันตัวเล็กกว่าเขา
และยิ่งรู้สึกเล็กมากเมื่ออยู่ในอ้อมกอดเขา
(ทั้งที่บางที เขาอาจจะคิดว่าฉันตัวใหญ่จัง)
มันอบอุ่น เหมือนได้รับการปกป้อง
ซึ่งเป็นความอบอุ่นเดียวกับตอนที่พ่อหรือแม่ห่มผ้าให้ตอนเด็กๆ
ฉันมักขอให้แม่ห่มผ้าให้ก่อนนอน เพราะมันอุ่นกว่าฉันห่มเอง
และการห่มผ้าให้ของพ่อกับแม่ก็ต่างกัน แม่ห่มให้ อุ่นกว่า
ทำไมก็ไม่รู้
กลับมาที่เรื่องตัวเล็กตัวใหญ่
ฉันว่า มันเป็นความรู้สึกที่ดีของผู้หญิงหากรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่า
ผู้หญิงส่วนมาก ต้องการผู้นำ ต้องการให้มีคนปกป้อง ดูแล
และเมื่อพวกหล่อนรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่า
ก็เท่ากับว่าพวกผู้ชายที่รักของหล่อน สามารถปกป้องหล่อนได้
แต่ผู้หญิงบางคนอาจจะอยากตัวใหญ่กว่า
ก็คงเป็นเรื่องของผู้หญิงเก่ง ที่ยอมใครไม่ลง แม้คนที่ตัวเองรัก
แต่... จริงๆ แล้ว ฉันก็ไม่แน่ใจนะว่า ...
ผู้หญิงควรจะรู้สึกว่าตัวเองตัวเท่ากับคนที่ตัวเองรัก
หรือควรจะรู้สึกว่าตัวเล็กกว่าดี
เพราะบางทีการที่ตัวเล็กกว่า มันเหมือนกับว่าเราเป็นลูกไก่ในกำมือ
จะบีบก็ตาย จะคลายก็เศร้า (อกหัก)
แล้วก็อยากรู้เหมือนกันว่า พวกผู้ชายเขารู้สึกแบบนี้เหมือนกันไหม
ความรู้สึกว่าตัวเล็กหรือตัวใหญ่กว่าคนที่เรารัก
ไม่ได้หมายถึงขนาดตัวนะ แต่หมายถึงความรู้สึกๆๆๆๆๆ
ฉันรู้สึกว่าฉันตัวเล็กกว่าเขา
และยิ่งรู้สึกเล็กมากเมื่ออยู่ในอ้อมกอดเขา
(ทั้งที่บางที เขาอาจจะคิดว่าฉันตัวใหญ่จัง)
มันอบอุ่น เหมือนได้รับการปกป้อง
ซึ่งเป็นความอบอุ่นเดียวกับตอนที่พ่อหรือแม่ห่มผ้าให้ตอนเด็กๆ
ฉันมักขอให้แม่ห่มผ้าให้ก่อนนอน เพราะมันอุ่นกว่าฉันห่มเอง
และการห่มผ้าให้ของพ่อกับแม่ก็ต่างกัน แม่ห่มให้ อุ่นกว่า
ทำไมก็ไม่รู้
กลับมาที่เรื่องตัวเล็กตัวใหญ่
ฉันว่า มันเป็นความรู้สึกที่ดีของผู้หญิงหากรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่า
ผู้หญิงส่วนมาก ต้องการผู้นำ ต้องการให้มีคนปกป้อง ดูแล
และเมื่อพวกหล่อนรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่า
ก็เท่ากับว่าพวกผู้ชายที่รักของหล่อน สามารถปกป้องหล่อนได้
แต่ผู้หญิงบางคนอาจจะอยากตัวใหญ่กว่า
ก็คงเป็นเรื่องของผู้หญิงเก่ง ที่ยอมใครไม่ลง แม้คนที่ตัวเองรัก
แต่... จริงๆ แล้ว ฉันก็ไม่แน่ใจนะว่า ...
ผู้หญิงควรจะรู้สึกว่าตัวเองตัวเท่ากับคนที่ตัวเองรัก
หรือควรจะรู้สึกว่าตัวเล็กกว่าดี
เพราะบางทีการที่ตัวเล็กกว่า มันเหมือนกับว่าเราเป็นลูกไก่ในกำมือ
จะบีบก็ตาย จะคลายก็เศร้า (อกหัก)
แล้วก็อยากรู้เหมือนกันว่า พวกผู้ชายเขารู้สึกแบบนี้เหมือนกันไหม
Wednesday, March 08, 2006
คุณพ่อพี่ยุ่น
นับตั้งแต่วันที่โบอิ้งโทรมาบอกข่าวเรื่องที่คุณพ่อพี่ยุ่นเสีย
พวกเราชาวโฟโต้ก็ไปงานศพกันทุกค่ำคืน
เราแอบหนีงานไปช่วงพระฉันเพลด้วย
เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งก็ช่วยได้นิดๆ หน่อยๆ
งานสวดศพตอนกลางคืนแต่ละคืน มีน้องหมอ
ภาควิชาออโธไปช่วยกันอย่างแข็งขัน ทั้งถ่ายรูป จุดธูป เสิร์ฟอาหาร เสิร์ฟน้ำ
สาวๆ โฟโต้ก็แอบกรี๊ดกร๊าดกัน เราแก่แล้ว ไม่รู้สึกอะไร
หลังจากพิธีสวดศพ โฟโต้ก็จะรวมตัวกันไปกินโน่นนี่
โดยมีพี่ยุ่นไปด้วย
คนรู้จักหลายคน ถามถึงพี่ยุ่นว่าเศร้าไหม งานศพเป็นอย่างไรบ้าง
เราตอบได้แค่ว่า ก็สนุกดี เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
พี่ยุ่นก็ยังฮาเหมือนเดิม
แต่เรา.. จะแอบเศร้าเวลาที่มองเห็นคุณแม่กับพี่เก๋ (พี่สาวพี่ยุ่น) ทำหน้าเศร้าตลอดเวลา
ตอนนี้ก็ผ่านงานศพไปหลายวัน เพิ่งได้หยิบหนังสืองานศพมาอ่าน
ซึ่งท๊อปกับฉอช่วยกันทำจนเกือบเช้า
จนออกมาเป็นรูปเล่มที่สวยงาม
ไม่มีใครที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วไม่ร้องไห้
เราเลยไม่กล้าอ่าน ในวันงาน เพราะกลัวบ่อน้ำตาแตก
แล้วในที่สุดก็ได้อ่านเมื่องานศพผ่านไปหลายวัน
อ่านเรื่องราวที่ลูก 3 คนเขียนถึงคุณพ่อ น้ำตาก็เริ่มไหลตั้งแต่พี่อันชัยบอกรักคุณพ่อ
ยิ่งร้องเข้าไปอีก ที่พี่เก๋บอกว่า ไม่ว่าจะพยายามดูแลคุณพ่ออย่างไร
ก็รู้สึกว่าเหมือนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับคุณพ่อ
อ่านของพี่ยุ่น ที่เขียนยาวกว่าใคร ก็ร้องๆๆๆ
จะมีใครคาดคิดบ้างว่า น้องเก่งก็แอบร้องไห้ ตอนที่เห็นคุณพ่อเจ็บ แล้วช่วยอะไรไม่ได้
ใครหลายคนที่เคยคิดว่า พี่ยุ่นไม่สนใจดูแลคุณพ่อ
นั่นแท้ที่จริงแล้ว น้องเก่งก็พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว
จงเป็นลูกที่ดีของคุณพ่อกันเถอะ พ่อพวกเรายังอยู่ ให้ดูแล ให้รัก ให้ตอบแทนบุญคุณ
พวกเราชาวโฟโต้ก็ไปงานศพกันทุกค่ำคืน
