Monday, October 20, 2008

ความแตกต่างระหว่างวุ้นเส้นต้มยำกับต้มยำวุ้นเส้น

พี่โก๋ : วันนี้ตัวเองจะกินไร
อิ๊ก : (นิ่งสักพัก) เค้าอยากกินวุ้นเส้นต้มยำ
พี่โก๋ : ซื้อร้านไหนอ่ะ
อิ๊ก : ก็ร้านแสงจันทร์กระจ่างของตัวเองนั่นแหละ (ร้านแสงจันทร์เฉยๆ)
พี่โก๋ : เค้าจะทำได้เหรอ
อิ๊ก : ก็ทำไมจะทำไม่ได้ ในเมื่อเขามีผัดไทวุ้นเส้น ก็แค่เอาไปต้มยำ จะยากตรงไหน

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป พี่โก๋กลับมาพร้อมกล่องข้าวสองกล่อง (เราจะเอากล่องข้าวไปให้ร้านค้าใส่ทุกวัน เพื่อช่วยลดปริมาณขยะและลดโลกร้อน) พร้อมด้วยข้าวเปล่า 1 ถุง

อิ๊ก : กล่องไหนของเค้าอะ
พี่โก๋ : กล่องนี้ไง (พี่โก๋ยื่นกล่องข้าว พร้อมถุงข้าวมาให้)
อิ๊ก : ทำไมต้องมีข้าวด้วยอะ อย่าบอกนะว่าตัวเองเอาต้มยำวุ้นเส้นมาให้เค้า
เค้าอยากกินก๋วยเตี๋ยววุ้นเส้นต้มยำ ไม่ใช่ต้มยำที่ใส่วุ้นเส้น

บรรยากาศในวันนั้นทำให้นึกถึงเพลงข้างล่างนี้
:)


เพลงเจ้าชายรองเท้าแตะ

เด็ดดอกไม้ เสียบปอยผม คลอเคล้าสายลมอ่อนไหว โลกนี้ ไม่มีอะไร สวยงามเกินเธอเลย อยากบอกว่ารักเธอ รักเธอหมดใจ ฉันเลย และสุขใจที่มีเธออยู่ตรงนี้

แค่มีเธอ และมีฉัน ท้องฟ้านั้นเป็นดังวัง เสียงนกที่เราได้ฟังนั้นดังเสียงดนตรี ไม่มีเงิน เหลือเฟือฉันพอใจเท่าที่มี เพียงแค่ฉันมีเธอเหมือนมีทุกสิ่ง

เธอเป็นเจ้าหญิงที่สวมมาลัยดอกไม้ ฉันเป็นเจ้าชายที่สวมรองเท้าแตะ ผู้คนไขว่คว้า เสาะหาเงินทองอย่างไรก็ไม่แคร์ ตราบใดที่ฉันคนนี้ยังมีเธอ

ไม่ร่ำรวย ไม่เรียกร้อง เราสองแค่เดินด้วยกัน โลกนี้ก็เป็นสวรรค์งดงามบนพื้นดิน อยากส่งความรักสื่อหัวใจให้เธอได้ยิน ว่าหมดทั้งหัวใจ ฉันให้เธอ

http://radio.sanook.com/radio/player7/?songID=79236

ปล. เอาเพลงมาใส่หน้าบล๊อกไม่เป็นอะ

Saturday, October 18, 2008

ทะเลาะกับแม่

แต่ไหนแต่ไรมา ที่ต้องทำเรื่องขัดใจแม่ทุกครั้งที่กลับมาบ้าน
ไม่ว่าจะอยู่เชียงใหม่ ย้ายไปกรุงเทพ แล้วย้ายกลับไปเชียงใหม่
ถ้ากลับมาอยู่บ้านนานเกิน 1 วัน ต้องมีเรื่องขัดใจแม่
สิ่งนั้นแม่เรียกว่าเถียง แต่สำหรับฉัน นั่นคือการให้เหตุผลหรือแสดงความคิดเห็น

ฉะนั้น ตั้งแต่ย้ายกลับมาอยู่บ้าน จึงไม่แปลกเลยที่จะต้องมีเรื่องเถียงและทะเลาะกับแม่
แรกๆ ก็วันเว้นวัน ผ่านไปสักระยะ ฉันก็พยายามปรับตัว หุบปาก ไม่ออกความคิดเห็น
แม้จะพูดกับตัวเองในใจจนลิ้นพันกัน เปลี่ยนจากวันเว้นวันเป็นสัปดาห์ละครั้ง (เป็นอย่างน้อย)

ซึ่งก็มีหลายครั้งที่รู้สึกว่าอยู่ในภาวะที่ไม่อยากจะทน
เพราะแม่ไม่ได้ทำถูกไปทุกเรื่อง
แม่ก็เป็นผู้ใหญ่ที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่จนเกินไป
ซึ่งไม่ได้หมายความผู้ใหญ่จะทำถูกไปซะทุกเรื่อง
และมักจะเหยียดหยามโจมตี ต่อว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
เมื่อดิฉันทำผิดพลาดในเรื่องเล็กน้อย
เรื่องที่คาดไม่ถึง ที่เขาเรียกกันว่าอุบัติเหตุ
ซึ่งมันแปลว่า เรื่องที่หลีกเหลี่ยงไม่ได้ ถ้ารู้ก็คงไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น

เป็นแบบนี้บ่อยครั้ง
ไม่มีสมอง ไม่มีความคิด สองคำนี้ได้ยินบ่อยมากในพักหลังๆ
และล่าสุด "ถ้าแกไม่พอใจที่ฉันใช้แก แกไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ
ถ้าฉันไม่ใช้แกเลย แกจะรู้สึก"
ประโยคนี้ ฉันรู้ว่าแม่พูดออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะแม่รู้ว่า
ฉันจะต้องแคร์แม่มาก หากจะไม่ใช้ฉันทำอะไรต่อมิอะไร
และนั่นก็แปลว่าแม่ก็แคร์ฉันอยู่

แต่แม่ผิด ผิดที่ไม่รู้ใจฉัน ไม่รู้ว่าฉันคิดอะไร
ว่าเหตุผลที่แท้จริงแล้ว ไอ่สิ่งที่แม่ใช้ให้ทำน่ะ ทำไมฉันถึงแสดงออกไปแบบนั้น
ไม่ใช่ว่าไม่เต็มใจ เพียงแต่ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องทำแบบนั้น แบบนี้
เพราะก็มีหลายๆ ครั้งว่าสิ่งที่แม่เรียกว่าเหตุผลน่ะ
มันก็แค่ความเอาแต่ใจของผู้ใหญ่

เฮ้อ อยากกลับไปอยู่เชียงใหม่ โว้ยยยยยย

Sunday, October 05, 2008

The last war with my fat (Day 1)

ขอประกาศว่านี่จะเป็นสงครามครั้งสุดท้ายกับการพิชิตไขมันที่หยดย้อยตามพื้นที่ต่างๆ ของร่างกาย
วันนี้ได้ฤกษ์ดีพี่โก๋ เอาอกเอาใจเป็นพิเศษชวนไปวิ่งออกกำลังกายที่อุทยานฯ
ขับรถป๊อปต๊อกๆ กันไปสองคน เริ่มต้นด้วยการวอร์มเล็กน้อย แล้วก็เริ่มวิ่งออกจากจุดสตาร์ท
ไปได้ติ๊ดหนึ่ง ก็หอบล่ะ เดินดีกว่า เดินไปอีกนิด พี่โก๋ก็ดึงมือให้วิ่งต่อ
วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง แล้วก็หอบ หอบ หอบ บวกกับจุก จุก
ก็เลยเดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน แล้วก็วิ่ง วิ่ง
จนวนกลับมาที่เดิม
เป็นอันว่าเสร็จสิ้นพิธีการ ณ อุทยานฯ
พี่โก๋มั่นอกมั่นใจว่าเวลาทั้งหมด 30 นาที
จึงไปขี่มอเตอร์ไซด์ป๊อปต๊อกๆ วนเล่นชมวิวรอบอุทยานฯ
กลับมาถึงบ้าน กลายเป็นว่ารวมเวลาทั้งไปและกลับ
แค่ 30 นาที ก็เท่ากับว่าเราใช้เวลาออกกำลังกายไปแค่ 10 นาที เท่านั้นเอง (เหรอเนี้ย)
มาถึงปุ๊บ พ่อก็ถามทันทีว่า แกไปทำไรมา (น้ำเสียงประชด ประมาณว่าไปแค่แป๊บเดียวเอง)
ก็เลยแล่นแบดกันต่อแถวบ้าน เล่นจนลูกขนไก่ราคาถูกพังไปหนึ่งลูก
ก็มาซิทอัพอีก

