Friday, April 27, 2007

ความสุขทำให้เราตัวพอง

















ใครๆ ก็บอกว่า คนมีความรักมักจะมีความสุข
แล้วคนมีความสุขก็จะหัวใจพอง

จากประสบการณ์จริง ฉันคิดว่า
หัวใจพอง เป็นนามธรรม
ตัวพอง คือรูปธรรม
และตอนนี้ฉันมีความรัก ตัวจึงพอง
หรือเรียกง่ายๆ ว่าอ้วนขึ้น
จนใครๆ ทักเป็นเสียงเดียวกันทั้งบริษัท
บางครั้งก็อับอาย บางครั้งก็รำคาญ
แม่ก็ว่าฉันอ้วนเป็นพะโล้เลย เมื่อไหร่จะหยุดอ้วนสักที

นับตั้งแต่มีแฟน เมื่อเดือนตุลาคม 2547
ผ่านไปประมาณ 5-6 เดือน
น้ำหนักฉันขึ้นมาจาก 52 ตอนนี้ 58
ราวกับว่าน้ำหนักขึ้นเดือนละกิโล

มีอยู่เดือนหนึ่งที่ป่วย น้ำหนักไม่ขึ้น แต่ไม่ลด
เพราะยังคงกินอะไรได้ปกติ แต่กินไม่มากเหมือนตอนไม่ป่วย

อนิจจัง วัตสังขารา ยุบหนอ พองหนอ
เคยผอม กลับอ้วนแต่ไม่รู้ว่าอ้วนถึงเพียงนี้แล้วจะผอมหรือเปล่า

Wednesday, April 25, 2007

สิ่งที่หายไป

ครั้งแรกที่เราพบกัน คือไม่กี่วันหลังจากที่ฉันได้ย้ายเข้าไปอาศัย อยู่กับพี่ติ๊ก
ที่บ้านพักข้าราชการ 700 ปี
ฉันเอง... ก็เพียงแค่มองดูเธออย่างเอ็นดู แต่ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่
น้องนิว ... ที่มาช่วยขนของ กลับมีโอกาสพูดคุยกับเธอมากกว่าฉัน

เธออยู่บ้านฝั่งโน้น

เข้าไปในซอยอีกหน่อย
บ้านหลังนั้นมีรถมอเตอร์ไซด์คันใหญ่
ซึ่งเลี้ยงแมวไว้หลายตัว
เธอชอบมาเดินเล่น นั่งเล่น แถวหน้าบ้านฉัน
จึงได้พูดคุยกับเธอมากขึ้น







เธอชอบเดินตามพี่สาว และเฝ้ารอที่หัวมุมถนน ตอนพี่สาวเธอไปซื้อของที่โรงอาหาร
ฉันเริ่มแอบมองเธอ เรียกเธอเข้ามาในบ้าน บางครั้งเธอก็วางมาดเฉย
แต่บางครั้งก็แอบเข้าบ้านฉันโดยไม่ได้เชื้อเชิญ

ฉันแอบตั้งชื่อให้เธอ และเรียกเธออย่างนั้นตลอด เธอหันมาบ้าง ไม่สนใจบ้าง
มารู้อีกที ตอนพี่สาวเธอมาตามหา

ฉันจึงได้รู้ว่าชื่อที่ฉันแอบตั้งให้เป็นชื่อเดียวกัน

แล้ววันหนึ่ง .... พี่ชายเธอก็มาบอกฉันว่าจะฝากเธอไว้กับฉัน เพราะเค้าต้องย้ายไปอยู่อยุธยา
เอาแมวทั้งหมดไปด้วย แต่เธอไม่ยอมไป เพราะเธอชอบทะเลาะกับคนอื่น
จึงต้องฝากเธอไว้กับฉัน ฉันดีใจมากรู้ไหม ฉันรับปากแบบไม่ลังเล
โดยที่ไม่รู้ว่าพี่ติ๊กผู้เป็นเจ้าของบ้านจะว่าอย่างไร
เพราะพี่ติ๊กไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไหร่ วันไหนเธอเข้าบ้านก็จะบ่นจนฉันเกรงใจ

ฉันดูแลเธออย่างดีเท่าที่จะทำได้ แม้จะกลับบ้านดึกดื่น เธอคงรอจนหิว
แต่พี่ติ๊กก็แอบเอาข้าวให้เธอกินนะ พอฉันกลับมาถึง เธอก็ได้กินอีก
เธอดูอ้วนท้วนขึ้น เธอร่าเริงและสนิทกับฉันมากขึ้น
เธอชอบเล่นซ่อนแอบ และทุกวันที่เธอทำเป็นประจำไม่เคยขาด คือ
ตอนเช้า เธอจะมารอหน้าประตูบ้าน ฉันเปิดประตูออกไปก็จะได้พบเธอ
พร้อมเสียงร้องน้อยๆ แอ๊วๆๆๆๆๆ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของเธอที่คนข้างบ้านตั้งให้
ตอนเย็น-ค่ำมืดดึกดื่น ที่ฉันกลับมาถึงบ้าน ไม่ว่าเธอจะอยู่ตรงไหน
เธอก็จะรีบวิ่งมาหาฉันตั้งแต่รถยังจอดไม่สนิท
เธอจะซุ่มแอบรอตรงข้างรั้ว พอฉันเปิดประตูรั้ว เธอก็จะพุ่งพรวดออกมา
บางวันฉันจึงแกล้งเธอ ไม่เดินเข้าบ้านสักที
เธอก็ซุ่มหมอบอยู่อย่างนั้น และอีกวันหนึ่ง ฉันแกล้งเธอ ย่องไปจะเอ๊ข้างหลัง
เธอก็ตกใจ วิ่งกระโจนไป ฉันหัวเราะชอบใจ ที่แกล้งเธอได้

ครั้งหนึ่ง ที่บ้านจัดงานเลี้ยงปีใหม่ พี่น้องชมรมมากันเต็มบ้าน เธอก็เดินวนไปมาแถวนั้น
ฉันแกล้งเธอ เอาไฟมาลนใกล้หนวด แล้วเผลอโดนหนวดเธอเหม็นไหม้
แต่เธอก็ทำหน้าไม่รู้ร้อนอะไร

ความจริงนั้นเธอแสนจะดื้อเงียบและขี้เล่นเป็นที่สุด
เธอพยายามจะเข้าบ้านมาหาฉันทั้งที่เอาเก้าอี้ดันประตูมุ้งลวดไว้
แต่เก้าอี้ก็กั้นเธอไม่อยู่ เธอใช้พละกำลังจากร่างกายน้อยๆ เข้ามาได้
ต้องหากระสอบใส่เสื้อผ้าขายมากั้นไว้ เธอก็เดินวนไปเวียนมาและร้องอยู่ตรงนั้น

บ้างครั้งเธอก็แอบเข้าหลังบ้าน ตอนที่ฉันกับพี่ติ๊กซักผ้าแล้วเปิดประตูทิ้งไว้
ถ้าเธอเข้าบ้านได้ล่ะก็ จะวิ่งหนีไปทั่วบ้าน ทั้งหมอบซุกและกระโจนไปทั่ว
ไม่มีใครจับเธอได้ง่ายๆ หรอก ยิ่งไล่จับ เธอก็ยิ่งสนุก
แต่ถ้าเฉยๆ เดี๋ยวเธอก็ออกมาพันแข้งพันขาเอง

ฉันรู้สึกผูกพันกับเธอมากขึ้น คิดจะดูแลเธออย่างดี เพราะเธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฉันแล้ว
เธอบาดเจ็บเพราะทะเลาะกับแมวอื่นที่พลัดหลงมาในบ้าน จนหางเป็นแผล
ฉันพาเธอไปหาหมอ พร้อมฉีดยากันพิษสุนัขบ้า

เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ฉันต้องกลับบ้านสุโขทัยถึง 4 วัน
นึกห่วงเธอมาก ว่าจะกินอะไรยังไง ไม่รู้จะฝากฝั่งใครให้ดูแลเธอได้
จนกลับมา เธอก็มารอรับฉันเหมือนเคย ฉันรีบกอดเธอและเอาข้าวให้กิน

เธอรอฉันและวิ่งมาหาฉันทุกครั้ง ทุกวัน ไม่เคยขาดสักครั้งเดียว
แต่แล้ว .... เย็นวันศุกร์ที่ 20 เธอไม่มา
ทั้งที่ตอนเช้าเธอยังปฏิบัติเหมือนเคย แต่เธอกินข้าวไม่เยอะ
เพราะมัวห่วงแมวตัวอื่นที่แอบอยู่ใต้ท้องรถของฉัน
ฉันไม่มีเวลาจะบังคับหรือนั่งเฝ้าให้เธอกินข้าว เพราะต้องรีบไปทำงาน
ไม่คิดเลยว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นเธอ