เราแอบหนีงานไปช่วงพระฉันเพลด้วย
เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งก็ช่วยได้นิดๆ หน่อยๆ
งานสวดศพตอนกลางคืนแต่ละคืน มีน้องหมอ
ภาควิชาออโธไปช่วยกันอย่างแข็งขัน ทั้งถ่ายรูป จุดธูป เสิร์ฟอาหาร เสิร์ฟน้ำ
สาวๆ โฟโต้ก็แอบกรี๊ดกร๊าดกัน เราแก่แล้ว ไม่รู้สึกอะไร
หลังจากพิธีสวดศพ โฟโต้ก็จะรวมตัวกันไปกินโน่นนี่
โดยมีพี่ยุ่นไปด้วย
คนรู้จักหลายคน ถามถึงพี่ยุ่นว่าเศร้าไหม งานศพเป็นอย่างไรบ้าง
เราตอบได้แค่ว่า ก็สนุกดี เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
พี่ยุ่นก็ยังฮาเหมือนเดิม
แต่เรา.. จะแอบเศร้าเวลาที่มองเห็นคุณแม่กับพี่เก๋ (พี่สาวพี่ยุ่น) ทำหน้าเศร้าตลอดเวลา
ตอนนี้ก็ผ่านงานศพไปหลายวัน เพิ่งได้หยิบหนังสืองานศพมาอ่าน
ซึ่งท๊อปกับฉอช่วยกันทำจนเกือบเช้า
จนออกมาเป็นรูปเล่มที่สวยงาม
ไม่มีใครที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วไม่ร้องไห้
เราเลยไม่กล้าอ่าน ในวันงาน เพราะกลัวบ่อน้ำตาแตก
แล้วในที่สุดก็ได้อ่านเมื่องานศพผ่านไปหลายวัน
อ่านเรื่องราวที่ลูก 3 คนเขียนถึงคุณพ่อ น้ำตาก็เริ่มไหลตั้งแต่พี่อันชัยบอกรักคุณพ่อ
ยิ่งร้องเข้าไปอีก ที่พี่เก๋บอกว่า ไม่ว่าจะพยายามดูแลคุณพ่ออย่างไร
ก็รู้สึกว่าเหมือนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับคุณพ่อ
อ่านของพี่ยุ่น ที่เขียนยาวกว่าใคร ก็ร้องๆๆๆ
จะมีใครคาดคิดบ้างว่า น้องเก่งก็แอบร้องไห้ ตอนที่เห็นคุณพ่อเจ็บ แล้วช่วยอะไรไม่ได้
ใครหลายคนที่เคยคิดว่า พี่ยุ่นไม่สนใจดูแลคุณพ่อ
นั่นแท้ที่จริงแล้ว น้องเก่งก็พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว
จงเป็นลูกที่ดีของคุณพ่อกันเถอะ พ่อพวกเรายังอยู่ ให้ดูแล ให้รัก ให้ตอบแทนบุญคุณ
Wednesday, February 22, 2006
ความจริงของความจริงในสายฝน
เมื่อคืนนี้ฝนตก
เช้านี้ท้องฟ้าดูสดใส น้ำฝนช่วยไล่หมอกควันไปได้บ้าง แต่ทว่าอากาศร้อนเหลือใจ
ฉันเปิดประตูออกมาจากบ้าน ทำตัวเอื่อยๆ อย่างเกียจคร้าน ไม่เร่งรีบไปทำงาน
ทั้งที่ก็สายมากแล้ว
มองหาร่องรอยน้ำฝนเมื่อคืน กลับไม่มีเลย
ความจริงของสายฝน คือการไม่เหลือร่องรอยหรือไร
แต่พอขับรถออกมาถึงถนน รู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย เห็นน้ำเจิ่งนองเป็นแห่งๆ ตามขอบฟุตบาท
ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า หวั่นใจอะไรกับเรื่องร่อยรอยฝนตกเมื่อคืนนี้
อากาศร้อนทำให้นึกถึงความแตกต่างเพียงไม่กี่คืนที่ผ่านมา
ที่ฉันยังนอนห่มผ้าขดตัวหาไออุ่นจากตัวเอง เพราะอากาศหนาวอยู่เลย
แต่ตอนนี้สายฝนที่ใครๆ บอกว่าชุ่มฉ่ำ กลับนำพาความร้อนมาให้
ฉันอดคิดไม่ได้ว่า สายฝนอาจจะเป็นสิ่งบอกเหตุว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป
หรือว่ามันได้เปลี่ยนไปแล้ว
ฉันรู้สึกหดหู่ใจในเช้านี้
แต่พอนึกถึงเพลงพี่บอยด์ ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
อดทนเวลาที่ฝนพรำ
อย่างน้อยก็ทำให้เราได้ซึ้งถึงความแตกต่าง
เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้านั้นคงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ
ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ......
เช้านี้ท้องฟ้าดูสดใส น้ำฝนช่วยไล่หมอกควันไปได้บ้าง แต่ทว่าอากาศร้อนเหลือใจ
ฉันเปิดประตูออกมาจากบ้าน ทำตัวเอื่อยๆ อย่างเกียจคร้าน ไม่เร่งรีบไปทำงาน
ทั้งที่ก็สายมากแล้ว
มองหาร่องรอยน้ำฝนเมื่อคืน กลับไม่มีเลย
ความจริงของสายฝน คือการไม่เหลือร่องรอยหรือไร
แต่พอขับรถออกมาถึงถนน รู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย เห็นน้ำเจิ่งนองเป็นแห่งๆ ตามขอบฟุตบาท
ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า หวั่นใจอะไรกับเรื่องร่อยรอยฝนตกเมื่อคืนนี้
อากาศร้อนทำให้นึกถึงความแตกต่างเพียงไม่กี่คืนที่ผ่านมา
ที่ฉันยังนอนห่มผ้าขดตัวหาไออุ่นจากตัวเอง เพราะอากาศหนาวอยู่เลย
แต่ตอนนี้สายฝนที่ใครๆ บอกว่าชุ่มฉ่ำ กลับนำพาความร้อนมาให้
ฉันอดคิดไม่ได้ว่า สายฝนอาจจะเป็นสิ่งบอกเหตุว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป
หรือว่ามันได้เปลี่ยนไปแล้ว
ฉันรู้สึกหดหู่ใจในเช้านี้
แต่พอนึกถึงเพลงพี่บอยด์ ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
อดทนเวลาที่ฝนพรำ
อย่างน้อยก็ทำให้เราได้ซึ้งถึงความแตกต่าง
เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้านั้นคงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ
ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ......