ว้าว วันนี้คุณทำได้ดีจริงๆ ซาร่า

Monday, September 29, 2008

น้ำตาไหล

บางทีเรื่องราวเก่าๆ ก็หวนกลับมาทำให้น้ำตาไหลได้เหมือนกัน
เพราะว่าความเจ็บปวดอาจจะจางไป แต่ความทรงจำไม่เคยจางหาย
การที่เรามีความรักให้ใครคนหนึ่งแต่ไม่สมหวัง จึงทดท้อ หมดแรง
แต่เมื่อเจอใครอีกคนหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดความรักครั้งใหม่
ความรักครั้งเก่าที่เคยเจ็บปวดอย่างเข้มข้น จึงจางลงไป
แต่ก็ไม่เคยหมดรัก

ฉันเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง ความรักไม่เคยหายไปไหน
ถ้าเปรียบเป็นสสาร มันก็แค่แปรเปลี่ยนสภาพไปเท่านั้น
เหมือนน้ำ ที่ระเหยกลายเป็นไอในอากาศ รอวันที่จะกลั้นตัวใหม่
ตกลงมาเป็นน้ำฝน

ความรักครั้งเก่าของฉันก็เหมือนกันที่วันนี้กลั้นมาเป็นน้ำตา
แห่งความเศร้า เมื่อนึกย้อนไปถึงมัน
เคยมีคนบอกว่า "ถ้าเรายังร้องไห้ให้กับความรักเก่า ก็แปลว่าเรายังรักเขาอยู่"

แต่ในวันนี้ต่างจากวันก่อนๆ เพราะฉันมีความรักครั้งใหม่แล้ว
มีคนที่อยู่เคียงข้างตลอดมา คนที่ทำให้ฉันไม่ต้องกินข้าวคนเดียวอีกต่อไป
ไม่เคยกินข้าวคนเดียวสักครั้งเลยจริงๆ ตั้งแต่ยอมรับเขาเข้ามาในชีวิต

ไม่มีอะไรหรอก แค่ดูหนังเศร้า แต่ความรู้สึกยังไม่จบไปตามหนัง
เพลงประกอบก็ทำให้หัวใจได้หยุดชะงัก นึกเรื่องราวเก่าๆ แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเท่านั้นเอง

เพลง ในร้านกาแฟ --- ญารินดา
http://radio.sanook.com/radio/player7/?songID=75667

Saturday, July 19, 2008

เรื่องใดควรลืมก็น่าจะลืม ไม่ควรรื้อฟื้น

เมื่อสองวันก่อนมีช่วงเวลาว่างๆ ที่ไม่รู้จะทำอะไร
เลยเข้าไปดูเวบบอร์ดในเวบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เข้าไปนานมากแล้ว
และคำว่าโลกมันกลม ยังคงเกิดขึ้นกับเราเสมอ
เข้าไปเจอคนๆ หนึ่ง ในเวบบอร์ดนั้น
แล้วก็ได้อ่านกระทู้ของเขา มันบ้าบอสิ้นดี
อ่านแล้วรู้สึกแย่
ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้ กลับกลายเป็นความไม่ไว้ใจ
เรื่องใดในอดีตที่ผ่านมานานถึง 7 ปีแล้ว
เขาก็ไม่ควรจะรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก
เพราะสิ่งที่เขาทำในอดีตมันก็เลวร้ายมากพอแล้ว
จะสร้างความชั่วร้ายให้เกิดขึ้นอีกทำไม

โลกมันกลมอย่างโหดร้ายแหะ สำหรับฉันกับเขา
ฉันมักจะได้เจอกับเขา ในเวลาที่ไม่อยากเจอ
และดันไปเจอเรื่องราวที่เขาโพสต์ไว้ในกระทู้
ที่อ่านแล้ว ไม่สบอารมณ์ ให้ตายดิ
ทำไมพระเจ้าชื่อจอร์จ ถึงทำให้เรามาเจอกันในความจริงอยู่ร่ำไป
ทั้งที่ฉันกับเขาในความฝัน มันอยู่ในช่องว่างที่เหมาะสมมากๆ

Monday, June 09, 2008

ว่างเปล่า เบาโหว่ง

(อยู่ๆ ก็โพสต์ข้อความไม่ได้ ลองใหม่อีกที)

รู้สึกว่างเปล่า เบาโหว่ง
พอหลับตาก็มองเห็นภาพศิลปะ
เป็นภาพวาดลายเส้นสีดำบนพื้นสีขาว
เป็นรูปม้า ภูเขา และวงกลมซ้อนกันไปมา
สวยดี

นานแค่ไหนแล้วที่ไมได้วาดภาพอะไรเรื่อยเปื่อย
ดีเหมือนกันที่สามารถวาดภาพตอนหลับตาได้
แถมยังคิดว่าสวยอีกต่างหาก

แต่ก็ไม่รู้ว่าไอ่อาการว่างเปล่า เบาโหว่งนี้ มันดีหรือเปล่า
เพราะมันเกิดจากการคิดอะไรไม่ออก
แล้วอยากหยุดคิด แล้วมันก็หยุดคิดเรื่องนั้นไปชั่วขณะ

อย่างที่เขาว่าไว้ งานศิลปะมักเกิดจากแรงบันดาลใจภายในจิต
ตอนที่เศร้าหม่นหมอง สับสน
เพราะสำหรับเราแล้ว มักจะวาดภาพได้ดีตอนที่เศร้าอกหัก
ตอนมีความสุข ก็หาได้เกิดงานศิลป์ดีๆ สักชิ้น

Saturday, May 10, 2008

ผู้ใหญ่วัยทำงาน

นานมาแล้วที่โดนเฮียนพกับพี่เจงถามอยู่บ่อยครั้งว่า.....
"เมื่อไหร่จะเป็นผู้ใหญ่สักที"
ฉันไม่เข้าใจหรอกว่าคำว่าผู้ใหญ่จะต้องเป็นอย่างไร
ตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจแล้วนะ คิดว่าตัวเองกำลังเป็นโรคผู้ใหญ่อยู่
แต่คงยังไม่ถึงระยะสุดท้ายหรอก อาจจะแค่เริ่มต้น

มันอยากจริงๆ เลยนะ กับการที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกโดยมีเจ้าโรคผู้ใหญ่นี้ติดตัวอยู่

ฉันต้องทำงานของครอบครัว รับผิดชอบชีวิตคนในครอบครัว
และแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภายในบ้านทั้งหมด

ฉันพยายามจะทำทุกอย่างให้ดี โดยที่ไม่ทำอะไรมากแต่ปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามที่มันควรจะเป็น

ปล. หลายๆ ครั้ง ฉันก็ดื้อต่อสู้กับโรคผู้ใหญ่ แต่หวังว่าการนอนตื่นสายคงไม่ใช่โรคเด็กหรอกนะ