เธอหายไปไหน ดำน้อยที่น่ารักของฉัน
เธออยู่ไหน ดำน้อย
;(


Monday, April 23, 2007

Love in Great Gorge





แล้วสายลมแห่งความร้อนนนนนนนนนก็พัดพาคู่รักคู่หนึ่งให้เดินทางไปยัง
the great gorge ที่เราเรียกกันว่า ออบหลวง

ใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วโมงกว่า ไม่รวมการแวะหาอาหารการกินตลอดทาง
โดยใช้เส้นทางถนนหางดง-จอมทอง และเลยไปถึงอำเภอฮอด
เมื่อเจอวงเวียนใหญ่กลางเมืองให้วนขวา แล้วขับตรงไปเรื่อยๆ
เส้นทางนี้จะทะลุไปถึงอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
(ทางไปไม่ยักกะมีป้ายบอกนะ ต้องเลยไปก่อน เลี้ยวกลับมาถึงจะเห็นป้ายบอกทางไปออบหลวง)
แม้อากาศที่ร้อนแดดจะแผดเผาสองข้างทางให้ต้นไม้ดูเหี่ยวเฉา
แต่ก็ยังพอเห็นต้นไม้เขียวตลอดทางด้านซ้ายมือ บวกกับสายธารน้ำใหญ่ด้านขวามือ
เราสองคนคู่รักรู้ได้ทันทีว่ามาถึงสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว
เมื่อเห็นกระต๊อบขายส้มตำและลาบเมือง อีกทั้งกระต๊อบหญ้าคากลางสายธารน้ำ
ที่ปลูกเรียงราย ให้ลูกค้ารับลมเย็น นั่งเล่นเอาเท้าจุ่มน้ำ
แต่เราคู่รักไม่จอดแวะ เพราะจุดหมายของเราคือ อุทยานแห่งชาติออบหลวง
สถานที่หญิงสาวเคยมาเที่ยวกับเพื่อนชมรมเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา

เมื่อชายหนุ่มเห็นสถานที่สวยงามจึงหาที่จอด แล้ววิ่งไปถ่ายรูปเล่นกัน
ถ่ายภาพเดี่ยวแบบเท่ห์ๆ
สองเราเดินทางด้วยความสนุก พร้อมจิบน้ำสีดำนามโคล่าแสนเย็นในกระติกน้ำคู่ขวัญ
แล้วเราก็มาถึงทางเข้าอุทยาน เสียค่าผ่านประตูคนละ 20 บาท และค่ายานพาหนะอีก 30 บาท

ชายหนุ่มจอดรถอย่างระมัดระวัง หญิงสาวลงจากรถเห็นต้นหางนกยูงออกดอกงามตาตัดกับฟ้าสีเข้ม
หมายตาไว้ว่าจะกดชัตเตอร์สักรูป หลังจากที่เราสองเดินไปตามทางต้นไผ่
เพื่อไปชมช่องเขาขาด ที่สายน้ำสายลมตัดผ่านจนห่างกัน
ชายหนุ่มพูดคำหวาน “แม้นเขาขาดแต่เราจะไม่ขาดจากกัน”

แสงแดดที่แผดเผาไม่ทำให้เราหวั่นเกรงการถ่ายรูปกลางแดด
แต่หญิงสาวเริ่มงอแงไม่ยอมเดินไปถึงสะพานข้ามผ่านเขาขาด
น่าเสียดายที่ชายหนุ่มก็อดขึ้นไปด้วย เพราะเขามักจะตามใจหญิงสาวเสมอๆ

ได้เวลาเล่นน้ำแล้วล่ะ เราสองเดินเท้าเปล่าไปบนทรายละเอียดที่แดดส่องจนร้อน
หญิงสาวเท้าแดงจึงรีบกระโจนลงน้ำ แม้น้ำจะไม่เย็นเหมือนหลายปีก่อนที่เคยมา
สายน้ำวันนี้ไหลอุ่นๆ แต่ก็สุขใจและเพลิดเพลินไปกับการแช่น้ำ
เหม่อมองท้องฟ้าใสกับหินผาก้อนใหญ่
เพียงเท่านี้สองเราก็สุขใจ ลั้ลลา............






Thursday, March 29, 2007

วันเกิดพี่ตุ๊กติ๊ก


เมื่อวันที่ 27 มีนาคม เป็นวันเกิดพี่ติ๊ก แต่ไม่อยู่
พวกเรา อิ๊ก หญิง พี่ยุ่น พี่ฝ้าย เลยรวมหัวกัน
แอบมาแฮปให้วันที่ 28
เราได้นัดแนะกับพี่เกดไว้แล้วเชียวว่าพี่ติ๊กเลิกงานแล้วไม่ไปว่ายน้ำ
เรากะว่าคงจะกลับบ้านเลย จึงนัดกับหญิงและพี่ยุ่นไว้ 6 โมงเย็น
ส่วนเราเลิกงานแล้วก็รีบแจ้นกลับ แต่แล้ว.... ลืมปริ้นการ์ดวันเกิดที่ตั้งใจทำให้
น้องเจ้าของเครื่องปริ้นท์ก็กลับไปซะแล้ว
เราจึงลงมือเอง อยากให้มันออกมาขนาด 8x4 นิ้ว
แต่มันดันออกมา 4x2 นิ้ว เลยกลายเป็นที่คั่นหนังสืออันจิ๋วไป

ไปถึงบ้าน เห็นพี่ยุ่นกับหญิงนั่งรออยู่หน้าบ้าน
พร้อมเค้ก dog food (พี่ยุ่นตั้งชื่อ) ((ดูรูปเค้กได้ที่บล๊อกของหญิง))
พี่ติ๊กยังไม่กลับนั้นเอง หญิงโทรหาก็ไม่รับ
เราก็เลยซวยเช่นเคย โดนพี่ยุ่นค้นดูรูปในคอมพ์
นิสัยเดิมไม่เคยเปลี่ยนเล้ยยย
เมื่อสมัยเรีย น โดนพี่ยุ่นบุกห้องนอน
บังคับอ่านไดอารี่ของเราหน้าตาเฉย
แต่แล้วเสียงระฆังก็ช่วยไว้
พี่ติ๊กกลับมาแล้ว หญิงตะโกนให้ลงไปกินเค้กกัน
พี่ติ๊กบอกว่า ทำไมของที่แต่งหน้าเหมือนอาหารให้ดำน้อยเลย
แล้วเราก็กินๆๆ กัน แม้จะไม่หอมเนย แต่เราก็กินอันอย่างเอร็ดอร่อย
แล้วไปต่อกันด้วยหมูกะทะร้านมารวยแถวคันคลอง
แวะรับพี่ฝ้ายที่เรือนหอก่อน เพราะพี่มะหะโนกไม่อยู่
ระหว่างทาง พี่ติ๊กก็เม้าท์เรื่องราวที่บ้าน
ทุกคนตั้งใจฟังกันมาก คนขับรถ (พี่ยุ่น)
ถามว่า แล้วไงต่อ ไม่หยุดเลย
ระหว่างไปนั่งกินก็เปิดดูรูปงานแต่งพี่ฝ้าย
และดูรูปเก่าๆ สมัยเรียนของโฟโต้
โอ้โห้ พวกเราเปลี่ยนไปกันมากถึงเพียงนี้
พี่ติ๊ก ผอมลงกว่าเดิมมาก พี่ฝ้ายก็ไม่อ้วนท้วนเหมือนเก่า
หญิงแขนเล็กกว่าตอนนี้ แต่หน้ายังกลมเท่าเดิม
พี่ยุ่นตรงกันข้าม อ้วนอืดกว่าเมื่อก่อน จนนึกไม่ออกว่าผอมเป็นยังไง
ส่วนเรา อ้วนเหมือนเดิม แต่น่ารักขึ้น โฮะๆๆๆ

นึกถึงวันก่อนเก่า แล้วไม่มีอะไรน่าเสียดายเลย
รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านมากับโฟโต้มันคุ้มค่ามากมายเหลือเกิน

I love you all, my fotofamily.



