เช้าวันนี้เป็นวันซวยอีกวัน ที่ทำให้รู้สึกแย่เอามากๆ
ถึงกับร้องไห้ ตอนโทรหาใครบางคน
ที่จริงมันก็แค่เรื่องเล็กน้อย ที่ไม่ควรเก็บเอามาคิด
แต่ไม่รู้ทำไม มันถึงบั่นทอนจิตใจจนร้องไห้มากขนาดนี้
ไม่รู้ว่าใครบางคนคนนั้นจะงงหรือเปล่า
เพราะน้ำเสียงเขายังงัวเงียอยู่เลย
แต่เขาก็ตั้งใจฟังเรื่องที่ฉันเล่า และฟังเสียงสะอื้น
จนฉันรู้สึกดีขึ้น เขาบอกว่า
คิดซะว่าเสียค่าภาษีถนนนะครับ
มันเป็นอุบัติเหตุ ฉันเข้าใจดี
ขณะที่ฉันขับรถมาทางตรง จนถึงทางแยกของซอย
รถกระบะสีน้ำเงิน คนขับเป็นหญิงวัยกลางคนค่อนไปทางแก่
ก็โผล่หัวรถออกมาครึ่งคัน และไม่มีทีท่าจะเบรก
สิ่งที่ฉันคิดได้ในตอนนั้นคือเหยียบเบรค
วินาทีที่ฉันตัดสินใจนั้น ไม่ได้นึกหรอกว่าจะมีรถข้างหลังตามมา
แล้วก็ได้ยินเสียงดังปั๊ง และแรงกระแทกที่ไม่แรงมาก
ฉันรีบขับรถไปจอดหลบข้างทาง ไม่ให้กีดขวางทาง
พลางมองกระจกหลัง รถที่มาชนคือมอเตอร์ไซด์
คนขับใส่เสื้อวิน เขาเป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
ฉันรีบลงจากรถไปดูเขา ขณะเดียวกับที่รถกระบะสีน้ำเงิน
เลี้ยวออกจากซอย แล้วจากไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คนขับมอเตอร์ไซด์ที่นั่งงอขาอยู่บนถนน ยกมือให้คนมาช่วย
มีเด็กวัยรุ่นสี่คน จอดมอเตอร์ไซด์ วิ่งลงมาพยุงคนเจ็บ
และจุงมอเตอร์ไซด์เข้ามาข้างทาง
ฉันถามไถ่คนเจ็บด้วยคามเป็นห่วง
เจ็บมากไหม? มีเลือดออกไหม?
คนใจดีที่มาช่วยเหลือจากไปกันหมดแล้ว
คนเจ็บเริ่มพูดถึงตัวเลข
บังโคนล้อหน้ารถมีรอยแตก
เขาถาม “ไม่รู้เปลี่ยนอันนี้ต้องเสียเงินเท่าไหร่?”
“หมวกกันน็อคก็แตกละเอียดเลย”
ฉันพอจะเดาได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น
เขาถามเหมือนว่าหยั่งเชิง รถน้องเป็นอะไรหรือเปล่าครับ
ฉันตอบ “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ยังไม่ได้ดูเลย”
ฉันเดินกลับไปดูรถ เขาเดินตามมา
มีรอยทางยาวสีดำจากมอเตอร์ไซด์สองแผล
แล้วคนเจ็บก็พูดขึ้น
“ผมขอเงินสัก 400-500 ไปซ่อมมอเตอร์ไซด์ที่ติดไฟแนนซ์ได้ไหม”
“ซื้อหมวกกันน็อคด้วย”
“ขาผมก็เจ็บ ตอนนี้ไม่เป็นไร แต่ไม่รู้ว่าจะเดินได้อีกกี่วัน”
“รถพี่เสีย ไม่รู้แฟนจะว่าหรือเปล่า น้องไม่เป็นอะไรเลย”
ฉันตอบ “น้องก็ไม่มีเงินเหมือนกันนะคะ”
“น้องไม่ใช่คนผิดด้วย คนผิดหนีไปโน่นแล้ว”