Wednesday, February 15, 2006
Before Sun Rise
ได้อ่านเรื่องราวของคนที่พูดถึงหนังเรื่อง Before Sun Rise จากสองที่ในเวลาไล่เลี่ยกัน
1. เรื่องจากไดอารี่ในของคนในอดีต
2. หนังสือ ตำนานสุดท้ายไอ่มดแดง (เอิ๊ก)
ที่พี่ฮัทใจดีเอามาให้ยืมอ่าน
ฉันไม่เคยดูหนังเรื่องนี้เลย เคยได้ยินแต่ชื่อเสียงเรียงนาม
ในหนังสือเล่าคราวๆ ไว้ว่า พระเอกไปเจอกับนางเอกบนรถไฟ
เจอครั้งแรกก็เข้าไปทักโดยให้เหตุว่า "ผมคงจะโกรธตัวเอง ถ้าไม่ได้มาคุยกับคุณในวันนี้"
ในทางกลับกัน คนเขียนหนังสือ แต่งเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งไว้ว่า
เขาเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ป้ายรถเมล์ เธอหยุดสายตาของเขาไว้
นับจากวินาทีนั้น เขาก็มาเฝ้ารอมองหน้าเธออยู่นาน
อยากจะไปพูดคุยแต่ก็ไม่กล้า ผลัดวันประกันพรุ่ง
จนไม่ได้พบเธออีก เขารู้สึกแย่มากที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น
นับจากนั้นไป 10 ปี เขาก็ไปพบเธออีกที่ห้างสรรพสินค้า
แต่กว่าเขาจะรู้ตัวว่าต้องทำอย่างไร มันก็สายไปอีก
เขามัวแต่คิด ทำให้วิ่งตามเธอไปไม่ทัน
อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่อยู่ ม.5
ฉันแอบชอบเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง
ชื่อโยชิ ฉันไปเที่ยวโรบินสันกับแอ้ เจอโยชิเข้าโดยบังเอิญ
ฉันกับแอ้ก็แอบสะกดรอยตามเขาไป
จนเขาขึ้นรถกลับบ้าน ยืนมองดูจนรถของเขาลับตาไป
จำได้แม่นว่าเป็นรถกระบะสีแดงเลือดหมู
จากวันนั้นฉันก็เจอเขาอีกครั้ง ฉันก็ทำแบบเดิมอีก
เวลาผ่านไปอีก 7 ปี ฉันไม่ได้เจอกับโยชิอีกหรอก
แต่ฉันไปเจอกับคนที่ฉันรักที่ห้างเดียวกันนั้น
เขากับแฟนเข้ามาจ่ายเงินในช่องเดียวกับฉันที่ท๊อปซุปเปอร์มาร์เก็ต
ฉันพยามจะหลบ แต่มันก็ไม่ได้ ฉันเลยคุยกับเขาไปสองสามคำ
โดยไม่กล้าสบตากับแฟนเขาแม้แต่น้อย มองเธอก็เพียงผ่านๆ
ไม่อยากจดจำ ไม่อยากเห็นหน้าชัดเจน
ฉันมีความรู้สึกอิจฉาเขาเกินไป
และอีกครั้ง ฉันไปเจอคนที่ฉันรักคนนั้นอีก
คราวนี้ ฉันเจอเขาคนเดียว เขาบอกว่า พาน้องมารับรถ พ่อกับแม่เขาซื้อให้
เท่านั้นเอง ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าน้องไหน แต่ก็คิดไปแล้วว่า
คงจะเป็นแฟนของเขา ฉันจึงหันหลังกลับ
ฉันเกลียดความบังเอิญ เกลียดที่โลกนี้มันกลมเกินไป
ฉันไม่อยากจะพยายามจะทำอะไรก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น
ฉันอยากให้พระอาทิตย์ขึ้นเร็วกว่านี้ เวลาผ่านไปเร็วกว่านี้
เผื่อบางที ฉันอาจจะลืมเรื่องอดีตไปแล้ว
1. เรื่องจากไดอารี่ในของคนในอดีต
2. หนังสือ ตำนานสุดท้ายไอ่มดแดง (เอิ๊ก)
ที่พี่ฮัทใจดีเอามาให้ยืมอ่าน
ฉันไม่เคยดูหนังเรื่องนี้เลย เคยได้ยินแต่ชื่อเสียงเรียงนาม
ในหนังสือเล่าคราวๆ ไว้ว่า พระเอกไปเจอกับนางเอกบนรถไฟ
เจอครั้งแรกก็เข้าไปทักโดยให้เหตุว่า "ผมคงจะโกรธตัวเอง ถ้าไม่ได้มาคุยกับคุณในวันนี้"
ในทางกลับกัน คนเขียนหนังสือ แต่งเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งไว้ว่า
เขาเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ป้ายรถเมล์ เธอหยุดสายตาของเขาไว้
นับจากวินาทีนั้น เขาก็มาเฝ้ารอมองหน้าเธออยู่นาน
อยากจะไปพูดคุยแต่ก็ไม่กล้า ผลัดวันประกันพรุ่ง
จนไม่ได้พบเธออีก เขารู้สึกแย่มากที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น
นับจากนั้นไป 10 ปี เขาก็ไปพบเธออีกที่ห้างสรรพสินค้า
แต่กว่าเขาจะรู้ตัวว่าต้องทำอย่างไร มันก็สายไปอีก
เขามัวแต่คิด ทำให้วิ่งตามเธอไปไม่ทัน
อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่อยู่ ม.5
ฉันแอบชอบเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง
ชื่อโยชิ ฉันไปเที่ยวโรบินสันกับแอ้ เจอโยชิเข้าโดยบังเอิญ
ฉันกับแอ้ก็แอบสะกดรอยตามเขาไป
จนเขาขึ้นรถกลับบ้าน ยืนมองดูจนรถของเขาลับตาไป
จำได้แม่นว่าเป็นรถกระบะสีแดงเลือดหมู
จากวันนั้นฉันก็เจอเขาอีกครั้ง ฉันก็ทำแบบเดิมอีก
เวลาผ่านไปอีก 7 ปี ฉันไม่ได้เจอกับโยชิอีกหรอก
แต่ฉันไปเจอกับคนที่ฉันรักที่ห้างเดียวกันนั้น
เขากับแฟนเข้ามาจ่ายเงินในช่องเดียวกับฉันที่ท๊อปซุปเปอร์มาร์เก็ต
ฉันพยามจะหลบ แต่มันก็ไม่ได้ ฉันเลยคุยกับเขาไปสองสามคำ
โดยไม่กล้าสบตากับแฟนเขาแม้แต่น้อย มองเธอก็เพียงผ่านๆ
ไม่อยากจดจำ ไม่อยากเห็นหน้าชัดเจน