Sunday, March 18, 2007

สงกรานต์บ้านเรา

สงกรานต์นี้จะกลับบ้านตั้งแต่คืนวันที่ 12 อยู่ยาวไปจนถึงวันที่ 16 เมษาเลย
กำลังคิดอยู่ว่าจะลงประกวดนางงามสงกรานต์ดีไหม
ต้องเตรียมตอบคำถามบนเวทีไปดีๆ
เคยไปดูลูกพี่ลูกน้องประกวดเมื่อหลายปีที่แล้ว ตกรอบแรกเลย
เพราะเจอคำถามที่ว่า นายกเทศบาลชื่ออะไร
น้องอ้ำอึ้งไปชั่วอึดใจ ได้ยินเสียงจนข้างล่างเวทีตะโกนกันเซ็งแซ่
น้องเราตอบอย่างมั่นใจไปว่า ชื่อบุหรี่
เสียงเฮกันลั่น ที่จริงนายกท่านชื่อ บุรี
แต่สำเนียงบ้านเราเหน่อ ออกเสียงเป็นบุหรี่
อะขำกลิ้ง ตกรอบไปเหอะน้องพี่

ปีนี้พี่จะเอารางวัลมาอวดน้องเอง โฮะๆๆๆๆ

ช่วงนี้เบื่อระบบการทำงาน (ชิปเป๋ง)
อยากย้ายกลับไปอยู่บ้านแล้วดิ
แต่พอไปอยู่บ้านก็คงจะเบื่อพ่อบ้าหวยเป็นแน่แท้

Friday, March 16, 2007

กลับมาแล้ว

ช่วงเวลาที่หายไป นานนับเดือน จนเพื่อน (หญิง multichin) บ่นว่าไม่ยอมอัพบล๊อกเลย
วันนี้พอมีเวลานั่งเย็นๆ ใต้แอร์ให้ห้องทำงาน เลยอยากเขียนอะไรลงไปเล็กน้อย

1 เดือนที่ผ่านมา ยุ่งวุ่นวายกับการที่สนุกสนาน และเผชิญกับปัญหาจากผู้บริหารของบริษัทมากพอๆ กับความสนุก
เวลา 24 ชั่วโมงของแต่ละวัน เหมือนจะไม่พอสำหรับเรา
ตั้งแต่มีแฟน ชีวิตก็เปลี่ยนไปมากพอสมควร บางเวลาหายไป จนน่าใจหาย
แต่ก็แลกกลับมาด้วยความสุขอีกแบบ

ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง แบบนั้นกระมัง
คงไม่มีใครได้ชีวิตที่สมบูรณ์พูนพร้อมไปหมดในเวลาเดียวกัน
อยากมีเวลาให้ตัวเองได้นอนอ่านหนังสือที่ชอบ ทำอาหารแปลกๆ ไว้หลอกให้ชาวบ้านกลัว
อยากมีเวลานั่งขายกระดุมทางอีเบย์ และอยากนอนให้มากกว่านี้
อยากมีเวลานอนดูโทรทัศน์กับพี่ติ๊ก พูดคุยและเม้าท์เรื่องราวในชมรม
อยากรับฟังเรื่องราวในชีวิตของพี่ติ๊กให้มากกว่านี้
อยากกลับไปหาพ่อกับแม่ และย่าที่สุโขทัย
อยากไปตระเวณกินเค้ก และร้านอาหารเปิดใหม่

ไม่รู้จะคุยกับพี่ติ๊กยังไง เริ่มตรงไหน
ว่าตอนนี้กำลังจะพยายามดึงเวลาบางส่วนกลับมาให้เหมือนเดิม
ไม่ใช่แค่เดินสวนกันหน้าห้องน้ำตอนเช้าแค่นั้น

เศร้าปนสุข

Saturday, January 13, 2007

ประวัติเล็กๆ (หลงกลน้องอุ๋ย จึงเล่ามา)

ข้อ 1 ชื่อเล่นว่าอิ๊ก พยายามหาความหมายแล้ว แต่หาไม่ได้ มีแต่คนคิดว่ามาจากอิ๊กคิวซังหรือไม่ก็อิ๊กนอ (ignore) แม่บอกว่า ตั้งชื่อให้คล้ายกับชื่อพ่อ (พ่อชื่ออิ๊ด) ตอนแรกนึกว่าจะไม่มีใครชื่อนี้แล้ว แต่ก็เจอเพื่อนของเพื่อนๆ หลายคนแล้ว และลูกของเพื่อนชื่อนี้ ส่วนชื่อจริงคือ สุรางคนางค์ แม่บอกอีกว่า ชื่อนี้พ่อตั้ง เปิดหาจากหนังสือพิมพ์ เห็นว่าเพราะดี มีส.เสือ เหมือนพ่อ (สมเดช)
แม่บอกว่าเคยหาความหมายแปลว่า นางฟ้านางสวรรค์ แต่เราเปิดจากพจนานุกรมแล้ว เจอแต่คำว่ากาพย์สุรางคนางค์


ข้อ 2 เรียนโรงเรียนอนุบาลสุโขทัยมาตั้งแต่อนุบาลจนป.6 มีเพื่อนสนิทคนเดียว ชื่อ เดียร์ (ตอนนี้มีลูกไปแล้ว) ไม่ชอบวิชาพละ และไม่ชอบงานกีฬาสี เพราะ อยู่สีเขียวมาตลอด 8 ปี ที่โรงเรียนนั้น แถมยังไม่มีเพื่อนอยู่สีเดียวกันอีก วิชาพละต้องเข้าแถวตามสี มีเราเป็นผู้หญิงคนเดียว เล่นกีฬาก็ไม่เก่ง จบป.6 ย้ายมาเรียนโรงเรียนพระหฤทัยเชียงใหม่ มีเพื่อนสนิทชื่อฝน (กำลังจะแต่งงาน) และดาริน (แต่งงานไปแล้ว) แล้วมาต่อ ม.4 ที่ยุพราช เรียนถึง ม.5 เพราะสอบเทียบได้ (เรียนตามเพื่อน แต่ไม่เคยรู้ว่าเรียนไปทำไม) แล้วก็ฟลุ๊คหรือจัดไม่รู้ อ่านหนังสือ 3 เดือน สอบมช.ติด คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส รู้สึกว่าตัวเองเรียนได้ห่วยมาก ฟังไม่ค่อยออก พูดไม่ค่อยได้ วิชาประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสได้เกรด D และติด F วิชา Account ภูมิใจมากที่ได้มาทุกเกรด A-F แถมยังเรียน 4 ปีครึ่ง เพราะลงเรียนไม่ครบ ทำเรื่องจบไป 3 รอบ

ข้อ 3 ทำงานที่แรกที่บริษัท โอชอง ห้างยักษ์ใหญ่ซึ่งตอนนี้เป็นบิ๊กซี เชียงใหม่ แล้วโอนย้ายไปกทม. เป็นเลขาแสนดี ของ Senior Manager ที่เจ้านายไม่รู้จะให้ทำงานอะไร แล้วหนีไปทำงานเมืองจีน จึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเลขา Director แต่ใจไม่อยู่แล้ว คิดถึงเชียงใหม่ คนเชียงใหม่คนหนึ่ง (คนที่คุณก็รู้ว่าใคร) และเบื่องาน จึงลาออก ณ.ปัจจุบัน เปลี่ยนงานและอาชีพมาหลายครั้ง ล่าสุดเป็น นักเขียนหัวปั่นที่บริษัทเด่นชัย เมื่อก่อนน้องที่บริษัทเรียกว่า บก.รอรัก ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ แหะๆๆ เขิลลลล

ข้อ 4 ชอบทำอาหารมาก ลงทุนไปเรียนที่สถาบัน 3 แห่ง คือ โรงเรียนสอนทำเค้กตรงสะพานควาย 2 คอร์ส และ UFM สุขุมวิท 1 คอร์ส และตั้งใจมากที่สถาบันของโรงแรมอีก 6 เดือน จบแล้ว จึงกลับมาเชียงใหม่ สมัครงานตามโรงแรม หวังเป็นเชฟ ได้งานที่โรงแรมเวสทิน ทำงานได้วันเดียว จึงมาทำที่ภัตตาคารอาหารฝรั่งเศส ไม่ชอบบรรยากาศในครัว เชพอารมณ์ร้อน พ่อกับย่ากลัวเราโดนน้ำร้อนลวก จึงลาออก แล้วไปสมัครร้านเค้กคุณนาย อยากทำเค้ก แต่ได้เป็นเซลล์ ทำได้เดือนเดียว ก็ออก เพราะพ่อกับแม่อยากให้เป็นแอร์โฮสเตส (อ่านแล้วกรุณาอย่าขำ) แต่เราก็ดื้อแพ่ง ไปสมัครงานเป็นเลขาที่ Citylife แต่ทำไปทำมา ได้เป็นช่างภาพ ชอบเลยสิ ได้กินฟรี เที่ยวฟรี จนอ้วนพี ก็เบื่อ แล้วลาออกอีก