“ถ้าน้องไม่เบรกกะทันหัน แล้วชนกับรถกระบะ พี่ก็ชนน้องอยู่ดี ใช่ไหม”
“ถ้าน้องจะให้เงิน น้องให้เพราะอยากให้ ไม่ใช่เพราะน้องผิด”
“ถามหน่อยนะคะ สมมติว่าน้องขับรถหนีไปเลย
ไม่มีน้ำใจลงมาดูพี่ น้องก็ไม่ต้องจ่ายใช่ไหมคะ”
“ก็น้องไม่ผิด แล้วทำไมน้องต้องจ่ายให้พี่ด้วย”
เขาต่อรองเหลือ 300 บ้าง 200 บ้าง กลับไปกลับมา
ฉันบอก “ในกระเป๋าน้องมีตังค์อยู่ไม่ถึงหรอกค่ะ”
ฉันเดินไปหยิบกระเป๋าตังค์ในรถ แล้วเปิดให้เขาดู มีเงินอยู่ 260
เขาบอก งั้นผมเอาแค่ 160 ก็ได้
- โชคดีที่ฉันเบรกรถได้ทัน ก่อนที่จะชนกับกระบะ
- โชคดีที่รถที่มาชนเป็นมอเตอร์ไซด์ ไม่ใช่รถยนต์
ไม่งั้นอาจจะต้องเสียเงินซ่อมกันแพงกว่านี้
- โชคดีที่คนเจ็บ เอาเงินไปแค่ 160 ไม่ใช่ 200
แล้วเหลือให้ฉัน 60 เหมือนกับตำรวจที่เคยขูดรีดฉัน
ตอนนั้นฉันมีเงิน 170 เขาเอาไป 150 เหลือให้ฉัน 20 บาท
- โชคดีที่ฉันขับรถยนต์ เลยไม่เจ็บเท่าคนมอเตอร์ไซด์ที่มาชนท้าย
แต่โชคร้ายที่ฉันเป็นคนดี วิ่งลงมาดูและคิดจะช่วยเหลือ
จึงต้องเสียค่าภาษีถนน เพราะว่าบังเอิญมีรถยนต์มือสองคันเล็กๆ
Monday, September 11, 2006
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
4 comments:
อืมๆๆ
เราเคยเปิดประตูแท็กซี่มาโดนรถเครื่องล้ม
แท็กซี่จรลีไปหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวต่อ
เราจ่ายให้เขาสามพัน ไม่มีการต่อเลย
เพราะในใจเรารู้สึกว่าเราผิดน่ะ ที่ไม่ดูทางให้ดีก่อนลง
(อืม แม้พี่รถเครื่องจะแซงมาทางซ้ายก็เถอะ)
เสียเงินค่าไปกินหมูกะทะวันนั้นสามพันกว่าเลย
อืม มันก็มีวันที่เป็นคราวเคราะห์ของเราบ้างแหละ
ถ้าไม่นับที่ฉันไม่ระวังเองด้วยนะ
ผ่านไปลแวมองมันให้ดีขึ้นเถอะนะ ภาษีถนน..
สู้ต่อไป ไอ้มดอิ๊ก
วันนี้มันวันซวยของเราทั้งคู่แหละ
เพื่อนแท้มักซวยพร้อมกัน
ตอนเช้าเหมือนกันซะด้วยสิ
แถมมีเสียน้ำตาอีกตะหาก
แล้วจะเล่าให้ฟังว่าซวยเพราะอะไร
ตอนนี้ขอดื่มด่ำกับความซวยก่อน
เฮ้อ
ซวยศรี
p.s.
วันเกิดเหตุมันวันที่ 11 กันยา
9/11
มิน่าเล่า
อยู่ที่นี่โดนภาษีซับเวย์
ยืนรอรถอยู่ดีๆ
พอรอมาจอด
มีพี่มือขาเป๋วิ่งกระเผลกๆถือไม้เท้าออกมา
สงสัยลืมว่าตัวเองขาเป๋า
เพราะไม่ได้ใช้ไม้เท้าเวลาวิ่ง
แต่ไม้เท้ามาฟาดโดนหน้าแข้งเราแทน
เจ็บซะ
ส่วนคนขาเป๋
วิ่งไปไหนแล้วก็ไม่รู้
เฮ้อ
Post a Comment