Tuesday, February 05, 2008

เวียดนาม non stop ตอนที่ 3











เมื่อแท็กซี่พยายามอธิบายว่าเหตุใดเราจึงต้องรถจากรถ เราก็กรูกันออกมาแบบงงๆ คนขับก็ชี้ทางให้เราเดินไป เราเลยยิ่งงงกันไปใหญ่ เพราะพี่ท่านพูดภาษาเวียดนาม แถมทางที่ชี้ไป เห็นแต่ผู้คนยืนเบียดเสียดกันอยู่ เลยไม่รู้จะฝ่าฝูงชนไปอย่างไร แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของอาพัต ซึ่งให้ไกด์เขียนแผนที่ไว้แล้ว พร้อมตัวหนังสือภาษาเวียดนาม แต่ว่า เป็นแผนที่บอกทางกลับโรงแรม ซึ่งเริ่มต้นที่ไนท์มาร์เก็ต แต่ก็ไม่พลาดความช่างสังเกตของอิ๊กไปด้วย เพราะก่อนที่เราจะไปถึงร้านอาหาร เราก็ผ่านทางนี้ แต่ตอนนั้นยังไม่กั้นถนน ซึ่งไกด์ได้ชี้ทางให้เราดูแล้ว ฉะนั้น อิ๊กจึงพอจำทางได้เพียงลางเลือน จึงได้เดินสุ่มจำกลุ่มกันไป ก็ยังไม่เจอตลาดสักที คนก็เยอะ แถมยังมีคนจูงรถจักรยานกับมอเตอร์ไซด์มาเบียดอีก อยากจะถามทาง แต่ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง เพราะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่แล้ว บุพเพก็อาละวาดให้อิ๊กประทับใจในหนุ่มเวียดนามหน้าตาคมสัน ผิวขาว คนหนึ่ง Can you speak Englisgh? อิ๊กถามไป ชายผู้นั้นตอบว่า NO แต่เรายังตื้อไม่เลิก ยื่นแผนที่ให้ดู ชี้ไปที่ตลาด ซึ่งคงจะมีคำเวียดนามติดอยู่มั้ง ชายผู้นั้นจึงชี้ทางให้ พูดภาษาอังกฤษแบบปลาๆ ปูว่า turn left ทั้งที่ชี้ไปทางขวา ที่จริงแกคงงงมั้ง เพราะแกหันหน้ามาทางเรา ฉะนั้น ขวากับซ้ายเลยอยู่กันคนละข้าง

แล้วพวกเราก็เสี่ยงตายด้วยการวิ่งข้ามถนนขนาดกว้างตามฝูงชนชาวเวียดนามไปด้วยความตื่นเต้น เนื่องจากว่าจุดนี้ไม่มีไฟสัญญาณกับเสียงกบเหมือนที่หน้ามอที่จะบอกว่าข้ามได้ เพราะรถหยุด แต่ก็อย่างที่อธบายไป รถที่เวียดนามไม่มีวันจอดบนท้องถนน อันแน่ ชายคนนั้นวิ่งตามเรามา สะกิดหัวไหล่ แล้วชี้ทาง พอเดินไปได้สักพัก เขาก็มาสะกิดแล้วชี้ทางอีกรอบ สงสัยติดใจสาวไทยร่างท้วมดั้งแม่บอย่างเรา 555

ตลาดไนท์มาร์เก็ตที่นี่ มีความยาวประมาณสามช่วงถนน เทียบเท่ากับถนนคนเดินเชียงใหม่ 4 ด้านรวมกัน และก็ไม่เหมือนไนท์บาร์ซ่าด้วย เพราะไม่ค่อยมีของที่ระลึกแบบเวียดน๊ามเวียดนามสักเท่าไหร่ มีแต่สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ทั่วไป ลองถามราคาดูแล้ว ก็ไม่แพงนะ เพราะที่เวียดนามมีโรงงานผลิตหลายแห่ง แถมแต่ละแบบสวยๆ หรูๆ ทั้งนั้น ด้วยความเหนื่อย และหนักของกล้อง อิ๊กกับโก๋จึงไม่ได้ซื้ออะไร และอิ๊กยังโยนสัมภาระกระเป๋ากล้องให้พี่โก๋ถืออีกต่างหาก เลยต้องซื้อแว่นตาเสือใหญ่ให้พี่โก๋เป็นรางวัล

หลังจากที่สมาชิกทัวร์แยกย้ายกันจับจ่าย ทุกคนก็มาพร้อมเพรียงกันนะจุดนัดหมาย เพื่อมุ่งหน้ากลับที่พัก ความตื่นเต้นก็บังเกิดอีกหน รีบควักแผนที่ออกมาดู แต่ไม่เห็นชื่อถนนเหมือนที่เขียนไว้ จึงยื่นให้แม่ค้าดู แล้วช่วยชี้ทางกลับโรงแรม เราก็เดินๆ กันไป ผู้คนบางตาแล้ว เพราะไม่ใช่ย่านไนท์มาร์เก็ตแล้ว เดินไปเรื่อยๆ อาพัตก็จำทางได้ว่า เพิ่งมาเดินเล่นเมื่อคืน และมองเห็นโรงแรมอยู่ลิบๆ เราจึงเสี่ยงชีวิตข้ามถนนอีกครั้ง อาพัตและเพื่อนๆ ร้องหวี้ดๆ อยู่ด้านหลัง เพราะมีมอเตอร์ไซด์เลี้ยวโค้งมาแบบไม่เบรก แต่นะ ฮิปโปกับยีราฟตัวดำจับมือกันอยู่กลางถนน ยังไงก็ต้องเห็นเนาะ

เช้าแล้ววันใหม่กินอาหารเช้าที่โรงแรมจนพุงกาง แล้วก็รีบลงไปหาไกด์ที่มารับแต่เช้า ซึ่งเราก็สายได้ทุกวัน ก็มันกินได้จุเป็นพิเศษนี่นา วันนี้ได้ไปทัวร์รอบเมืองฮานอย เริ่มจากที่แรก เป็นวัดซึ่งชาวเวียดนามให้ความเคารพกับเทพเจ้าในวัดมาก เป็นองค์พระขนาดใหญ่มากทำจากทองเหลืองหนักตั้งสี่พันตัน รูปหน้าเหลี่ยม หน้าผากกว้าง ซึ่งเขาบอกว่า เนี้ยแหละโหง้วเฮงดีสุด เป็นผู้มีบุญญาธิการและมีพลังอำนาจมาก (หน้าเหมือนทักษิณมาก ขอบอก) ออกจากวัดเราก็เดินเรียบไปตามทะเลสาบกลางเมืองฮานอย บรรยากาศดีมาก ลมพัดโชยเย็นจับใจ มีฝนโปรยปอยเล็กๆ ลงมาเป็นช่วงๆ จากทะเลสาบก็ไปถึงวัดที่เป็นเกาะกลางทะเลสาบ มีประวัติมากมาย แต่เราจำไม่ได้แหะ อีกอย่างไกด์อธิบายอะไร ก็ไม่ค่อยฟังแล้ว อยากเดินเล่น ถ่ายรูปมากกว่า จากวัดนี้ก็ไปอีกวัดหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญมากอีกเช่นกัน เรียกว่า วิหารวรรณกรรม มีประวัติว่าเคยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก โดยมีชื่อบัณฑิตที่จบการศึกษาจารึกบนแผ่นหินที่อยู่บนหลังเตาหินตัวใหญ่มาก
ที่วัดนี้งอนกับพี่โก๋เล็กน้อย เลยถ่ายรูปมาไม่เยอะ ทั้งที่สวยมาก ไปดีกันอีกทีที่จัตุรัสบาดิน ซึ่งบังเอิญว่าเป็นวันจันทร์ ปิดทำการห้ามเข้าชม มีทหารยามยืนตัวแข็งเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู แต่เราสามารถเข้าไปเดินด้อมๆ มองๆ ที่พิพิธภัณฑ์ของท่านเหมาได้ ซึ่งกว้างมาก ตึกอาคารก็สวย ที่จริงท่านเหมามีปราสาทหลังเบ้อเริ่มเทิ่ม แต่เหงาจับจิต เนื่องจากไม่มีหญิงข้างกาย อายุอานามก็มากโข จึงไปสร้างบ้านใหม่หลังน้อยนิดพอน่ารักอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน มีเพียงสามห้องเท่านั้น คือ ห้องนอน ห้องทำงานและห้องน้ำ ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นล่างเป็นที่นั่งเล่นแบบเปิดโล่ง บรรยากาศดีมาก แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู เพราะว่าคนเยอะมาก นักท่องเที่ยวล้นหลาม เดินตามกันเป็นทิวแถวเชียว ออกจากสถานที่ของผู้ทรงอำนาจ ก็ได้เวลาบุฟเฟ่ต์อาหารเวียดนาม เอ้า ลุย เชิญทานของจืดกันได้แล้นนนนนน