ข้อ 5
สรุปเลยแล้วกันข้อนี้ กลัวแมงมุม ฝันร้ายถึงมันบ่อยๆ ชอบทำอาหาร คิดว่าตัวเองทำอร่อย แต่คนชมรมใส่ร้ายป้ายสี ว่าหน้าตาดีแต่กินไม่ได้ โดยเฉพาะพี่ยุ่น ปากร้ายใจดำ ชักชวนน้องๆ ให้คล้อยตาม เคยรักผู้ชายคนหนึ่งมากหัวปักหัวปำ แต่ตอนนี้ตาสว่างแล้ว หรือว่าบอดอีกรอบไม่รู้ เพราะมารักคนดำด้วยพ่ายแพ้ความดีและความรักที่มีให้ อนาคตวาดหวังว่าจะกลับไปอยู่กับครอบครัวที่สุโขทัย เปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ทำโปสการ์ดขาย หรือไม่ก็ทำเกสท์เฮาส์ โดยมีแฟนหนุ่มติดตามไปด้วย

Wednesday, December 20, 2006

ฉันควรแต่งงานหรือยัง

ตอนนี้อายุ 27 ปีหน้าก็ 28 อืม!! เพื่อนสองคนแต่งงานและมีลูกไปแล้ว
(ฉันก็กลายเป็นป้า)
ก๊อฟบอกว่า “อิ๊กเอ้ย อย่ามีเลยทั้งลูกทั้งผัว อยู่ตัวคนเดียวดีกว่า”
เวลานัดเจอกับเพื่อนพี่น้องที่หอบลูกไปด้วย
เราก็ได้แต่เล่นกับเด็กๆ ซึ่งก็น่ารักดีนะ แต่ถ้าให้มีเป็นของตัวเอง
ไม่รู้สึกว่าอยากมีเลย ยิ่งเด็กผู้ชายร้ายเหลือจริงๆ
กลัวอีกว่า มีลูกแล้วมันจะร้ายแบบนี้ไหม คงตีมันตายแน่ๆ
หรือไม่ก็คงดุจนเด็กเป็นโรคจิต

เฮ้อ มองข้ามช็อตแหะ ยังไม่ได้แต่งงานเลย จะมาคิดอะไรเรื่องมีลูกมีเต้า
(ตอนนี้มีแต่เต้าไปก่อน)
นั่นสิ แล้วถึงเวลาที่เราจะแต่งงานได้หรือยัง
ยังไม่รู้สึกว่าโตพอเลย
เมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว กับปีนี้ ยังเป็นเด็กไม่ได้เรื่องคนเดิมในสายตาพ่อแม่
พ่อยังให้เงินใช้บ้างบางเดือน (พ่อให้เองนะไม่ได้ขอ)
ยังขอเงินพ่อซื้อกล้องดิจิตอลตัวใหม่
ยังยืมเงินน้องสาวใช้เกือบทุกเดือน

แล้วคนที่เขาแต่งงานกันไป ต้องมีอะไรบ้างที่เรียกว่าพร้อมแล้ว
ในความคิดนะ ....
ฉันกับแฟน น่าจะมีเงินเก็บสักก้อน ไว้ทำธุรกิจร่วมกัน หรือสำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน
มีอาชีพที่หารายได้มากพอที่จะผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไปเที่ยวไกลๆ
ไปกินอะไรอร่อยๆสัปดาห์ละสองสามครั้ง

ตอนนี้ มีความรักที่พร้อมจะอยู่ด้วยกัน ปรับตัวเข้าหากัน
ให้อภัยเขาเมื่อทำอะไรไม่ถูกใจ และเปลี่ยนนิสัยแย่ๆ ของตัวเอง
เลิกเอาแต่ใจ ขี้งอนให้น้อยลง พยายามไม่หงุดหงิด

แต่ตอนนี้ เบื่องาน อยากเปลี่ยนงาน อยากให้แฟนมีรายได้มากกว่านี้
เพราะเงินเดือนเราสองคน ใช้ร่วมกันยังไม่พอ
ดีที่ฉันพอมีรายได้เสริมบ้าง
แค่มีเงินใช้ไปวันๆ และผวาตอนสัปดาห์สุดท้ายของเดือนว่าจะเอาอะไรกิน

ทำไมมีแฟนแล้ว ใช้เงินเปลืองกว่าเดิมว้า

แล้วฉันจะแต่งงานได้หรือยังเนี้ย








Sunday, December 03, 2006

คืออะไร


มีความรัก
ต่อมาจึงคิด
เงิน
เปลี่ยนงาน
เพื่อความฝัน
เพื่อครอบครัว





แต่ไม่เคยคาดหวังว่าคนรักจะต้องเป็นอย่างไร
กลัว
ไม่อยากผิดหวัง

ยังไม่กล้ารัก
หรือว่ารักไปแล้ว
ไม่รู้
รอต่อไป

Monday, October 09, 2006

มันเป็นเรื่องยากที่...

มันเป็นเรื่องยากที่เราจะไม่รู้สึกอะไรเลย
เมื่อได้ทำร้ายความรู้สึกใครสักคนโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ
ใครคนนั้นที่รู้สึกดีกับเราอย่างมากมาย
ฉันไม่ใช่นักฆ่าเลือดเย็น
แต่ฉันเป็นคนอ่อนหัด
ที่เพิ่งเรียนรู้จักกับคำว่าถูกรัก

คำว่าขอโทษดูจะไม่มีค่าอะไร
เมื่อเทียบกับน้ำตาของคนที่ถูกทำร้าย
แม้มันก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉันจะทำได้ในเวลานี้
ในยามที่ต้องทำเป็นใจดำ
ทั้งที่ใจจริง ฉันแสนเศร้า
แต่ความเศร้านั้นไม่อาจเทียบเท่ากับความเจ็บปวดของเขา
จริงอย่างที่ใครบอกไว้ว่า
ความเศร้าของคนที่เดินจากไป ไม่เท่ากับคนที่ถูกปล่อยไว้
ความเศร้าของคนที่ทำร้ายผู้อื่น ไม่เท่ากับคนที่ถูกทำร้าย
ความเศร้าของคนที่บอกเลิก เทียบไม่ได้กับความเศร้าของคนที่ถูกทิ้ง

ฉันเป็นผู้พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง
ฉันเดินทางไปที่นั่นเพื่อหวังช่วงชิงมิตรภาพที่อ่อนหวาน
แต่ฉันไม่ได้สิ่งใดกลับมาเลย
มันเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ
ความเป็นเพื่อนได้มายากกว่าที่เคยคิดไว้
คงถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องเดินกลับออกมามือเปล่า
แต่ฉันยังมีวันบางวันของความทรงจำที่งดงาม
และฉันยังมีความเศร้าคอยเตือนว่า ...
ครั้งหนึ่ง เราเคยผูกพันกัน

Friday, September 22, 2006

เจ้าชายน้อยที่ยอดดอยปุย

เย็นวันหนึ่งในขณะที่ฉันนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดดอยปุย ฉันได้เจอกับเจ้าชายน้อย

“สวัสดี” เจ้าชายน้อยเอ่ยทัก
“สวัสดี” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ


เด็กชายคนนั้นมีผมสีทองเหมือนเหมือนแสงแดดใกล้ลาลับที่ยอดดอยปุย
เขามองดูพระอาทิต์ตกไปพร้อมกับฉันและเขาก็ช่างหัวเราะได้ตลอดเวลา
ฉันรู้ได้ทันทีว่าเขาคือเจ้าชายน้อยจากหนังสือที่ฉันอ่าน
เขาเล่าให้ฉันฟังว่าที่ดาวของเขามีพระอาทิตย์ตกวันละหลายรอบ
แล้วเขาก็เล่าเรื่องราวการเดินทางเหมือนกับในหนังสือเลย
ถึงฉันจะเคยอ่านมาแล้ว แต่ฉันก็นั่งฟังเขานิ่งๆ ฉันชอบฟัง
และฉันอยากมีเพื่อนสักคนในเวลานี้ ฉันกำลังฟังอย่างเพลิดเพลิน
จู่ๆ เจ้าชายน้อยก็ถามว่า ฉันเป็นผู้ดูแลพระอาทิตย์ดวงนั้นหรือเปล่า ? ฉันปฏิเสธ

“แล้วคนบ้ายอกับหลงตัวเองล่ะ?”
ฉันตอบเจ้าชายน้อยไปว่า “ ไม่รู้สิ ไม่เคยมีใครชมฉันเลย ฉันเลยไม่รู้ว่าฉันเป็นคนบ้ายอหรือเปล่า”

“ถ้างั้นคนขี้เมาล่ะ?”
“ฉันก็ขี้เมานะ ดื่มไปนิดเดียวก็เมาแล้ว แต่ฉันไม่ค่อยชอบกินเหล้านักหรอก ตอนนี้ฉันถือศีลห้า”