ฉันมีความรู้สึกอิจฉาเขาเกินไป
และอีกครั้ง ฉันไปเจอคนที่ฉันรักคนนั้นอีก
คราวนี้ ฉันเจอเขาคนเดียว เขาบอกว่า พาน้องมารับรถ พ่อกับแม่เขาซื้อให้
เท่านั้นเอง ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าน้องไหน แต่ก็คิดไปแล้วว่า
คงจะเป็นแฟนของเขา ฉันจึงหันหลังกลับ
ฉันเกลียดความบังเอิญ เกลียดที่โลกนี้มันกลมเกินไป
ฉันไม่อยากจะพยายามจะทำอะไรก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น
ฉันอยากให้พระอาทิตย์ขึ้นเร็วกว่านี้ เวลาผ่านไปเร็วกว่านี้
เผื่อบางที ฉันอาจจะลืมเรื่องอดีตไปแล้ว
Monday, February 06, 2006
แมว แมว แมว แล้วก็แมว

วันที่ฉันต้องเดินทางกลับบ้านสุโขทัย
คือวันที่ความรักของฉันกำลังจะจบเห่ (โดยไม่รู้ตัว)
วันที่ฉันจับแมวสองตัวแม่ลูกใส่กล่องกระดาษ
เอาไว้ท้ายรถกระบะ รวมอยู่กับข้าวของสัมภาระ
และมอเตอร์ไซด์สีแดง
ออกจากเชียงใหม่ ไปแวะพักที่ลำปาง
ฉันเปิดท้ายรถออกมาดูแมว มีแต่บุญเรือน
ร้องโวยวายอยู่ใต้รถมอเตอร์ไซด์
มันตะกุยกล่องจนขาด ออกมา
แล้วตัวเล็กหายไปไหน
ฉันน้ำตาปริ่ม ใจจะขาด
คิดว่าตัวเล็กคงโดดลงจากรถไปแล้ว
จะโดนรถทับตายกลางถนนหรือเปล่า
น้ำตาไหลมาคลอเบ้า
จำใจต้องกลับเข้าไปนั่งในรถอย่างหมดอาลัย
คิดถึงตัวเล็กไปตลอดทาง
นึกโกรธพ่อมากๆ ที่ไม่ยอมให้เอาแมวมาไว้ในรถแต่แรก
กลับถึงสุโขทัย ค่อยๆ ขนของลงจากรถ ตัวเล็กนั่งอยู่ในสุดของท้ายกระบะ
ทำลิ้นห้อย เพราะเหนื่อยกับการเดินทางกลางแดดร้อน
ฉันดีใจมาก รีบหาน้ำมาให้ตัวเล็กกิน แต่มันก็ไม่กิน
อุ้มมันขึ้นมากอด แล้วปล่อยมันลงสำรวจบ้านใหม่
เจ้าแสน เจ้าล้านแมวของแม่ (พี่น้องกับตัวเล็ก ลูกชายบุญเรือนที่แยกกันแต่เด็ก)
ขู่ใส่เจ้าตัวเล็ก ทั้งที่ตัวเล็กเดินเข้าไปหาอย่างเป็นมิตร
คืนนั้น ฉันเอาตัวเล็กเข้ามานอนในห้องนอนด้วย
ฉันคุยกับตัวเล็กไปก็ร้องไห้
เพราะรุ่งเช้าฉันต้องเดินทางต่อไปกรุงเทพ
ฉันบอกตัวเล็กว่า ให้เป็นเด็กดีนะ แล้วพี่จะกลับมาหาบ่อยๆ
ฉันนอนกอดกับตัวเล็กทั้งคืน
ชีวิตที่กรุงเทพ ไม่สนุกอย่างที่คิดไว้
ความรักที่เลวร้าย ก็ทำให้ยิ่งเจ็บปวด
ฉันกลับบ้านบ่อยมาก กลับมาหาแมว (จริงๆนะ)
เจ้าตัวเล็กเป็นศัตรูกับเจ้าแสน กัดกันประจำ จนแม่โมโห
กลับบ้านมาก็เอาแมวทั้งสี่ตัวอาบน้ำ
ตัวที่ดิ้นสุดก็บุญเรือน ร้องเสียงระงมไปทั่ว
รองมาก็เจ้าล้าน กับเจ้าแสน
ตัวเล็กไม่ร้องสักเอ๊ะ (เหมือนเคย) แต่ยกขาทิ้งน้ำหนักตัวไว้บนมือเรา
หนักมากๆ เจ้าแมวอ้วนเอ้ย
ทุกครั้งที่เราโทรกลับบ้าน แม่จะให้เราคุยกับตัวเล็ก
แม่บอกว่ามันก็นิ่งฟัง ไม่ลุกหนีไปไหน
ทำหูกระดุกกระดิก
แล้วในที่สุด เราก็ได้ย้ายกลับมาอยู่เชียงใหม่
แต่ที่พัก ไม่กว้างขวางพอให้แมวมาอยู่ด้วยได้
เราก็มีแมวของน้องนิวให้เลี้ยงดูอยู่
แต่เราก็ยังคิดถึงตัวเล็ก
จวบจนวันหนึ่ง วันหยุดสิ้นปี เราตั้งใจว่าจะกลับบ้านปีใหม่ไปหาแมว
แต่นัดกับพี่ติ๊ก(ลาบ)ไว้แล้วว่าวันที่ 31 จะไปเที่ยวกำแพงเพชรบ้านพี่ติ๊กก่อน
คืนวันที่ 30 เอฟโทรมา ทำเสียงอ่อยๆ
ถามว่าเราอยู่ที่ไหน แล้วก็บอกว่า
“ตัวเล็กตายแล้ว” ฉันพูดไม่ออก ได้แต่ร้องไห้อยู่หน้าร้านข้าว
ตัวเล็กป่วยมาอาทิตย์กว่าแล้ว ฉันควรจะรีบกลับ
แต่ฉันยังมัวห่วงไปเที่ยวบ้านพี่ติ๊ก
แมวฉันตายไปแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ฉันเพิ่งซื้อเสื้อกันหนาว
ไปให้มัน แต่มันยังไม่ทันได้ใส่เลย
แม่ใส่เสื้อตัวนั้นให้มันแล้วฝั่งลงไปในดินใต้ต้นไม้ข้างบ้าน
ฉันกลับบ้านไป ก็ไปคุยกับตัวเล็กที่หลุมฝังศพ
แอบร้องไห้ บอกกับมันว่า “พี่รักตัวเล็กมากนะ”
(จบตอนที่ 2)
Thursday, February 02, 2006
แมว แมว แมว แล้วก็แมว
ชีวิตฉันคงผูกพันกับแมวไปตลอด
ตั้งแต่จำความได้ ตอนอยู่บ้านไม้ในตลาด
ที่บ้านก็เลี้ยงแมวไว้หลายตัว ทุกๆ วัน
จะแอบไปดูลูกแมวที่เพิ่งออกใหม่ในกล่อง
จากตัวเล็กๆ เริ่มมีขนยาวหร็อมแหร็ม
ตายังปิดสนิท แต่อ้าปากเห็นลิ้นแดงๆ หานมแม่แมว
ความทรงจำเรื่องแมวขาดหายไป
จนมีแมวเป็นของตัวเอง เมื่ออายุ 22
แม่ให้แมวจากที่สุโขทัยมา 3 ตัว
เป็นแม่แมว กับลูกแมวสีดำตัวผู้ อีกสองตัว
ส่วนสีขาวสองตัว แม่เก็บไว้เลี้ยงเอง
แอ็
คเป็นคนจัดการตั้งชื่อให้แมวทุกตัว
แม่แมวชื่อ ศรีบุญเรือน
ลูกแมวชื่อ น้องพันช์ และอีกตัวจำไม่ได้
เนื่องด้วย มาอยู่เชียงใหม่ได้ 1 วัน น้องพันช์ก็หายตัวไป
เหลือลูกแมวสีดำอีกตัว เราก็เรียกมันว่าไอ่ตัวเล็ก