หลังจากมื้อเที่ยงก็ได้เวลาอันแสนตื่นเต้น Cyclo ทัวร์ นั่งรถสามล้อถีบชมวิวเมือง ตอนแรกว่าจะนั่งสองคนกับพี่โก๋คันเดียว แต่ไกด์บอกว่า you are so big แปลว่าแกสองตัวอ้วน ฉะนั้น เลยต้องแยกกันนั่ง ไม่งั้นคงต้องติ๊บให้คนถีบสามล้อสามเท่าแหงมๆ ไกด์บอกว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากที่ต้องติ๊บให้คนถีบสามล้ออีกต่างหากนอกจากค่าจ้างพาทัวร์แล้ว เราจึงต้องจ่ายกันไปอีกคนละสองพันด็อง ขอคอมเม้นท์นิดนึงว่า นั่งรถสามล้อแบบนี้สนุกแค่ตอนแรกแป๊บเดียวเอง นานไปชักเวียนหัว ทั้งกลิ่นควันรถและรถราที่วิ่งไม่ยอมหยุด เสี่ยงชีวิตกันพอสมควร ก็ได้ไปดูหุ่นกระบอกน้ำ ซึ่งก็คิดว่าสนุกนะ โดยมาเป็นการเล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่และนิยายปรัมปราของเวียดนาม เพียงแต่ว่าเขาพากย์เป็นภาษาเวียดนาม หลายคนก็เลยได้งีบชั่วขณะหนึ่งในห้องแอร์แสนสบายนั้น ที่นี่ เราได้เจอคนไทยมากมาย ซึ่งก็คงเหมาทัวร์ไปเที่ยวแบบเดียวกัน

และแล้วก็สิ้นสุดการท่องเที่ยว รวมค่าใช้จ่ายดังนี้
ค่าเครื่องบิน 3172.67 บาท ค่าที่พักโรงแรมสี่ดาว ที่ Anise Hotel 2 คืน 1900บาท / คืน ค่าทัวร์ 2200 บาท
และค่าอาหารมื้อต่างๆ อีกไม่มาก แลกดอลร์ล่าไปยังสามพันบาทยังเหลือกลับมาเลยจ้า

สวัสดีเวียดนาม

Wednesday, January 30, 2008

Tuesday, January 29, 2008

เวียดนาม non stop ตอนที่ 2

วันแรกของการทัวร์เวียดนามคือ ฮาลองเบย์ หรืออ่าวฮางลอง สถานที่ที่นักท่องเที่ยวทุกคาดหมายจะไปชมทัศนียภาพอันงดงามสุดสายตาพานอรามา เนื่องจากได้ขึ้นชื่อว่าเป็น มรดกโลก ธรรมชาติที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จากฮานอยถึงเวียดนามใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง เรียกได้ว่าชมวิวจนเบื่อไปเลย
เมื่อออกจากตัวเมืองอันวุ่นวายด้วยรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์และเสียงแตรที่เซ็งแซ่ ซึ่งรับรองได้ว่ามอเตอร์ไซด์ที่นี่ขับได้ซิกแซกวุ่นวายมากกว่าคนเชียงใหม่หลายพันเท่า ด้วยความวุ่นวายบนท้องถนนนี่แหละ จึงตั้งชื่อว่า เวียตนามนันสต๊อป แปลว่าเวียดนามไม่ยอมหยุด จริงๆ นะ คนขับรถแต่ละคันจะไม่ยอมหยุดรถเลยหากยังไม่ถึงที่หมายหรือติดไฟแดง (ที่มีอยู่น้อย) โดยขับปาดซ้ายปาดขวากันตลอด เข้าใจคำว่าเส้นยาแดงผ่าแปดเลย ตื่นเต้นดี ถึงนั่งรถจนเบื่อแต่ก็หลับไม่ลง

ตลอดสองข้างทางเราสังเกตเห็นซุ้มงานแต่งงานหลายแห่งตั้งอยู่บ้านริมถนน จะว่าเป็นซุ้มก็ไม่ใช่ เพราะเหมือนเต็นท์มากกว่า เป็นเต็นท์สีน้ำเงินเข้มคลุมมิดชิดทั้งสี่ด้าน ไกด์บอกว่า ป้องกันฝุ่นละอองปลิวเข้าอาหารจึงต้องตั้งเต็นท์แบบ แต่ก็ดีนะ ดูเป็นส่วนตัวดี ไกด์ยังบอกอีกว่า วันที่ลงท้ายด้วยเลขสาม ชาวเวียดนามถือว่าเป็นวันดี คนจึงแต่งงานกันหลายคู่ นับรวมตลอดทาง ก็มากกว่า 20 คู่ค่ะ ที่แต่งงานกัน เจอรถเจ้าบ่าวจอดเสียริมทางด้วย ถัดมาไม่ไกล ก็เห็นบ้านเจ้าสาว มีญาติเจ้าสาวมาชะเง้อหน้าชะเง้อคอมองหาเจ้าบ่าวด้วย

ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกต หรือเพราะว่าบ้านแต่ละหลังของคนเวียดนามมีเอกลัษณ์มากๆ ก็ไม่รู้ เราจึงสังเกตได้ว่า เขานิยมสร้างบ้านเป็นบล็อก คล้ายบ้านทาวน์เฮาส์ของบ้านเรานั่นแหละ ปลูกติดกันเป็นแถว ไม่ว่าจะมีพื้นที่ในการสร้างมากหรือน้อย เขาก็จะสร้างเป็นบล็อกยาวลึกลงไป และสูงขึ้นไปสัก 3-4 ชั้น ทั้งนั้น ลองนึกภาพเกมเตอติสสิ แบบนั้นเลย (ไม่รู้เคยเล่นกันหรือเปล่า) และที่สำคัญ เขาจะไม่ทาสีข้างบ้านนะ ทาแต่ด้านหน้า เพื่อเป็นการประหยัดสิ่งที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะว่า เดี๋ยวก็มีคนมาสร้างบ้านติดเราเอง จะทาสีให้เปลืองตังค์และทรัพยากรไปไย ฉะนั้น มันก็เลยดูเหมือนบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จหรือเงินหมดก่อน ทาบ้านหลังติดกันก็ไม่เป็นไร แต่ไอ่บ้านที่สร้างเดี่ยวๆ บนพื้นที่ราบกว้างๆ นี่เด๊ะ เหมือนสร้างไม่เสร็จจริงๆ เรื่องนี้อาพัตอ่านเจอในเนต เลยเล่าให้ฟัง แต่ความจริงเป็นไงไม่รู้