เจ้าชายมองฉันนานกว่าเดิม แล้วตั้งคำถามใหม่
“คงไม่ใช่นักธุรกิจหรอกนะ นักธุรกิจคงไม่มีเวลามานั่งมองพระอาทิตย์ตกดินแบบนี้”
“ถูกต้องแล้วล่ะ” ฉันตอบเขาไป

“คนจุดคบไฟ ?”
ฉันยิ้มเจื่อนอีกครั้ง “ฉันไม่มีความขยันและเคร่งครัดต่อคำสั่งแบบนั้นหรอก

หลายครั้งฉันก็ทำอะไรตามใจตัวเอง”

“เธอคงเป็นนักภูมิศาสตร์สินะ?”
“ไม่ใช่อีกนั่นแหละ แต่ถ้าหากจะเป็นไป ฉันขอเป็นนักสำรวจดีกว่า
เพื่อที่ฉันจะได้เดินทางสำรวจแหล่งที่มีพระอาทิตย์ตกสวยที่สุดให้รอบโลกไปเลย”

“ถ้าอย่างนั้น เธอเป็นอะไรล่ะ?” เจ้าชายน้อยจ้องหน้าหาคำตอบจากฉัน
“ฉันยังไม่ได้เป็นอะไรเลย ทั้งที่ฉันก็มีความฝันหลายอย่าง หนึ่งในนั้นนะ
ฉันอยากเป็นนักเขียน และนักวาดภาพประกอบ” ฉันยิ้มเจื่อนให้กว้างกว่าเดิม

“ฉันเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาเคยอยากเป็นคนวาดรูปเหมือนเธอ
เขาวาดรูปแกะและปลอกหุ้มปากแกะ แต่เขาลืมวาดสายเชือกหนังให้ฉัน
เธอช่วยวาดเพิ่มให้ฉันทีได้ไหม?”
“ได้สิ เจ้าชายน้อย” ฉันลงมือวาดสายเชือกหนังโดยทันที
“ขอบคุณมากนะ” เจ้าชายน้อยรับภาพสายเชือกหนังจากฉันไป

“จากนี้เธอจะไปไหน?” เจ้าชายน้อยถามคำถามฉันอีก
“ไปที่ไหนก็ได้ ไปให้ไกลจากมิตรภาพบางอัน”
“น่าเศร้าจังนะ .... ทำไมเธอถึงอยากไปจากมิตรภาพอันนั้นล่ะ?”
“เจ้าชายน้อย เธอยังเด็ก ไม่เข้าใจความเจ็บปวดบางเรื่องหรอก”
พระอาทิตย์ตกไปแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืด ดาวหลายดวง ค่อยๆ เปล่งประกายสุกปลั่ง
แต่ฉันเกิดความรู้สึกเศร้าขึ้นมาจับใจ
“เธอหมายถึงเรื่องการฝึกให้เชื่องเหรอ?” เจ้าชายน้อยพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากเจ้าสุนัขป่าในหนังสือ
“มันคือเรื่องความผูกพันใช่ไหม? ที่เธอหมายถึง” ฉันถามเพื่อความแน่ใจ
“ถูกต้องแล้วล่ะ” เจ้าชายน้อยตอบพลางมองไปบนท้องฟ้า
“ก็อาจจะใช่ มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน มันเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด
ซึ่งมันก็คือการถูกฝึกให้เชื่อง” ฉันตอบ
“ทำไมเธอต้องจากไปล่ะ เธอไม่อยากให้มิตรภาพและความรักนั้น
เป็นเหมือนดอกกุหลาบดอกเดียวของเธอหรือ? ดอกกุหลาบที่เธอคอยรดน้ำพรวนดินให้
ดอกกุหลาบที่เธอคอยห่วงใย เฝ้าเอาใจใส่ตลอดเวลา”
“ดอกกุหลาบน่ะหรือ ฉันก็ทำเช่นนั้น รดน้ำพรวดดิน ไล่แมลงให้เขา ห่วงใยเขาตลอดเวลา
แต่เขาไม่ชอบให้ฉันทำแบบนั้นหรอก ฉันทำอะไร ก็ดูจะไม่ถูกใจเขาเอาซะเลย”

เจ้าชายน้อยหัวเราะขึ้น ฉับพลันดวงดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้าไกลโพ้นนั้น ก็กระพริบแสงประกายวูบหนึ่ง
“มันเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว เป็นความลับที่สุนัขจิ้งจอกบอกกับฉัน
... ฉันว่ามันเป็นเรื่องของความเข้าใจ ซึ่งเราจะมองเห็นได้อย่างลึกซึ้งแจ่มแจ้ง
ก็ด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ขอเพียงใช้หัวใจ”

"สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ขอเพียงใช้หัวใจ” ฉันพูดซ้ำๆ
“ใช่แล้ว หวังว่าสักวันหนึ่งเธอคงรู้จักและเข้าใจมัน ฉันต้องไปแล้วล่ะ สวัสดีนะ” เจ้าชายน้อยเอ่ยลา
“สวัสดี” ฉันยิ้มเจื่อนอีกครั้ง ด้วยรู้สึกเศร้า ที่เพื่อนตัวน้อยจะต้องจากฉันไปแล้ว

บนท้องฟ้ามืดมิดที่ยอดดอยปุยนั้น หลังการดูพระอาทิตย์ตกและการสนทนาของฉันกับเจ้าชายน้อย ฉันได้ยินเสียงลูกกระพรวน 500 ล้านลูก ดังกังวานมาจากดวงดาวที่กระพริบแสงนั้น และการเดินทางของฉันเพื่อหนีไปให้ไกลจากมิตรภาพอันนั้น ก็กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว


Monday, September 11, 2006

ค่าภาษีถนน

เช้าวันนี้เป็นวันซวยอีกวัน ที่ทำให้รู้สึกแย่เอามากๆ
ถึงกับร้องไห้ ตอนโทรหาใครบางคน
ที่จริงมันก็แค่เรื่องเล็กน้อย ที่ไม่ควรเก็บเอามาคิด
แต่ไม่รู้ทำไม มันถึงบั่นทอนจิตใจจนร้องไห้มากขนาดนี้
ไม่รู้ว่าใครบางคนคนนั้นจะงงหรือเปล่า
เพราะน้ำเสียงเขายังงัวเงียอยู่เลย
แต่เขาก็ตั้งใจฟังเรื่องที่ฉันเล่า และฟังเสียงสะอื้น
จนฉันรู้สึกดีขึ้น เขาบอกว่า
คิดซะว่าเสียค่าภาษีถนนนะครับ

มันเป็นอุบัติเหตุ ฉันเข้าใจดี
ขณะที่ฉันขับรถมาทางตรง จนถึงทางแยกของซอย
รถกระบะสีน้ำเงิน คนขับเป็นหญิงวัยกลางคนค่อนไปทางแก่
ก็โผล่หัวรถออกมาครึ่งคัน และไม่มีทีท่าจะเบรก
สิ่งที่ฉันคิดได้ในตอนนั้นคือเหยียบเบรค
วินาทีที่ฉันตัดสินใจนั้น ไม่ได้นึกหรอกว่าจะมีรถข้างหลังตามมา
แล้วก็ได้ยินเสียงดังปั๊ง และแรงกระแทกที่ไม่แรงมาก
ฉันรีบขับรถไปจอดหลบข้างทาง ไม่ให้กีดขวางทาง
พลางมองกระจกหลัง รถที่มาชนคือมอเตอร์ไซด์
คนขับใส่เสื้อวิน เขาเป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
ฉันรีบลงจากรถไปดูเขา ขณะเดียวกับที่รถกระบะสีน้ำเงิน
เลี้ยวออกจากซอย แล้วจากไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คนขับมอเตอร์ไซด์ที่นั่งงอขาอยู่บนถนน ยกมือให้คนมาช่วย
มีเด็กวัยรุ่นสี่คน จอดมอเตอร์ไซด์ วิ่งลงมาพยุงคนเจ็บ
และจุงมอเตอร์ไซด์เข้ามาข้างทาง
ฉันถามไถ่คนเจ็บด้วยคามเป็นห่วง
เจ็บมากไหม? มีเลือดออกไหม?
คนใจดีที่มาช่วยเหลือจากไปกันหมดแล้ว
คนเจ็บเริ่มพูดถึงตัวเลข
บังโคนล้อหน้ารถมีรอยแตก
เขาถาม “ไม่รู้เปลี่ยนอันนี้ต้องเสียเงินเท่าไหร่?”
“หมวกกันน็อคก็แตกละเอียดเลย”
ฉันพอจะเดาได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น
เขาถามเหมือนว่าหยั่งเชิง รถน้องเป็นอะไรหรือเปล่าครับ
ฉันตอบ “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ยังไม่ได้ดูเลย”
ฉันเดินกลับไปดูรถ เขาเดินตามมา
มีรอยทางยาวสีดำจากมอเตอร์ไซด์สองแผล
แล้วคนเจ็บก็พูดขึ้น
“ผมขอเงินสัก 400-500 ไปซ่อมมอเตอร์ไซด์ที่ติดไฟแนนซ์ได้ไหม”
“ซื้อหมวกกันน็อคด้วย”
“ขาผมก็เจ็บ ตอนนี้ไม่เป็นไร แต่ไม่รู้ว่าจะเดินได้อีกกี่วัน”
“รถพี่เสีย ไม่รู้แฟนจะว่าหรือเปล่า น้องไม่เป็นอะไรเลย”
ฉันตอบ “น้องก็ไม่มีเงินเหมือนกันนะคะ”
“น้องไม่ใช่คนผิดด้วย คนผิดหนีไปโน่นแล้ว”
“ถ้าน้องไม่เบรกกะทันหัน แล้วชนกับรถกระบะ พี่ก็ชนน้องอยู่ดี ใช่ไหม”
“ถ้าน้องจะให้เงิน น้องให้เพราะอยากให้ ไม่ใช่เพราะน้องผิด”
“ถามหน่อยนะคะ สมมติว่าน้องขับรถหนีไปเลย
ไม่มีน้ำใจลงมาดูพี่ น้องก็ไม่ต้องจ่ายใช่ไหมคะ”
“ก็น้องไม่ผิด แล้วทำไมน้องต้องจ่ายให้พี่ด้วย”