จนมันตัวโต เป็นแมวอ้วน ที่แข็งแรง
ฉันคิดว่าตัวเล็กเป็นแมวที่นิสัยดีที่สุดในโลกแล้ว
ตัวเล็กไม่พันแข้งพันขาน่ารำคาญ
ไม่ร้องโวยวาย จำเจ้าของได้ นอนหลับตอนกลางคืน
ตื่นตอนสายๆ (ปลุกก็ไม่ยอมตื่น)
นิสัยที่ไม่ดีอันน้อยนิดคือ ชอบกัดสายกระเป๋า
และเวลาเรียกให้มาหา มันจะมาเงียบๆ ไม่ร้องสักแอะ
ทั้งที่มันก็มานั่งรออยู่ข้างหลังเราแล้ว
ฉันเคยตีตัวเล็กครั้งหนึ่ง ตอนที่มันทำขวดโหลใบใหญ่ของแอ้แตก
เพราะว่ามันกระโดดขึ้นไปตะครุบจิ้งจกข้างฝาผนัง
ฉันอยู่กับตัวเล็กและบุญเรือนได้ 2 ปีกว่า
เมื่อเริ่มมีความรัก ก็ทอดทิ้งแมว ไม่ค่อยสนใจให้ข้าวให้น้ำ
แต่เจ้าสองตัว ก็ยังซื่อสัตย์
ทุกครั้งที่ฉันขี่มอเตอร์ไซด์เข้าบ้าน มันจะวิ่งมารอที่หน้าประตูพร้อมกัน
จวบจนถึงวันที่เราต้องแยกจากกัน ฉันต้องเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ
ต้องเอาแมวสองตัวไปฝากแม่ไว้ที่สุโขทัย
จบ (ตอนที่ 1)
ตั้งแต่จำความได้ ตอนอยู่บ้านไม้ในตลาด
ที่บ้านก็เลี้ยงแมวไว้หลายตัว ทุกๆ วัน
จะแอบไปดูลูกแมวที่เพิ่งออกใหม่ในกล่อง
จากตัวเล็กๆ เริ่มมีขนยาวหร็อมแหร็ม
ตายังปิดสนิท แต่อ้าปากเห็นลิ้นแดงๆ หานมแม่แมว
ความทรงจำเรื่องแมวขาดหายไป
จนมีแมวเป็นของตัวเอง เมื่ออายุ 22
แม่ให้แมวจากที่สุโขทัยมา 3 ตัว
เป็นแม่แมว กับลูกแมวสีดำตัวผู้ อีกสองตัว
ส่วนสีขาวสองตัว แม่เก็บไว้เลี้ยงเอง
แอ็
คเป็นคนจัดการตั้งชื่อให้แมวทุกตัวแม่แมวชื่อ ศรีบุญเรือน
ลูกแมวชื่อ น้องพันช์ และอีกตัวจำไม่ได้
เนื่องด้วย มาอยู่เชียงใหม่ได้ 1 วัน น้องพันช์ก็หายตัวไป
เหลือลูกแมวสีดำอีกตัว เราก็เรียกมันว่าไอ่ตัวเล็ก
จนมันตัวโต เป็นแมวอ้วน ที่แข็งแรง
ฉันคิดว่าตัวเล็กเป็นแมวที่นิสัยดีที่สุดในโลกแล้ว
ตัวเล็กไม่พันแข้งพันขาน่ารำคาญ
ไม่ร้องโวยวาย จำเจ้าของได้ นอนหลับตอนกลางคืน
ตื่นตอนสายๆ (ปลุกก็ไม่ยอมตื่น)
นิสัยที่ไม่ดีอันน้อยนิดคือ ชอบกัดสายกระเป๋า
และเวลาเรียกให้มาหา มันจะมาเงียบๆ ไม่ร้องสักแอะ
ทั้งที่มันก็มานั่งรออยู่ข้างหลังเราแล้ว
ฉันเคยตีตัวเล็กครั้งหนึ่ง ตอนที่มันทำขวดโหลใบใหญ่ของแอ้แตก
เพราะว่ามันกระโดดขึ้นไปตะครุบจิ้งจกข้างฝาผนัง
ฉันอยู่กับตัวเล็กและบุญเรือนได้ 2 ปีกว่า
เมื่อเริ่มมีความรัก ก็ทอดทิ้งแมว ไม่ค่อยสนใจให้ข้าวให้น้ำ
แต่เจ้าสองตัว ก็ยังซื่อสัตย์
ทุกครั้งที่ฉันขี่มอเตอร์ไซด์เข้าบ้าน มันจะวิ่งมารอที่หน้าประตูพร้อมกัน
จวบจนถึงวันที่เราต้องแยกจากกัน ฉันต้องเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ
ต้องเอาแมวสองตัวไปฝากแม่ไว้ที่สุโขทัย
จบ (ตอนที่ 1)
Tuesday, January 31, 2006
กิ๊ก
นับจากนี้อีกไม่กี่วัน จะทำงานหัวโต อีกแล้ว
ท่าทางว่าจะไม่มีวันหยุดเลยติดต่อกันหลายสัปดาห์
แต่ก็จะได้มีวันหยุดชดเชย เก็บไว้
เอาไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว
วันหยุดชดเชยเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่จริงก็ใช้ไปแล้ว
แต่คนคิดเงินเดือน ลืมคำนวณให้ แล้วไปหักตังค์แทน
เดือนนี้เราเลยโดนหักไป 1,300 บาท
น่าซีดเลยอะ ตั้งใจว่าจะเอาเงินไปทำรถให้ดีๆ สักหน่อย
สงสัยคงต้องโทรหา papa ซะแล้ว
แม่บอกว่า ให้รีบขอเงินพ่อ ถ้ามัวเกรงใจไม่ขอ
พ่อก็จะเอาไปให้กิ๊กต่างจังหวัดหมด
ทำไมพ่อต้องมีกิ๊กด้วย โชคดีที่แม่เข้าใจ ไม่ว่าอะไร
แม่บอกว่า เป็นความสุขของพ่อ อยากมีก็มีไป
แต่อย่าให้เบียดเบียนครอบครัว อย่าให้ต้องขัดสนเดือดร้อน
และพ่อต้องให้เงินแม่ทุกเดือน
การมีกิ๊กมีเมียน้อย เป็นเรื่องปกติของชายวัยกลางคน
ที่มีพร้อมทุกอย่างแล้วใช่ไหม เลยไม่ดิ้นรนไขว่คว้าอะไรอีก
เคยถามพี่... ว่า พี่จะมีเมียน้อยไหม เมื่อถึงวัยนั้น
เขาตอบว่า ไม่แน่ใจเหมือนกัน ไม่ค่อยไว้ใจตัวเอง
อาจจะมีก็ได้ 555
ใกล้จะถึงวาเลนไทน์แล้วสิ อีก 10 กว่าวัน
ไม่ชอบเลย
ท่าทางว่าจะไม่มีวันหยุดเลยติดต่อกันหลายสัปดาห์
แต่ก็จะได้มีวันหยุดชดเชย เก็บไว้
เอาไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว
วันหยุดชดเชยเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่จริงก็ใช้ไปแล้ว
แต่คนคิดเงินเดือน ลืมคำนวณให้ แล้วไปหักตังค์แทน
เดือนนี้เราเลยโดนหักไป 1,300 บาท
น่าซีดเลยอะ ตั้งใจว่าจะเอาเงินไปทำรถให้ดีๆ สักหน่อย
สงสัยคงต้องโทรหา papa ซะแล้ว
แม่บอกว่า ให้รีบขอเงินพ่อ ถ้ามัวเกรงใจไม่ขอ