เมื่อเริ่มเข้าเมืองฮาลอง ไกด์ก็อธิบายว่า เศรษฐกิจของที่นี่คือ การทำถ่านหิน ฉะนั้นจึงเห็นสองข้างทางมีสีดำๆ ติดเต็มถนนและบ้านช่อง ดูเลอะเทอะดี มิน่าล่ะ เรารู้สึกว่าโพรงจมูกเราสกปรก ลองเอากระดาษเช็ดดู แหม่ ดำดีทีเดียว

ระหว่างทางไกด์พาเราแวะเที่ยวที่โรงงานทำเซรามิคของรัฐบาล แต่ไกด์ก็บอกด้วยว่า ราคาสินค้าที่นี่ค่อนข้างแพง ฉะนั้น พวกเราจึงไม่ควักเงินซื้อสินค้าเซรามิคสักชิ้นเดียว ได้มาแต่ไอเดียมาทำที่บ้านเราบ้าง เช่น ที่ตั้งขวดไวน์ แต่ก็เสียเงินให้กับการซื้อโปสการ์ดมาด้วย แบบเซตสามหมื่นห้าพันด็อง มี 10 แผ่น และแบบธรรมดาแต่ว่าโคตรใหญ่ เจ็ดพันห้าร้อยด็อง รวมแล้วห้าหมื่นด็อง คิดเป็นเงินไทย เอา 470 หาร เท่ากับ 106 บาท อาคารหลังใหญ่จะเป็นร้านขายของที่ระลึก ส่วนอาคารด้านหลังๆ เป็นโรงงานผลิตเซรามิค ทั้งปั้น แกะพิมพ์ เผา เขียนลาย ฉะนั้นจึงเห็นภาชนะบิสกิต รอเขียนลายเต็มไปหมด ออกมาจากโรงงาน เห็นไม้ฟื้นกองโต สำหรับเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาแบบดั้งเดิมขนาดใหญ่ที่ตั้งเรียงรายในหลังคาเดียวกัน โอ้โห้ ถ้าพ่อเห็นคงมีไฟลุกโชนขึ้นมาอีก

และแล้วก็มาถึงท่าเรือฮาลองเบย์ รถนักท่องเที่ยวจอดเต็มไปหมด คนก็เยอะแยะ เลยเพิ่งรู้สึกว่า ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวจริงๆ เหมือนไปเดินห้างวันมีคอนเสิร์ตเลย คนเยอะมาก ไยสุโขทัยบ้านเราเงียบเหงานัก
แต่ท่าเรือที่นี่ดูสะอาดสะอ้านดีนะ มีเรือที่เจ้าของทัวร์แจ้งมาว่าเป็นเรือทรานครูส จอดเต็มไปหมด แต่เรือที่นี่ไม่ใช่เรือสีขาวๆ ลำโตๆ อย่างที่เคยรู้จัก แต่กลับเป็นเรือไม้ตกแต่งด้วยหัวมังกร มีสองชั้น ชั้นล่างเป็นที่กินข้าว ชั้นบนขึ้นไปชมวิวได้

ระหว่างที่เรือแล่นไป มีเรือหาวยาวแล่นมาเทียบร้องขายผลไม้กลางทะเลเลย ผลไม้ก็เหมือนบ้านเราแหละ ทั้งกล้วย เงาะ ส้ม เหมือนบ้านเราเปี๊ยบ ถ่ายรูป พร้อมนั่งชมวิว นั่งโต้ลมจนหน้าบานบนชั้นสองของเรือสักพัก ก็ได้กลิ่นอาหารโชยมาจากชั้นล่าง อืม ลืมเล่าไปว่า บนเรือมีพนักงานชุดขาวรอต้อนรับบนเรือประมาณ 5 คน มั้ง มีพ่อครัว พนักงานเสิร์ฟหญิง แล้วก็ชายหนุ่มที่ขอจับมือเราตอนขึ้นลงเรืออีกสองคน เอ๊ะ ก็แค่สี่คนดิ
หอมแค่ไหนก็ยังไม่ได้กิน เพราะเขาจะพาเราไปแวะที่กระชังขายอาหารทะเลกลางทะเลก่อน
หลังสีฟ้า ที่ลอยอยู่กลางทะเลเป็นทิวแถวนั่นแหละ แต่เจ้าของเรือแต่ละแห่งคงมีคอนแทคหมายหมั้นกับกระชังแต่ละที่ไปแล้ว ตอนแรกลงไปก็ไม่คิดว่าจะซื้อไรกัน แต่อาพัตแนะนำว่า กั้งที่นี่ราคาถูก น่าจะซื้อกิน ถ้าไปกินที่โรงแรมคงจานละเป็นพันๆ พวกเราก็เลยเลือดเย็นสั่งประหารกั้ง 1 โหล จ่ายเป็นเงินด่อลล่าร์ไป คิดเป็นเงินไทยคนละ เราบอกไกด์ให้บอกพ่อครัวว่า…. Please make it in deep fry with garlic and pepper.
พอขึ้นเรือ เราก็กำชับอีกว่า please make it for crispy ไกด์ใจดีก็ไปบอกพ่อครัว แต่เดินหน้าตูมกลับมาบอกว่า พ่อครัวเขารู้ดีว่าจะทำอาหารสำหรับคนไทยยังไง พวกเราเลยหน้าจ๋อยกัน แต่แล้วก็ต้องหงุดหงิดกันนิดหน่อย ในเมื่อกั้งที่สั่งไป เป็นแค่กั้งต้ม ราดน้ำกระเทียมสับ กรอบก็ไม่กรอบ แต่ว่าลองชิมแล้ว เนื้อกั้งหวานมากกกกก สดจริงๆ อาหารบนเรือที่เขาเสิร์ฟมา ก็นับได้ว่า เกือบสิบอย่าง อิ่มแบบจืด แต่ก็พุงกลาง เนื่องจากความหิวโหย และอิ่มกับธรรมชาติรอบตัว ซึ่งต้องยอมรับว่า ทัศนียภาพที่นี่สวยสมคำร่ำลือจริงๆ

อิ่มอกอิ่มใจกับอาหารกันไปแบบราบคาบ เรือก็แล่นมาถึง เขาจูบกัน แต่พอหมุนเรือไปองศาอื่นๆ เขาก็ไม่จูบกันแล้ว แต่ก็ดูโรแมนกะติกดีนะ ชอบ- ชอบ จากนั้นก็ไปถ้ำ ชื่อถ้าไรก็จำไม่ได้ และอยากจะบอกว่า จำชื่อสถานที่ดังที่จะเล่าต่อไปไม่ค่อยได้ คุณผู้อ่านทั้งหลายทำใจไว้ด้วยนะ

ตอนแรกกลัวมาก พอบอกว่าจะไปถ้ำ นึกถึงตอนที่ไปถ้าแก้วโกมลที่แม่ฮ่องสอน หายใจไม่ออกเลย เดินไปไม่ถึงครึ่งทางก็วิ่งส่วนชาวบ้านชาวช่องออกมา แต่ว่าถ้ำที่ไกด์เฟื่องฟ้าพาเราไป กว้างและใหญ่มาก เลยไม่มีปัญหาเรื่องระบบหายใจ คงเพราะเขาตกแต่งถ้ำใหม่ให้สูงโปร่งและโอ่โถ่งมากขึ้น แถมยังประดับด้วยไฟสีเจ็บๆ ถ้าไม่มีไฟ ก็คงไม่สวยเท่าไหร่อะนะ แต่ก็สนุกดี ตรงจินตนาการที่ไกด์ชี้ให้เราดูจากหินและเงาแต่ละส่วนของถ้ำ เป็นเรื่องเล่ามากมาย มีเงารูปนางฟ้ามีปีกด้วยนะ แล้วก็มีนมพร้อมจุกด้วย 555 เราไม่ได้ถ่ายรูปมาหรอก ดูนมตัวเองดีกว่า ฟังภาษาอังกฤษ ด้วยหูที่งูๆ ปลาๆ ของเรา พอจับใจความผิดๆ ถูก ได้ว่า ปล่องที่มีแสงลอด มองเห็นต้นไม้กับท้องฟ้าตรงนั้น เป็นทางเข้าของชาวฝรั่งที่มาบุกเบิกถ้ำแห่งนี้ แล้วก็ได้ยินอะไรแว่วๆ เกี่ยวกับมังกรไม่รู้ สงสัยมีความเชื่อว่าเป็นทางเข้าของมังกรมั้ง หรือไม่ก็มีอะไรรูปร่างเหมือนมังกรสักอย่าง