เขาต่อรองเหลือ 300 บ้าง 200 บ้าง กลับไปกลับมา
ฉันบอก “ในกระเป๋าน้องมีตังค์อยู่ไม่ถึงหรอกค่ะ”
ฉันเดินไปหยิบกระเป๋าตังค์ในรถ แล้วเปิดให้เขาดู มีเงินอยู่ 260
เขาบอก งั้นผมเอาแค่ 160 ก็ได้

- โชคดีที่ฉันเบรกรถได้ทัน ก่อนที่จะชนกับกระบะ
- โชคดีที่รถที่มาชนเป็นมอเตอร์ไซด์ ไม่ใช่รถยนต์
ไม่งั้นอาจจะต้องเสียเงินซ่อมกันแพงกว่านี้
- โชคดีที่คนเจ็บ เอาเงินไปแค่ 160 ไม่ใช่ 200
แล้วเหลือให้ฉัน 60 เหมือนกับตำรวจที่เคยขูดรีดฉัน
ตอนนั้นฉันมีเงิน 170 เขาเอาไป 150 เหลือให้ฉัน 20 บาท
- โชคดีที่ฉันขับรถยนต์ เลยไม่เจ็บเท่าคนมอเตอร์ไซด์ที่มาชนท้าย
แต่โชคร้ายที่ฉันเป็นคนดี วิ่งลงมาดูและคิดจะช่วยเหลือ
จึงต้องเสียค่าภาษีถนน เพราะว่าบังเอิญมีรถยนต์มือสองคันเล็กๆ



Thursday, September 07, 2006

เป็นดาวที่เหงาเฝ้ามองพระจันทร์

พระจันทร์สวยมาหลายคืนแล้ว
ตอนหัวค่ำ พระจันทร์จะดวงกลมโตมาก
แขวนตัวเองอยู่ไม่สูง แค่เหนือยอดไม้
พอฟ้าเปลี่ยนสีเป็นดำสนิท
ฟ้าสีดำช่วยขับสีพระจันทร์ให้ยิ่งเหลืองนวล
ปุยเมฆที่ลอยผ่านเส้นรัศมี
จะสะท้อนแสงสีส้มใสๆ เรืองรอง
อิจฉาเมฆที่ได้ลอยผ่านใกล้ๆ
ยิ่งดึกพระจันทร์ก็ลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
จนดูเหมือนว่า ยังไงก็เอื้อมไม่ถึง

พระจันทร์ใสจนเห็นกระต่ายชัดเจน
คืนนี้ราหูจะมาอมจันทร์ตอนตี 1
พระจันทร์จะทำไงหนอ
บางทีอาจจะเป็นเวลาพักของกระต่ายก็ได้เนาะ
ราหูอมจันทร์ ก็เท่ากับพระจันทร์ดับไฟ
กระต่ายก็ไม่ต้องตำข้าว จะได้หลับสักที
นานๆ จะได้งีบสัก 3-4 ชั่วโมง

ตอนเด็กๆ จำได้ว่า บ้าจี้ตามคำผู้ใหญ่
เอาหม้อเอาไหมาเคาะเสียงดัง ไล่ราหู
โตมาหน่อย ก็เห็นอาคนโต เตรียมของดำเจ็ดอย่าง
มาไหว้ราหู ไม่เห็นมีอะไรน่ากินเลย
ตอนนี้ อยากชวนใครบางคนมานั่งดูพระจันทร์สวยๆ ด้วยกัน
แต่เขาคงมาไม่ได้ ยังไงก็หวังว่าเขาจะมองดูอยู่
อย่างน้อยก็มองพระจันทร์ดวงเดียวกันละนะ

Wednesday, August 30, 2006

เพื่อนรัก

ก่อนจะนับใครเป็นเพื่อนสักคน
เราต้องใช้เหตุผลอะไร เพื่อจะเลือกเขา
เพื่อนตอนนักเรียน เพื่อนใหม่เพื่อนเก่า
ต้องเป็นคนอย่างไร เราถึงเรียกเพื่อน
เขาเป็นคนแบบไหน

กว่าจะรู้สึกว่าไว้ใจ จะต้องรู้จักกันเท่าไหร่
จะต้องคบและเรียนรู้กันมานานแค่ไหน

กว่าจะได้อยู่เป็นเพื่อนของใคร กว่าจะได้เจอะคนที่เขาจริงใจให้รัก
เพื่อนกินเพื่อนเที่ยว คงมีไม่ยาก
แต่คนไหนเคียงข้างเสมอ เมื่อลำบากนั้น คือเพื่อนของฉัน
แค่มองตากันก็เข้าใจ ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย
เพราะว่าเรามีกันและกันมานานใช่ไหม

ฉันมีคนๆ หนึ่งที่เป็นเพื่อนรัก ไม่ใช่แค่เพียงคนรู้จัก
นั่นคือเธอนี่ไง ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร
และฉันก็ยังคงมั่นใจ เราจะมีกัน
วันเวลาเราคงพิสูจน์อะไรมากมายกว่าแค่คำพูด
ของฉันกับเธอ ใช่ไหม

------------------------------------------------------------------
ซึ้งกับเพลงนี้มาก
ฟังวันละไม่ต่ำกว่าสิบรอบ


Thursday, August 17, 2006

เค้กอุ๊ 2




ทำเค้กวันเกิดให้อุ๊

ทำเค้กวันเกิดให้อุ๊
หนึ่งในน้องรักของชมรม
เราไม่ได้ทำเค้กวันเกิดให้คนทุกคนในชมรมหรอกนะ
ก็เลือกทำให้แต่คนที่เรารักมากหน่อย

และในวันนั้น วันที่ 8 สิงหาคม 2549
น้องชมรมทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ จึงได้ชิมเค้กแสนอร่อยของเรา
เค้กที่ขึ้นชื่อลือชามานานนม
แม้ว่าพี่ยุ่นจะปากเสียบอกว่า หน้าตาดีแต่กินไม่ได้
ฮึฮึ ไม่อยากบอกเลยว่าคราวนี้มันอร่อยจริงๆ
แล้วพี่ยุ่นก็อดกิน เอาไว้แก้แค้นพี่ยุ่นตอนวันเกิดอีกที

ใฝ่ฝัน อยากทำเค้กให้คนที่เรารักกิน แล้วเขาค่อยๆ ละเลียดกิน ไม่อยากให้มันหมดไป
ใฝ่ฝัน อยากให้คนที่ได้ชิม บอกว่า อร่อยจัง
ใฝ่ฝัน อยากทำเค้กให้หอมฉุย หอมขึ้นไปถึงดวงดาว
ใฝ่ฝัน อยากมีร้านเค้กเป็นของตัวเอง