พ่อก็จะเอาไปให้กิ๊กต่างจังหวัดหมด
ทำไมพ่อต้องมีกิ๊กด้วย โชคดีที่แม่เข้าใจ ไม่ว่าอะไร
แม่บอกว่า เป็นความสุขของพ่อ อยากมีก็มีไป
แต่อย่าให้เบียดเบียนครอบครัว อย่าให้ต้องขัดสนเดือดร้อน
และพ่อต้องให้เงินแม่ทุกเดือน
การมีกิ๊กมีเมียน้อย เป็นเรื่องปกติของชายวัยกลางคน
ที่มีพร้อมทุกอย่างแล้วใช่ไหม เลยไม่ดิ้นรนไขว่คว้าอะไรอีก
เคยถามพี่... ว่า พี่จะมีเมียน้อยไหม เมื่อถึงวัยนั้น
เขาตอบว่า ไม่แน่ใจเหมือนกัน ไม่ค่อยไว้ใจตัวเอง
อาจจะมีก็ได้ 555
ใกล้จะถึงวาเลนไทน์แล้วสิ อีก 10 กว่าวัน
ไม่ชอบเลย
Wednesday, January 25, 2006
งดเสพย์เพลงเศร้า

งดเสพย์เพลงเศร้า 3 เดือน
ผลการสอบออกมาแล้ว รอเขาอยู่เต็มวัน กว่าจะมีเวลาได้คุยกัน
แต่พอเจอหน้า กลับพูดไม่ออก จึงกลับมาที่รถ แล้วโทรไปถามเขา
คำตอบเป็นไปตามที่คิดไว้ ไม่ผิดหวังกับคำตอบ
คืนนั้นฉันเศร้าพอแล้ว น้ำตาไหลออกมาบีบหัวใจ เหมือนมันจะหยุดเต้น
แต่ดีทีได้อ้อมอกอุ่นๆ จากน้องโบอิ้ง
รวมทั้งได้คำพูดปลอบใจจากเขาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสาม
เขาเป็นคนที่ทำให้ฉันร้องไห้ราวกับว่าจะขาดใจ
แต่เขาก็เป็นคนที่ปลอบฉันให้หยุดร้องไห้ได้สนิท
หลงเหลือแต่เพียงอาการปวดหัว และปวดตาที่บวมเป็นลูกมะนาวฝรั่ง
เช้ามา อาการเศร้ายังหลงเหลือ โบอิ้งมาปลุกให้ไปกินข้าว
ฉันแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำ แล้วก็ปล่อยตัวให้โบอิ้งลากไปไหนมาไหน
จนบ่ายกว่าๆ ความเศร้ายังครอบคลุมพื้นที่หัวใจจนล่วงมาถึงเช้าอีกวันหนึ่ง
มีคำพูดจากใครหลายคน ที่ทำให้ได้คิด ได้รู้สึกดี
จนวันนี้ ฉันจะไม่ร้องไห้แล้ว ไม่เศร้าแล้ว
เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ฉันก็ยังคงมีเขาในใจ
และคงจะต้องรักเขาอย่างหยุดไม่ได้
จากนี้ ฉันของดเสพย์เพลงเศร้า สัก 3 เดือน
เพราะไม่ให้มันมากระตุ้นความเศร้าลึกๆ ภายใน
Sunday, January 22, 2006
วันอาทิตย์

วันอาทิตย์ เป็นวันที่ฉันรอคำตอบจากเขาทั้งวัน
เขาบอกให้ฉันโทรไปปลุกเขาตอนเช้า
แต่ฉันติดถ่ายรูปให้บัณฑิตโฟม จนสิบโมงกว่าๆ
ฉันไปแวะที่กาดต้นพยอม ตั้งใจจะซื้อไข่พะโล้ไปให้เขา
แต่พอโทรไปเขาก็ไม่ยอมตื่น บอกว่าให้เข้าไปหาตอนดึกๆ
ฉันโทรหาพี่ติ๊ก อยากซื้อข้าวเข้าไปกินด้วย
แต่พี่ติ๊กก็เพิ่งตื่น ไม่ยอมลุกเช่นกัน
ฉันกลับเข้าบ้าน ทำงานบ้าน แล้วออกไปรับฝนไป
กินกาแฟร้านใหม่ของพี่เขม
เลยถ่ายรูปเล่นกัน แล้วถ่ายรูปพี่เขมกับภรรยาไว้ด้วย
ชิมกาแฟไปสองแก้ว แบบเข้มข้น และแบบปานกลางแต่มีรสหวาน
ตามสูตรของร้าน Inspired of Cup
ใจเลยสั่น มือสั่น ขาสั่นไปหมด
หน้าแดง ร้อนฉ่า ไปส่งฝนที่ร้านอาหาร
แล้วโทรหาเขาอีกรอบ เผื่อว่าเขาจะกลับเข้าห้องแล้ว
บอกเขาว่า ถ้ากลับแล้ว ช่วยโทรบอกด้วยนะคะ
กลับเข้าบ้านไปทำงานบ้านต่อ ตอนค่ำ บอลโทรมา
ออกไปกินข้าวต้มด้วยกัน แล้วแวะไปร้านเล่า
นั่งฆ่าเวลารอเขาโทรมา
จนสามทุ่มกว่าแล้ว ใจเต้นไม่เป็นส่ำด้วยฤทธิ์กาแฟ
และกังวลกับสิ่งที่จะเป็นไปหลังจากคืนนี้
ฉันโทรหาเขาอีกรอบ เขาอยู่ที่ห้องแล้ว แต่ไม่ได้โทรบอก
คิดว่าฉันเข้าบ้านไปแล้ว จะไม่ออกมาอีก
เขาทำน้ำเสียงอ่อน ขอโทษอย่างสุภาพ
เขาน่ารักแบบนี้เสมอ ฉันรักความสุภาพของเขาหมดหัวใจ
Saturday, January 21, 2006
เทา --- > ฟ้า
“... ไม่มี เธอแล้ว จะฉันจะอยู่อย่างไร
ไม่รักก็คงต้อง ลืมใช่ไหม
ฝืนใจตัวเองทุกครั้งพรุ่งนี้
ไม่รู้ว่ามัน จะเป็นยังไง
รู้เพียง ตะวันยังมี ให้เห็นไกลๆ
ทุกอย่าง นั้นยังไม่แปรเปลี่ยนไป
และฉันจะมีแต่เธอในใจ
มีแต่เธอในใจเหมือน ดวงตะวัน...”
พรุ่งนี้ เราจะสร้างความกล้าหาญให้ตัวเอง
สร้างความเข้มแข็งให้ตัวเอง
และอาจจะต้องเติมความบ้าบิ่นลงไปอีก
พรุ่งนี้เราจะเข้าไปหาเขา เพื่อเปิดใจคุยกัน
พรุ่งนี้แล้วสิ ที่หัวใจเราจะเปลี่ยนไปอยู่ในโลกสีเทาสักระยะหนึ่ง
เปลี่ยนจากความบอบช้ำเก่ามาสู่ความบอบช้ำใหม่
เพื่อที่จะตั้งต้นใหม่ ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงแล้วสิ
หลังจากที่แช่แข็งหัวใจตัวเองในฤดูหนาวมานานกว่า 4 ปี
หวังว่าใบไม้ที่กำลังแตกยอดใหม่ จะสวยงามนะ
ขอให้ฟ้าเป็นสีฟ้า ด้วยเถอะ
ไม่รักก็คงต้อง ลืมใช่ไหม
ฝืนใจตัวเองทุกครั้งพรุ่งนี้
ไม่รู้ว่ามัน จะเป็นยังไง
รู้เพียง ตะวันยังมี ให้เห็นไกลๆ
ทุกอย่าง นั้นยังไม่แปรเปลี่ยนไป
และฉันจะมีแต่เธอในใจ
มีแต่เธอในใจเหมือน ดวงตะวัน...”