อากาศบริเวณภายนอกถ้ำ หนาวเย็นเยือก ไอ่เรากับพี่โก๋ใส่เสื้อโชว์เขียนใหญ่ๆ อวบๆ กันไป เลยกอดอกตัวเองไว้แน่น หนาวดึ๋ง ทิวทัศน์จากมุมสูงก็สวยอีกเช่นกัน แล้วก็ได้เวลาล่องเรือกลับ และนั่งรถกลับทางเก่าอีกสามชั่วโมงกว่าจะถึงร้านอาหารเวียดนามที่ไกด์จะพาเราไปส่งไว้ตามคำเรียกร้อง แต่เราต้องนั่งแท็กซี่ต่อไปเอง ซึ่งเราวางแผนกันไว้ว่าจะไปไนท์มาร์เก็ต ไกด์กำชับกับเพื่อนที่เป็นคนเสิร์ฟที่นั่นไว้ดิบดี ว่าให้ดูแลเราและเรียกแท็กซี่ให้เราด้วย มื้อนั้นเรากินกันเป็นแสนๆ ตกคนละร้อยกว่าบาท แต่กินไปมากกว่าแปดอย่าง ดูเมนูแล้วก็ไม่รู้ว่ารายการไหนเป็นอะไร แม้จะมี่คำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษก็ตาม แต่ก็อยากที่จะบอกได้ว่าจะอร่อยจริงป่ะ ฉะนั้นเลยใช้วิธีตอนเป็นเด็กประถม ขอลอกจากโต๊ะข้างๆ ไง อะไรน่ากิน ชี้แล้วบอกพนักงานเสิร์ฟ แล้วก็จะได้ดั่งใจ หลังจากสวาปามกันไปหลายอย่างทั้งคาวหวาน ก๋วยเตี๋ยว โจ๊ก หมูย่าง หมึกย่าง และของหวานไร ไม่รู้ พี่โก๋บอกว่ากลิ่นเหมือนข้าวเม่า (สามารถรับชมภาพอาหารได้จากลิ้งค์นี้
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6267310/E6267310.html)

พนักงานเสิร์ฟเพื่อนของไกด์เฟื่องฟ้าให้เรานั่งรอที่เก้าอี้สุดหรู เหมือนเก้าอี้ที่ร้านอาหาร The house ที่เชียงใหม่ประมาณนั้น แล้วก็ไปเรียกแท็กซี่คันใหญ่ให้เรา ขอบอกว่าแท็กซี่ที่นี่หรูๆ ทั้งนั้น น่ารัๆ แบบรถโตโยต้ายาริส กับฮอนด้าแจ๊สก็มี เราได้แท็กซี่คันใหญ่ที่เป็นแวน นั่งได้แปดคน แต่แท็กซี่มิอาจพาเราไปถึงที่หมายได้ เนื่องจากว่า มีคอนเสิร์ตไรไม่รู้ ตำรวจจราจรเลยกั้นถนน ฉะนั้น จึงได้เวลาตื่นเต้นอีกครั้ง สำหรับกลุ่มคนทั้งแปดที่ไม่รู้หนทางใดๆ เลย..........

โปรดติดตามตอนต่อไป

Friday, January 25, 2008

เวียดนาม non stop ตอนที่ 1


ไปเที่ยวเวียดนามมา 2 คืน 2 วัน
ไปเมืองนอกครั้งแรกในชีวิตกับยอดยาหยี และพลพรรคของคุณอาพัต

ใช่ว่าร่ำรวยนะจ้ะ แต่ว่าค่าเงินบาทมันแข็ง แลกเป็นเงินดอลล่าร์ แล้วแปลเป็นเงินด็อง กลายเป็นมหาเศรษฐีในเวียดนามฉับพลัน พกเงินติดตัวเป็นล้านเลยนะจ้ะ อีกทั้งนกแอร์กับแอร์เอเชียมีแผนการตลาดแบบใจดี ขายตั๋วเครื่องบินราคาถูกให้ 3 บาท รวมค่าภาษีสนามบินอีก ก็เป็นเงิน 3 พันกว่าบาท แต่ยอดยาหยีบ่นไม่หยุด ได้ขึ้นเครื่องทั้งทีกลายเป็นนกตาบอด เพราะได้ไฟลท์ค่ำทั้งขาไปและขากลับ เห็นแต่แสงไฟริบๆ กับสีดำสนิทบนท้องฟ้า แถมขาไปก่อนเครื่องจะขึ้น เครื่องมีอาการประหลาดส่งเสียงคลางดังกระหื่มราวกับเสียงหวอรถดับเพลิง
คนขึ้นเครื่องครั้งแรกไม่นึกว่ามีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ไอ่เราเคยขึ้นเครื่องบินแค่ข้ามจังหวัดก็พอหวั่นใจเล็กน้อย ทำไมเครื่องดังนักหว่า และแล้วสาวงามเสียงเพราะก็ประกาศมาตามสาย (ไมค์ wireless) ว่า “I’m sorry fjsmx.c,fjw[0ruiewo” แปลเป็นไทยว่า ขออภัยท่านผู้โดยสารทุกท่าน เครื่องต้องล่าช้าในการเดินทางอีกประมาณ 20 นาที ไม่ช้าไม่นาน ชายหนุ่มหลายนายใส่ชุดหมีสีน้ำเงินก็ขึ้นๆ ลงๆ เข้าไปในห้องนักบิน แล้วสาวงามเสียงเพราะก็ประกาศว่า พร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว

ไฟลท์บินราคาถูกน่ะ กินอะไรบนเครื่องก็เสียกะตังค์นะจ้ะ เขาเรียกว่าชั้น อีโคโนมี้ นั่งได้อย่างเดียว อยากได้ไรต้องจ่ายตังค์แลก เรากับยอดยาหยีเลยนั่งปากแห้ง ไม่ยอมสั่งอะไรกินเลย พี่โก๋บอกว่าเราเป็นคนขี้เหนียว อยากกินอะไรก็ต้องมองหน้าเราก่อน (ก็เล่นอยากกินเบียร์นี่หว่า ใครจะยอม)

ระหว่างอยู่บนเครื่อง พนักงานสาวสวยก็แจกใบ immigration หรือใบตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งอาพัตย้ำหนักหนาว่าอย่ามัวแต่หลับ หรือนั่งเพลิน ต้องกรอกให้เรียบร้อย แต่เราก็หยิ่งไม่ยอมกรอก เนื่องจากว่า เครื่องโคลงเคลงไปมาราวกับนั่งเรือ เลยไม่อยากกรอกอะไรทั้งสิ้น กลัวเวียนหัว ตาโก๋ก็กรอกภาษาอังกฤษไม่ได้ซะอีก มองไปมองมา คนอื่นเขากรอกกันใหญ่เลยแหะ นึกไปนึกมา ถ้าลงจากเครื่อง คนที่กรอกแล้ว เขาก็เดินลิ่วๆ นำหน้าไปหมด เราจะตามเขาไม่ทัน ฉะนั้นเลยกลั้นใจกรอกจนเสร็จสองใบ แล้วก็เป็นดั่งนึก พอลงเครื่อง ทุกคนก็เดินจ้ำพรวดๆๆ เราก็ต้องเดินตามให้ทัน เดี๋ยวไม่รู้ว่าเขาต้องทำไรกันบ้าง คนต่างชาติทั้งสวยและไม่สวยไปยืนเข้าคิวให้เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารใบ immigration กับพาสปอร์ตว่าไม่ได้หลบหนีเข้าเมือง เสร็จแล้ว เรากับพี่โก๋ก็เดินทะเล่อทะล่าออกไปมองหาสมาชิกที่มาด้วยกัน เห็นเขาเตรียมตัวแลกเงินด็องกันแล้ว นับจากนี้ พวกเราทั้งแปดก็คือมหาเศรษฐีของเวียดนาม พกเงินกันเป็นล้าน