มาดูรูปขั้นตอนการทำกันดีกว่า
1. ตีเนยกับน้ำตาลจนอ่อนนุ่ม
2. ค่อยๆ ใส่ไข่
3. ใส่แป้งทีละนิด สลับกับน้ำนม
4. ใส่เมล็ดป๊อปปี้ซีด
5. ตีรวมกันมันก็จะเหนียวๆ แบบนี้
6. เทใส่พิมพ์กลม ขนาด 8 นิ้ว แล้วส่งเข้าเตาอบ
7. มาทำครีมคัสตาร์ดสอดไส้ ด้วยการต้มนมกับแป้งข้าวโพดและน้ำตาล
8. ตีไข่แดงให้เข้ากัน
9. เทส่วนผสมนมลงไข่แดง แล้วคนเร็วๆ จนเหนียว ใส่ตู้เย็นไว้
10. อบออกมาแล้ว ทิ้งไว้ให้เย็น ผาครึ่ง พรมน้ำเชื่อม
11. ราดครีมลงไปตรงกลาง เกลี่ยให้ทั่ว ประกบสองส่วน
12. ราดช็อคโกแลตตุ๋นลงไป
แต่งหน้าทาปากให้สวยงามก่อนออกงานราตรี

Wednesday, August 09, 2006

ก็รู้ว่ารัก แต่ยังอยากได้ยิน

ผู้หญิงอยากได้ยินคำว่ารักเสมอๆ
ผู้ชายไม่ค่อยจะยอมเอ่ย และไม่ค่อยแสดงออกว่ารักมากแค่ไหน

รู้ไหมว่าลึกๆ ในใจผู้หญิงสัมผัสได้นะ ว่าผู้ชายมีความรักให้หรือเปล่า
เหมือนประโยคที่ว่า “ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ขอเพียงใช้หัวใจ”
แต่.... หลายๆ ครั้งผู้หญิงเราก็อยากได้ยินคำว่า “รัก” อยากได้ฟัง

และอยากมั่นใจ

ฉันรู้ว่า ความรักอาจจะไม่ต้องแสดงออกด้วยคำพูด
หรือวิธีการโรแมนติกอะไรมากมาย
อันที่จริงฉันก็สัมผัสได้จากเรื่องราวเล็กๆ ตอนที่เราอยู่ด้วยกัน

ค่ำวันนั้น ที่เราไปหาซื้อกับข้าวด้วยกัน
ถาดใส่อาหารวางเรียงรายในตู้กระจก
เธอสั่งอาหารตักใส่ถุงได้ 1 อย่าง ฉันสั่งไป 1 อย่าง
เธอบ่นว่า ไม่มีแกงอะไรเลย
ฉันจึงเดินไปดูร้านข้างๆ ไม่มีแกงน่ากิน
มีแต่ปลาทอดราดซ๊อสพริก
ฉันจำได้ว่าเธอชอบกินปลา
แต่เธอไม่ได้ตอบอะไร เราจึงขับรถไปซื้อกับข้าวอีกร้านหนึ่ง
ฉันเดินไปมุมแกง แต่ไม่มีอะไรน่ากิน
เธอถามฉันว่า ไข่พะโล้ไหม
ฉันพยักหน้าหงึกๆ ในใจคิดว่าอะไรก็ได้
แล้วก็สั่งปลาทอดอีก 1 ตัว

ตอนนั่งล้อมวงกินข้าว ฉันแอบกินแต่ไข่แดงในไข่พะโล้
ที่เหลือเธอกินคนเดียว เพื่อนเธอแซว “ไรว่ะ กินคนเดียวเลย”
“ก็ไม่เห็นมีใครกินเลย” เธอตอบ
ประโยคนั้นทำให้ฉันรู้สึก
แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอคงตั้งใจซื้อให้ฉัน
เพราะฉันเคยฝากเธอซื้อไข่พะโล้ที่หน้าอ๊อฟฟิศ 10 ฟอง
เธอคงคิดว่าฉันชอบกิน

ขอบคุณและขอบใจเธอจริงๆ ที่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยนี้
ที่ผ่านมาฉันคิดเสมอว่าเธอไม่เคยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับฉันเลย
และเชื่อประโยคที่เธอบอกว่า เธออาจคิดว่าฉันยังไม่ใช่เพื่อนเธอ

ประโยคที่ทำให้ฉันเสียใจมากที่สุด

มาวันนี้ ฉันพอจะเข้าใจว่า เธอก็ใส่ใจและรักฉันบ้าง
แต่... ฉันก็ยังอยากฟังคำว่ารักจากเธอ

.................................................
ปล. จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้ชอบกินไข่พะโล้





Wednesday, August 02, 2006

วันที่เธอดูแปลก

คืนนี้นั่งฟังเพลงเก่าๆ แล้วเกิดชอบเพลงนี้ขึ้นมา
แปลกดี เพลงนี้ล่วงมากี่ปีแล้วเพิ่งจะชอบมัน

------------------------------------------

เพลง วันที่เธอดูแปลก
ศิลปิน Project H

วันนี้ เธอแปลกจัง วันนี้เธอเปลี่ยนไป
ทำไม วันนี้ ดูเธอไม่ยิ้มเหมือนทุกวัน
ทำไม วันนี้ ไม่ยอมพูดคุยกับตัวฉัน
ไม่ยอมทักกันอย่างเคย
จากเพื่อนสนิทกัน จากเพื่อนที่เข้าใจ
แต่ในวันนี้ ดูราวกับคนไม่คุ้นเคย
เธอหลบสายตาฉัน แล้วทำเป็นเฉยเฉย
ไม่รู้เลย เพราะอะไร
คงมีใคร บอกให้เธอ
ได้รู้ เรื่องจริงในใจฉัน
และเธอเอง ก็คงไม่อยาก รับมัน
เธอจึงทำแบบ นี้
ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันขอให้เธอลืมได้ไหม
ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันขอให้เธอไม่ต้องสนใจ
แค่คนแอบรัก เท่านั้น ไม่สำคัญ เท่าไหร่
ฉันขอได้ไหม ให้เรา กลับมาเป็นเหมือนเดิม ...
จะไม่ไปปลอบใคร ให้ช่วยคุยกับเธอ
จะไม่มีเพราะ ไม่คิด กับเธออย่างนี้เอง
จะเป็นแค่เพื่อนกัน
ขอแค่ได้ใกล้ชิด ในคราวนี้ฉันสัญญา

http://www.doo-dd.com/music/play.php?id=2386
ลองฟังเพลงดูสิ น่ารักดีนะ

Wednesday, July 19, 2006

ความฝัน

ฉันคิดอะไรก่อนที่จะหลับไป
จำได้ว่าอ่านหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้เกือบปีแล้ว
“กบฏช็อกโกแลต” เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองๆ หนึ่ง ที่นายกสั่งห้ามทุกคนกินช็อกโกแลต
และน้ำตาล นายกสั่งให้ทหารกำจัดและทำลายล้างช็อกโกแลตและน้ำตาลจนสิ้น
อาหารทุกอย่างไม่ต้องใส่น้ำตาล และขนมที่เคยทำจากช็อกโกแลต
ก็ให้ใช้ช็อกโกแลตซับแทน ด้วยเหตุผล เพื่อสุขภาพของประชาชน
แต่เด็กกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคิดว่าหากโลกนี้ไม่ช็อกโกแลต ชีวิตก็ไร้ความหมาย
เขาจึงแอบตามหาช็อกโกแลตที่หลงเหลืออยู่ และหาส่วนประกอบที่จะผลิตมันขึ้นมาอีก
เพื่อที่จะลักลอบขายให้กับเด็กและผู้ใหญ่ในตลาดมืด
ฉันอ่านถึงตอนที่เด็กๆ เจอส่วนประกอบที่จะนำมาทำช็อกโกแลตที่ร้านขายของชำเก่าแห่งหนึ่ง
แล้วก็ปิดไฟนอน
........................................................
ความฝันเริ่มต้นตรงไหนจำไม่ได้
แต่ที่จำได้แม่น ก็ตอนที่.....
ฉันกำลังอยู่ในสวนสาธารณะที่ไหนสักแห่ง
ฉันยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าสวน แล้วใครคนนั้นก็ปรากฏขึ้นที่ด้านข้าง
เขาใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าขายาวสีขาว ตัวที่ฉันเคยเห็นเขาใส่อยู่บ้าน
เขาสะกิดที่แขนข้างซ้าย ฉันหันกลับไป เห็นดวงหน้าเขาอย่างชัดเจน
ไม่ผิดหรอก เป็นเขาที่ฉันไม่ได้ฝันถึงนานแล้ว
น่าแปลกที่ดวงหน้าเขาจะชัดเจนเสมอในฝัน
เขาดึงแขนฉันให้ไปอีกทาง เขาบอกว่า ไปคุยกันที่อื่นเถอะ มีเวลาน้อย
ในฝันฉันลังเล เพราะตอนนั้นเหมือนฉันกำลังรอเพื่อนหรือใครอยู่
แล้วเราก็วิ่งไปด้วยกัน มีคนรู้จักฉันวิ่งตามเรามา
เราจึงวิ่งไปหลบบนตึกที่เกือบจะร้าง
เราแอบซ่อนอยู่ที่ซอกตึก คนตามวิ่งเลยไปแล้ว
เรายืนใกล้กัน เหมือนฉากในหนังที่พระเอกพานางเอกหนีผู้ร้าย
ฉันจึงเดินเข้าไปในห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์เพียงโต๊ะและเตียงเก่าๆ
ในฝัน เราคุยอะไรกันสักอย่าง แต่เราไม่เข้าใจกัน
ฉันวิ่งออกมาจากตึก แล้วเริ่มหนี
เขาวิ่งตามมา แต่เขาก็ตามไม่ทัน
จริงๆ แล้วเขาตามไม่ทัน หรือเขาเลิกล้มที่จะวิ่งตาม
ฉันไม่แน่ใจ
.......................................................
ฉันฝันอะไรต่ออีกมากมายหลังจากนั้น เป็นการผจญภัยที่โลดโผน
เรื่องราวในฝันมักจะเป็นเรื่องเหนือความจริงเสมอ
เราจะได้ทำสิ่งที่เราไม่กล้า และทำในสิ่งที่เรากลัวในโลกความจริง
ก่อนที่ฉันจะขับรถยนต์เป็น ฉันมักจะฝันว่าขับรถเก่ง หลบลีกสิ่งกีดขวางได้หมด
แม้ชนก็ไม่เป็นไร เมื่อขับรถเป็นแล้ว ก็ไม่เคยฝันถึงการขับรถอีกเลย