พรุ่งนี้ เราจะสร้างความกล้าหาญให้ตัวเอง
สร้างความเข้มแข็งให้ตัวเอง
และอาจจะต้องเติมความบ้าบิ่นลงไปอีก
พรุ่งนี้เราจะเข้าไปหาเขา เพื่อเปิดใจคุยกัน
พรุ่งนี้แล้วสิ ที่หัวใจเราจะเปลี่ยนไปอยู่ในโลกสีเทาสักระยะหนึ่ง
เปลี่ยนจากความบอบช้ำเก่ามาสู่ความบอบช้ำใหม่
เพื่อที่จะตั้งต้นใหม่ ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงแล้วสิ
หลังจากที่แช่แข็งหัวใจตัวเองในฤดูหนาวมานานกว่า 4 ปี
หวังว่าใบไม้ที่กำลังแตกยอดใหม่ จะสวยงามนะ
ขอให้ฟ้าเป็นสีฟ้า ด้วยเถอะ
Thursday, January 19, 2006
อุบัติเหตุที่เกิดจากความเหม่อลอย
เมื่อคืนนอนเร็วกว่าทุกที แต่ทำให้พี่ฮัทนอนดึก (ขอโทษก้าบ)
ก่อกวนพี่ฮัททางโทรศัพท์อยู่เกือบชั่วโมง
ด้วยความสับสนของจิตใจเราเอง พี่ฮัทก็เลยสับสนไปด้วย
ไม่รู้จะช่วยแก้ปัญหาให้เราได้อย่างไร
แค่รับฟังเราได้โดยไม่บ่นอะไรมาก ก็ดีที่สุดแล้ว
เท่านี้ก็ช่วยได้เยอะแล้วค่ะ
นอนเร็ว วันนี้ก็เลยมาถึงที่ทำงานทันเวลา ไม่โดนหักเงินเหมือนทุกวัน
แต่... เราขับรถชนคุณน้ามอเตอร์ไซด์ ล้มไปเลย
ตอนแรกชน เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ได้ยินเสียงดังโครม
เรานึกว่าตัวเองชนขอบฟุตบาทเหมือนเดิม
แต่... ผู้คนหน้าบริษัทหันไปมอง เราก็เลยหันไปมองตาม
มีสติดีอยู่ รีบขับรถไปจอดให้ไม่ขวางทางเข้าออก
แล้ววิ่งลงไปดูคุณน้า
ไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่มีร่องรอยถลอกตรงไหน
แต่ว่ารถมอเตอร์ไซด์ได้รับบาดเจ็บ
โคนกระจกด้านซ้ายหัก กุญแจรถก็หงิกหงอคาอยู่ที่รูกุญแจ
คุณน้าลุกขึ้นมปัดแข้งปัดขา แล้วก็บ่นไปด้วย
ว่ารถสีขาวขับมาคู่กัน เลี้ยวไม่ดู
เพื่อนร่วมงานในบริษัทก็เดินเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
พอรู้ว่าเราชน เขาก็ยิ้มๆ แต่ก็อยู่เป็นเพื่อนจนคุณน้าขี่รถออกไป
ตอนคุณน้าสำรวจรถ ว่ามีอะไรเสียหายบ้าง
เราทำอะไรไม่ถูกเลย พูดได้แค่ว่า
"หนูช่วยค่าซ่อมรถให้ดีไหมคะ"
ที่จริงไม่อยากจะเอ่ยคำนี้ แต่ไม่รู้ว่าควรจะแสดงความรับผิดชอบอะไร
อย่างไรดี ก่อนคุณน้าออกรถไป เราก็ยกมือไหว้ แล้วยิ้มให้
นี่คงจะดีที่สุดแล้ว คุณน้าใจดีไม่เอาเรื่องไม่เอาความ
ตอนนี้รู้สึกแย่มากๆ ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถึงแม้จะเล็กน้อย
แต่มันเป็นเพราะเราเหม่อลอย ใจคิดกังวลไปถึงเรื่องๆ หนึ่ง
ตั้งแต่ขับรถออกมาจากบ้านแล้ว โชคดีที่ขับรถไม่เร็ว
อุบัติเหตุครั้งนี้ อภัยให้ไม่ได้เลย
เพราะมันเกิดจากความเหม่อลอยของเรา
ก่อกวนพี่ฮัททางโทรศัพท์อยู่เกือบชั่วโมง
ด้วยความสับสนของจิตใจเราเอง พี่ฮัทก็เลยสับสนไปด้วย
ไม่รู้จะช่วยแก้ปัญหาให้เราได้อย่างไร
แค่รับฟังเราได้โดยไม่บ่นอะไรมาก ก็ดีที่สุดแล้ว
เท่านี้ก็ช่วยได้เยอะแล้วค่ะ
นอนเร็ว วันนี้ก็เลยมาถึงที่ทำงานทันเวลา ไม่โดนหักเงินเหมือนทุกวัน
แต่... เราขับรถชนคุณน้ามอเตอร์ไซด์ ล้มไปเลย
ตอนแรกชน เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ได้ยินเสียงดังโครม
เรานึกว่าตัวเองชนขอบฟุตบาทเหมือนเดิม
แต่... ผู้คนหน้าบริษัทหันไปมอง เราก็เลยหันไปมองตาม
มีสติดีอยู่ รีบขับรถไปจอดให้ไม่ขวางทางเข้าออก
แล้ววิ่งลงไปดูคุณน้า
ไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่มีร่องรอยถลอกตรงไหน
แต่ว่ารถมอเตอร์ไซด์ได้รับบาดเจ็บ
โคนกระจกด้านซ้ายหัก กุญแจรถก็หงิกหงอคาอยู่ที่รูกุญแจ
คุณน้าลุกขึ้นมปัดแข้งปัดขา แล้วก็บ่นไปด้วย
ว่ารถสีขาวขับมาคู่กัน เลี้ยวไม่ดู
เพื่อนร่วมงานในบริษัทก็เดินเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
พอรู้ว่าเราชน เขาก็ยิ้มๆ แต่ก็อยู่เป็นเพื่อนจนคุณน้าขี่รถออกไป
ตอนคุณน้าสำรวจรถ ว่ามีอะไรเสียหายบ้าง
เราทำอะไรไม่ถูกเลย พูดได้แค่ว่า
"หนูช่วยค่าซ่อมรถให้ดีไหมคะ"
ที่จริงไม่อยากจะเอ่ยคำนี้ แต่ไม่รู้ว่าควรจะแสดงความรับผิดชอบอะไร
อย่างไรดี ก่อนคุณน้าออกรถไป เราก็ยกมือไหว้ แล้วยิ้มให้
นี่คงจะดีที่สุดแล้ว คุณน้าใจดีไม่เอาเรื่องไม่เอาความ
ตอนนี้รู้สึกแย่มากๆ ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถึงแม้จะเล็กน้อย
แต่มันเป็นเพราะเราเหม่อลอย ใจคิดกังวลไปถึงเรื่องๆ หนึ่ง
ตั้งแต่ขับรถออกมาจากบ้านแล้ว โชคดีที่ขับรถไม่เร็ว
อุบัติเหตุครั้งนี้ อภัยให้ไม่ได้เลย
เพราะมันเกิดจากความเหม่อลอยของเรา
-------------------------------------------
ปล. ขอบใจเพื่อนบอลกับเพื่อนเขียนมากนะ ที่ใส่คอมเม้นท์ไว้ข้างล่าง
เราเองก็เชื่อเช่นนั้นนะเขียน สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ
Wednesday, January 18, 2006
ปล่อยไปตามหัวใจ
โบอิ้งส่งเพลงหนึ่งมาให้ฟัง
ปล่อยไปตามหัวใจ ของบีไฟว์ (บี5)
กว่าจะโหลดได้ก็ตั้งนานแน่ะ
จนในที่สุดได้ฟัง
เพลงที่ทำให้เศร้าอีกเพลงหนึ่ง
เมื่อคืนเลยปล่อยให้แก้มและหมอนชุ่มฉ่ำน้ำ จนหลับไป
ฉันนึกไม่ออกเลยว่าจะทำยังไงต่อไปกับหัวใจ
จะตัดใจหรือว่าจะอยู่ต่อทำทุกทางเพื่อให้ทำให้เขารักให้ได้
นึกถึงเพลง ดอกทานตะวัน
“เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย แอบรักดอกทานตะวัน
.............................
จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา
เพียงปารถนา ดอกทานตะวันหันมา .........”