ไกด์ของเราเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ผมหยิกสั้น ดูทะมัดทะแมง ชื่อเวียดนามไรจำไม่ได้ แต่เขามีชื่อไทยด้วยนะ ชื่อ มะเฟือง กับ เฟื่องฟ้า


โปรดติดตามตอนต่อไป

Tuesday, August 21, 2007

เรารักกัน

เฝ้าแอบอ่านบล๊อกของเพื่อนๆ น้องๆ อยู่ตลอด แต่ไม่เคยได้อัพบล๊อกตัวเองสักที
ทั้งที่มีความคิดร้อยแปดอยากจะบอกเล่าให้รับทราบโดยทั่วกัน
ถึงสิ่งที่เป็นอยู่ ถึงสิ่งที่คิดและรู้สึก
เพื่ออะไรก็ไม่รู้ อาจจะเป็นการระบายสีลงบนภาพที่วาด
หรือเป็นการลบภาพที่คนอื่นวาดให้เป็นอีกแบบ

1 เดือนกว่าแล้วที่ได้คืนสู่เหย้าเราชาวสุโขทัย
พร้อมคนรักที่รักมากขึ้นทุกวัน
เจอะเจอเพื่อนๆ ทาง msn มีแต่คนถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน
ถามกันมาตลอด แต่ฉันยังตอบเหมือนเดิม
“ไม่รู้เหมือนกัน”

แม่ยื่นคำขาดให้คนรักหาสินสอดทองหมั้นมาให้ครบตามจำนวน
และระหว่างนี้ให้ดูใจกันไปเรื่อยๆ

“ดูใจกันไปเรื่อยๆ” คำนี้ดูไม่มีความหมายสำหรับฉันกับคนรัก
อาจเป็นเพราะในเวลานี้เรารู้สึกว่าเรารักกันจริงๆ
จึงรับได้กับทุกอย่างที่กำลังจะเรียนรู้ไปด้วยกัน
อาจจะยังมีเรื่องราวอีกมากที่เราต่างยังไม่รู้ เพราะเรายังคบกันได้ไม่ถึงปี

เท่าที่เขารู้ในตอนนี้ คือ ฉันเป็นคนขี้เกียจ ไม่ใช่แม่ศรีเรือนที่จะกวาดถูบ้านทุกวัน
ไม่ชอบตื่นเช้า ง่วงได้ทุกเวลา แต่เขาก็ปลุกฉันแต่เช้าทุกวัน ด้วยเหตุผลว่าให้ตื่นมาอยู่เป็นเพื่อนกัน
และเพื่อพ่อกับแม่จะได้ไม่ตำหนิฉัน และสิ่งที่เขาไม่ชอบที่สุด คือ ...
ฉันเจ้าอารมณ์กับเขาเพียงคนเดียว และมักจะดุเขาเป็นประจำด้วยเรื่องเล็กน้อยถึงเรื่องใหญ่
(คงเพราะฉันเห็นทุกเรื่องเป็นเรื่องใหญ่ไปหมดมั้ง)

ส่วนเขา ฉันรู้ว่าเขาขยันมากขึ้นกว่าที่เคยรู้ กว่าที่เคยฟัง เขาชอบล้างรถ ล้างรถสามคันต่อสัปดาห์
แต่หลายๆ ครั้ง เขาก็ขี้เกียจ เขาติดเนตเล็กน้อย เล่นเกมส์ปังย่าพอปานกลาง
เขามีเพื่อนเป็นพระเยอะแยะ แต่ฉันไม่ชอบสังคมพระ
แต่เขาก็มีกลุ่มเพื่อนที่โคตรจะรักกันจริงๆ อยู่ 1 กลุ่ม
และที่สำคัญ เขาตัดสินใจมาที่นี่ ยอมทิ้งหน้าที่การงานและยอมห่างไกลจากเพื่อนฝูง
เพียงเหตุผลเดียว คือ “โก๋คงทนไม่ได้ถ้าต้องอยู่ห่างจากอิ๊ก”

อยู่บ้าน ในสายตาพ่อกับแม่และญาติสนิทที่อยู่ห่างไกลกันออกไป
การแสดงความรักของเราขาดอิสรภาพ
ฉันอยู่ในห้องนอนกว้าง เขาอยู่ในห้องนอนแคบที่ใช้เป็นห้องทำงานด้วย
แม่บอกว่า อยู่นอกบ้าน ไม่ต้องนั่งใกล้กันมากก็ได้ ห้ามจับมือกัน ห้ามป้อนอาหารกัน
เดี๋ยวชาวบ้านจะนินทา แต่ถ้าอยู่ในบ้าน ในสายตาพ่อแม่ หยอกล้อกันได้ แม่ไม่ว่า แต่ถ้า
ในยามวิกาล หรือสถานที่ลับตาคน พยายามอย่าอยู่ด้วยกันสองต่อสอง

พ่อบอกว่า แกสองคนตัวติดกันเกินไป อยากให้เขาหัดทำอะไรด้วยตัวเองซะบ้าง
ไม่ใช่ว่าอะไรๆ ก็อิ๊กและก็อิ๊ก

แต่เราสองคนเป็นแฟนกัน ไม่ใช่เพื่อนสมัยมัธยมที่เคยเรียนด้วยกันแล้วกลับมาเจอกัน

อดทนกับวันเวลาเท่านั้น ที่เราสองคนต้องทำ
เราสองคนต้องเก็บเงินให้ได้ เพื่อที่จะได้แต่งงานและสร้างบ้านอีกหลัง
ในรั้วเดียวกับพ่อแม่ โดยหวังว่าเราจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
แม้หนทางข้างหน้า จะต้องมีอุปสรรคอย่างแน่นอน
ก็ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ความรักของเราก็เหมือนกัน
ยิ่งนานวัน ยิ่งก้าวข้ามอุปสรรค เราก็ยิ่งรักกัน

Tuesday, May 29, 2007

test

test

Friday, April 27, 2007

ความสุขทำให้เราตัวพอง

















ใครๆ ก็บอกว่า คนมีความรักมักจะมีความสุข
แล้วคนมีความสุขก็จะหัวใจพอง

จากประสบการณ์จริง ฉันคิดว่า
หัวใจพอง เป็นนามธรรม
ตัวพอง คือรูปธรรม
และตอนนี้ฉันมีความรัก ตัวจึงพอง
หรือเรียกง่ายๆ ว่าอ้วนขึ้น
จนใครๆ ทักเป็นเสียงเดียวกันทั้งบริษัท
บางครั้งก็อับอาย บางครั้งก็รำคาญ
แม่ก็ว่าฉันอ้วนเป็นพะโล้เลย เมื่อไหร่จะหยุดอ้วนสักที

นับตั้งแต่มีแฟน เมื่อเดือนตุลาคม 2547
ผ่านไปประมาณ 5-6 เดือน
น้ำหนักฉันขึ้นมาจาก 52 ตอนนี้ 58
ราวกับว่าน้ำหนักขึ้นเดือนละกิโล