ความฝันคงเป็นสิ่งสะท้อนความคิดบางอย่างในใจของเรา
แต่การที่ฉันวิ่งหนีเขาในฝัน ทำให้ฉันตื่นมาแล้วเศร้า
ที่จริงแล้ว ฉันไม่เคยอยากจะหนีเขาไปไหน
หากเรามีเวลาอยู่ด้วยกันเพียงน้อยนิด ฉันก็จะกักเก็บเวลานั้นไว้
เก็บเกี่ยวความทรงจำที่ดีไว้ให้มากที่สุด
แต่... ถ้าหากว่าฉันต้องเจอเขากับผู้หญิงคนหนึ่ง
ฉันก็อาจจะหันหลังแล้วเดินจากไป .........

Tuesday, July 11, 2006

Just Married

ดาริน เป็นเพื่อนซี้สมัยม.1 และ ม.2 ที่รร.พระหฤทัย
เราเรียนห้องเดียวกัน ไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน
ก๊กของเรามี ฝน(เล็ก) เปีย(หน้าไข่) ปิ่นนง(ปิ่นอนงค์)
น้ำ(หทัย) ดาริน(ชื่อเล่นว่าปุ้ย) แล้วก็เรา(คนเสียงเน่อ)
ตอนม.1 เราติดศูนย์วิชาแบดมินตัน (เจ็บใจมาก)
ปิดเทอมแล้วแต่ยังกลับบ้านไม่ได้
เลยต้องไปนอนบ้านดาริน เพื่อไปแก้ศูนย์ด้วยกัน
(ดารินติดศูนย์วิชาวิชาอื่น)
นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราไปนอนค้างบ้านเพื่อน
และได้กินขนมจีนน้ำเงี้ยวนับแต่มาอยู่เชียงใหม่ แล้วพบว่ามันอร่อยมาก
แม่ดารินพาไปเที่ยวอำเภอพร้าว ไปแอบดูเมียน้อยพ่อดาริน
พาไปเที่ยววัดที่พระนิกรเคยอยู่
แม่ดารินเล่าเรื่องดวงพระธาตุที่ลอยไปมาหากันระหว่างพระธาตุ
แล้วแม่ดารินก็บอกว่า เราควรห้อยพระไว้ตลอดเวลา
ยามที่เราเดินทางไปไหน ไกลถิ่น พระจะได้คุ้มครอง ไม่มีผีสางกล้าทำร้าย
แล้วทันทีที่เรากลับสุโขทัย เราก็ขอพระแม่ย่าจากแม่มาห้อยคอไว้ตลอดไม่เคยถอด
จนวันนี้ 10 กว่าปีแล้ว แล้วยังคงห้อยพระแม่ย่า
เรามักจะดึงพระมากำไว้พร้อมพนมมือไหว้ก่อนนอนทุกครั้งที่ไปนอนค้างที่อื่น

ความทรงจำตลอดสามสี่วันที่บ้านดารินยังใหม่สด แม้รสชาติอาจจะจางไปบ้าง
เพราะเราไม่ได้หยิบมาปัดฝุ่นนานปี เรากับดารินเริ่มห่างกันตั้งแต่ ม.3
เราเรียนกันคนละห้อง และแม้ว่าเราจะยังได้เรียนที่ยุพราชเหมือนกัน
แต่เราก็ห่างกันไปมากๆ ดารินอยู่ห้อง 8 สายวิทย์ เราเรียนห้อง 14 ศิลป์ฝรั่งเศส
ดารินมีแฟนชื่อก้อง แต่เรามีกลุ่มเพื่อนใหม่ที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
ตอนกลางวันก็ไปแค่โรงอาหารกับห้องสมุด
(ไม่ได้อ่านหนังสือเรียนนะ เราไปอ่านหนังสือทำอาหาร)
มีบางวันที่เราไปดูโต้วาทีคนเดียว เพราะเราแอบชอบนักโต้วาทีห้อง 3

เรากับดารินยังคงเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ดารินเรียนเภสัช และยังคงเป็นแฟนกับก้อง
รู้สึกว่าจะเคยเจอกันไม่เกิน 3 ครั้ง ในมหาวิทยาลัย ครั้งล่าสุด ดารินบอกว่า เรียนไม่ไหว
จากนั้นไม่นาน เพื่อนเราก็บอกว่า ดารินโดนไทร์แล้ว เราก็ไม่ได้ข่าวอีกเลย

ปีที่แล้วนี่เอง เราบังเอิญไปเจอดารินที่โรงพยาบาลมหาราช
เราไปรับก๊อฟออกจากโรงพยาบาลตอนคลอดปันปัน
ดารินไปเฝ้าไข้น้องสาวคนเล็ก รู้สึกว่าจะเป็นโปลิโอ จนต้องตัดขาทิ้ง
เราแลกเบอร์โทรศัพท์กัน เราคิดจะโทรชวนดารินไปกินข้าวหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยโทรไป
แล้วเมื่อเดือนที่แล้ว ดารินโทรมา บอกว่าจะมาหาที่บริษัท
เอาการ์ดแต่งงานมาแจกให้ แต่เจ้าบ่าวไม่ใช่ก้อง
เป็นรุ่นพี่ที่ทำงาน ชื่อทน ทำงานที่ LTEC นิคมลำพูนด้วยกัน

คืนวันที่ 9 กรกฎาคม 2549 เราก็ได้พบดารินอีกครั้งในชุดเจ้าสาวแสนสวย
เพื่อนเราสวยมากจริง เราถ่ายรูปหน้างานด้วยกัน
ดารินบอกว่า “ขอบใจแกมากนะอิ๊ก”
เราเป็นเพื่อนม. ต้น คนเดียวที่ไปงานแต่งของดาริน
เรานั่งโต๊ะร่วมกับเพื่อนที่ LTEC และอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนอร์ท
เราเพิ่งรู้เหมือนกันว่าเพื่อนเคยเป็นอาจารย์สอนที่นั้น
แล้วเราก็เพิ่งรู้ว่าเพื่อนไปเรียนที่มอเกษตร คณะวิศวะ หลังจากโดนไทร์
และตอนนี้กำลังต่อป.โทที่มช. คณะวิศวะ

เพื่อนรวมงานทั้งสองที่ของดาริน ชวนเราคุย บอกว่า ดารินนิสัยดี
น่ารัก ใจดี คืนนี้ก็สวยมากๆ ด้วย
เรานั่งยิ้มมองเพื่อนบนเวที ที่กำลังทำหน้าที่ของเจ้าสาวตามแบบฉบับ
เจ้าบ่าวกล่าวชื่นชมเจ้าสาวอย่างจริงใจ

ภาพดารินตอนม.ต้นที่มัดผมเปียสองข้าง ทับซ้อนภาพเจ้าสาวชุดสีขาวสลับไปมา
เราดีใจกับเพื่อนด้วยจริงๆ
ขอให้เป็นดังคำอวยพรที่เราเขียนไว้หน้างานนะจ้ะ
“ขอให้ความรักร้อยพันความรัก
ผูกโยงเป็นรักที่มั่นคงของดารินกับทน”
จาก ... อิ๊กและเพื่อนๆ พระหฤทัย