ก่อนหน้านี้ คิดตัดใจไปแล้ว แต่พอฟังเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง
ที่รักเพื่อนหญิงของตัวเอง แล้วก็มานัดเจอกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ผู้หญิงคนนั้น
แอบชอบอยู่ เขานัดมาเพื่อพูดคุย
คำพูดต่างๆ ของเขา ที่เราได้รับรู้มา
ทำให้เรารู้สึกประทับใจ ฉันว่า เขากล้าหาญมากที่ออกมาแสดงตัว
เพื่อทำทุกอย่าง เพื่อผู้หญิงที่ตัวเองรัก เขามาดหมายจะเอาชนะผู้ชายอีกคนให้ได้
แล้วเขาป่าวประกาศว่าจะไม่ยอมแพ้
ฉันก็เคยคิดจะเอาความรักและความภักดีของฉัน
เอาชนะใจเขาให้ได้เหมือนกัน แต่ระยะเวลา ความสัมพันธ์ของเรา
เหตุการณ์ที่พบเจอระหว่างเรา ความรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ทำให้ฉันสับสน
ว่าฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เวลามันก็ล่วงมา 4 ปีแล้ว
มองย้อนกลับไปดู เมื่อ 1 ปีที่แล้ว 2 ปีที่แล้ว 3 ปีที่แล้ว
ฉันยังคงคร่ำครวญเหมือนเก่า แต่ก็มีที่ร่าเริงกับสิ่งนิดน้อย
ที่เขาปฏิบัติต่อฉัน
มันคงเป็นความซับซ้อนทางอารมณ์ความรู้สึก ที่ใครเขาบอกกันว่า
จะมาหาเหตุผลอะไรกับความรัก ในเมื่อรักด้วยหัวใจ ด้วยความรู้สึก
หากรู้จักรักด้วยสมอง ฉันคงไม่ทนอยู่
ทุกครั้งที่ความสัมพันธ์กำลังจะไปได้ดี
เราต่างมีความสุขกับระยะห่างที่วางไว้
แต่ฉันเอง ที่เป็นคนถอยหลังกลับออกมา
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด
ซึ่งนั้นให้เราต้องเริ่มต้นใหม่อีก
บางทีอาจเป็นเพราะว่าฉันหวาดกลัวเกินไป
ฉันคงกลัวว่าจะผิดหวังและเจ็บปวดอย่างที่เคยเป็นมา
หวังว่าเขาจะยังอดทนและรอคอยให้ใจฉันพร้อมกว่านี้
ซึ่งเราต่างก็ไม่รู้ว่า หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เราสองคนจะรู้สึกต่อกันในนามใด
ปล่อยไปตามหัวใจ ของบีไฟว์ (บี5)
กว่าจะโหลดได้ก็ตั้งนานแน่ะ
จนในที่สุดได้ฟัง
เพลงที่ทำให้เศร้าอีกเพลงหนึ่ง
เมื่อคืนเลยปล่อยให้แก้มและหมอนชุ่มฉ่ำน้ำ จนหลับไป
ฉันนึกไม่ออกเลยว่าจะทำยังไงต่อไปกับหัวใจ
จะตัดใจหรือว่าจะอยู่ต่อทำทุกทางเพื่อให้ทำให้เขารักให้ได้
นึกถึงเพลง ดอกทานตะวัน
“เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย แอบรักดอกทานตะวัน
.............................
จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา
เพียงปารถนา ดอกทานตะวันหันมา .........”
ก่อนหน้านี้ คิดตัดใจไปแล้ว แต่พอฟังเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง
ที่รักเพื่อนหญิงของตัวเอง แล้วก็มานัดเจอกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ผู้หญิงคนนั้น
แอบชอบอยู่ เขานัดมาเพื่อพูดคุย
คำพูดต่างๆ ของเขา ที่เราได้รับรู้มา
ทำให้เรารู้สึกประทับใจ ฉันว่า เขากล้าหาญมากที่ออกมาแสดงตัว
เพื่อทำทุกอย่าง เพื่อผู้หญิงที่ตัวเองรัก เขามาดหมายจะเอาชนะผู้ชายอีกคนให้ได้
แล้วเขาป่าวประกาศว่าจะไม่ยอมแพ้
ฉันก็เคยคิดจะเอาความรักและความภักดีของฉัน
เอาชนะใจเขาให้ได้เหมือนกัน แต่ระยะเวลา ความสัมพันธ์ของเรา
เหตุการณ์ที่พบเจอระหว่างเรา ความรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ทำให้ฉันสับสน
ว่าฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เวลามันก็ล่วงมา 4 ปีแล้ว
มองย้อนกลับไปดู เมื่อ 1 ปีที่แล้ว 2 ปีที่แล้ว 3 ปีที่แล้ว
ฉันยังคงคร่ำครวญเหมือนเก่า แต่ก็มีที่ร่าเริงกับสิ่งนิดน้อย
ที่เขาปฏิบัติต่อฉัน
มันคงเป็นความซับซ้อนทางอารมณ์ความรู้สึก ที่ใครเขาบอกกันว่า
จะมาหาเหตุผลอะไรกับความรัก ในเมื่อรักด้วยหัวใจ ด้วยความรู้สึก
หากรู้จักรักด้วยสมอง ฉันคงไม่ทนอยู่
ทุกครั้งที่ความสัมพันธ์กำลังจะไปได้ดี
เราต่างมีความสุขกับระยะห่างที่วางไว้
แต่ฉันเอง ที่เป็นคนถอยหลังกลับออกมา
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด
ซึ่งนั้นให้เราต้องเริ่มต้นใหม่อีก
บางทีอาจเป็นเพราะว่าฉันหวาดกลัวเกินไป
ฉันคงกลัวว่าจะผิดหวังและเจ็บปวดอย่างที่เคยเป็นมา
หวังว่าเขาจะยังอดทนและรอคอยให้ใจฉันพร้อมกว่านี้
ซึ่งเราต่างก็ไม่รู้ว่า หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เราสองคนจะรู้สึกต่อกันในนามใด
Sunday, January 15, 2006
เจ้าชายน้อยตอนต่อไป

จะมีทางไหนให้ฉันค้นพบ ความจริงของหัวใจ ...........
ขึ้นต้นด้วยเพลงนี้ ก็เพราะว่าไดอารี่วันนี้จะเขียนถึงเรื่องหัวใจ
เพราะ..... ไม่มีทางหรอก ไม่มีวันนั้น เธอไม่มีทางจะรักฉัน
เราคงไม่มีวันได้รักกัน
เธอคงไม่กลับมาแล้ว .....
ถ้า Antoine de Saint Exupéry จะเขียนเรื่องเจ้าชายน้อยต่อไปอีก
อยากรู้จังว่า หมาป่าที่จงรักภักดีจะเศร้าโศกเพียงไหน
ต่อการจากไปของเจ้าชายน้อย หมาป่าจะคิดถึงเจ้าชายน้อย
ผู้ฝึกเจ้าหมาป่าจนเชื่อง ให้คุ้นเคยผูกพันกันมากแค่ไหน
หรือหมาป่าเพียงแค่มองดูรวงข้าวสีทองดังสีผมของเจ้าชายน้อย ก็พอใจแล้ว
แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันคงจะร่ำร้อง เพรียกหาเจ้าชายน้อย
เพราะทุกคราที่รวงข้าวเปลี่ยนเป็นสีทอง
ความคิดถึงคงจะยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้นฉันคงจะคร่ำครวญ
ทั้งที่นึกไม่ออกเลยว่าเจ้าชายน้อยจะกลับมาไหม
การร่ำไห้อาจไม่มีประโยชน์อะไร
แต่น้ำตามันคงอยู่เป็นเพื่อนฉันได้ยามที่คิดถึงเธอ
น้ำตาคงจะช่วยปลอบประโลมฉันได้
ยามที่รวงข้าวไหวลู่ไปตามลม
ถึงเจ้าชายน้อยจะใจร้ายเพียงไหนแต่ฉันก็ยังเฝ้ารอการกลับมา ....
Subscribe to:
Posts (Atom)