มีอยู่เดือนหนึ่งที่ป่วย น้ำหนักไม่ขึ้น แต่ไม่ลด
เพราะยังคงกินอะไรได้ปกติ แต่กินไม่มากเหมือนตอนไม่ป่วย

อนิจจัง วัตสังขารา ยุบหนอ พองหนอ
เคยผอม กลับอ้วนแต่ไม่รู้ว่าอ้วนถึงเพียงนี้แล้วจะผอมหรือเปล่า

Wednesday, April 25, 2007

สิ่งที่หายไป

ครั้งแรกที่เราพบกัน คือไม่กี่วันหลังจากที่ฉันได้ย้ายเข้าไปอาศัย อยู่กับพี่ติ๊ก
ที่บ้านพักข้าราชการ 700 ปี
ฉันเอง... ก็เพียงแค่มองดูเธออย่างเอ็นดู แต่ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่
น้องนิว ... ที่มาช่วยขนของ กลับมีโอกาสพูดคุยกับเธอมากกว่าฉัน

เธออยู่บ้านฝั่งโน้น

เข้าไปในซอยอีกหน่อย
บ้านหลังนั้นมีรถมอเตอร์ไซด์คันใหญ่
ซึ่งเลี้ยงแมวไว้หลายตัว
เธอชอบมาเดินเล่น นั่งเล่น แถวหน้าบ้านฉัน
จึงได้พูดคุยกับเธอมากขึ้น







เธอชอบเดินตามพี่สาว และเฝ้ารอที่หัวมุมถนน ตอนพี่สาวเธอไปซื้อของที่โรงอาหาร
ฉันเริ่มแอบมองเธอ เรียกเธอเข้ามาในบ้าน บางครั้งเธอก็วางมาดเฉย
แต่บางครั้งก็แอบเข้าบ้านฉันโดยไม่ได้เชื้อเชิญ

ฉันแอบตั้งชื่อให้เธอ และเรียกเธออย่างนั้นตลอด เธอหันมาบ้าง ไม่สนใจบ้าง
มารู้อีกที ตอนพี่สาวเธอมาตามหา

ฉันจึงได้รู้ว่าชื่อที่ฉันแอบตั้งให้เป็นชื่อเดียวกัน

แล้ววันหนึ่ง .... พี่ชายเธอก็มาบอกฉันว่าจะฝากเธอไว้กับฉัน เพราะเค้าต้องย้ายไปอยู่อยุธยา
เอาแมวทั้งหมดไปด้วย แต่เธอไม่ยอมไป เพราะเธอชอบทะเลาะกับคนอื่น
จึงต้องฝากเธอไว้กับฉัน ฉันดีใจมากรู้ไหม ฉันรับปากแบบไม่ลังเล
โดยที่ไม่รู้ว่าพี่ติ๊กผู้เป็นเจ้าของบ้านจะว่าอย่างไร
เพราะพี่ติ๊กไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไหร่ วันไหนเธอเข้าบ้านก็จะบ่นจนฉันเกรงใจ

ฉันดูแลเธออย่างดีเท่าที่จะทำได้ แม้จะกลับบ้านดึกดื่น เธอคงรอจนหิว
แต่พี่ติ๊กก็แอบเอาข้าวให้เธอกินนะ พอฉันกลับมาถึง เธอก็ได้กินอีก
เธอดูอ้วนท้วนขึ้น เธอร่าเริงและสนิทกับฉันมากขึ้น
เธอชอบเล่นซ่อนแอบ และทุกวันที่เธอทำเป็นประจำไม่เคยขาด คือ
ตอนเช้า เธอจะมารอหน้าประตูบ้าน ฉันเปิดประตูออกไปก็จะได้พบเธอ
พร้อมเสียงร้องน้อยๆ แอ๊วๆๆๆๆๆ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของเธอที่คนข้างบ้านตั้งให้
ตอนเย็น-ค่ำมืดดึกดื่น ที่ฉันกลับมาถึงบ้าน ไม่ว่าเธอจะอยู่ตรงไหน
เธอก็จะรีบวิ่งมาหาฉันตั้งแต่รถยังจอดไม่สนิท
เธอจะซุ่มแอบรอตรงข้างรั้ว พอฉันเปิดประตูรั้ว เธอก็จะพุ่งพรวดออกมา
บางวันฉันจึงแกล้งเธอ ไม่เดินเข้าบ้านสักที
เธอก็ซุ่มหมอบอยู่อย่างนั้น และอีกวันหนึ่ง ฉันแกล้งเธอ ย่องไปจะเอ๊ข้างหลัง
เธอก็ตกใจ วิ่งกระโจนไป ฉันหัวเราะชอบใจ ที่แกล้งเธอได้

ครั้งหนึ่ง ที่บ้านจัดงานเลี้ยงปีใหม่ พี่น้องชมรมมากันเต็มบ้าน เธอก็เดินวนไปมาแถวนั้น
ฉันแกล้งเธอ เอาไฟมาลนใกล้หนวด แล้วเผลอโดนหนวดเธอเหม็นไหม้
แต่เธอก็ทำหน้าไม่รู้ร้อนอะไร

ความจริงนั้นเธอแสนจะดื้อเงียบและขี้เล่นเป็นที่สุด
เธอพยายามจะเข้าบ้านมาหาฉันทั้งที่เอาเก้าอี้ดันประตูมุ้งลวดไว้
แต่เก้าอี้ก็กั้นเธอไม่อยู่ เธอใช้พละกำลังจากร่างกายน้อยๆ เข้ามาได้
ต้องหากระสอบใส่เสื้อผ้าขายมากั้นไว้ เธอก็เดินวนไปเวียนมาและร้องอยู่ตรงนั้น

บ้างครั้งเธอก็แอบเข้าหลังบ้าน ตอนที่ฉันกับพี่ติ๊กซักผ้าแล้วเปิดประตูทิ้งไว้
ถ้าเธอเข้าบ้านได้ล่ะก็ จะวิ่งหนีไปทั่วบ้าน ทั้งหมอบซุกและกระโจนไปทั่ว
ไม่มีใครจับเธอได้ง่ายๆ หรอก ยิ่งไล่จับ เธอก็ยิ่งสนุก
แต่ถ้าเฉยๆ เดี๋ยวเธอก็ออกมาพันแข้งพันขาเอง

ฉันรู้สึกผูกพันกับเธอมากขึ้น คิดจะดูแลเธออย่างดี เพราะเธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฉันแล้ว
เธอบาดเจ็บเพราะทะเลาะกับแมวอื่นที่พลัดหลงมาในบ้าน จนหางเป็นแผล
ฉันพาเธอไปหาหมอ พร้อมฉีดยากันพิษสุนัขบ้า

เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ฉันต้องกลับบ้านสุโขทัยถึง 4 วัน
นึกห่วงเธอมาก ว่าจะกินอะไรยังไง ไม่รู้จะฝากฝั่งใครให้ดูแลเธอได้
จนกลับมา เธอก็มารอรับฉันเหมือนเคย ฉันรีบกอดเธอและเอาข้าวให้กิน

เธอรอฉันและวิ่งมาหาฉันทุกครั้ง ทุกวัน ไม่เคยขาดสักครั้งเดียว
แต่แล้ว .... เย็นวันศุกร์ที่ 20 เธอไม่มา
ทั้งที่ตอนเช้าเธอยังปฏิบัติเหมือนเคย แต่เธอกินข้าวไม่เยอะ
เพราะมัวห่วงแมวตัวอื่นที่แอบอยู่ใต้ท้องรถของฉัน
ฉันไม่มีเวลาจะบังคับหรือนั่งเฝ้าให้เธอกินข้าว เพราะต้องรีบไปทำงาน
ไม่คิดเลยว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นเธอ

เธอหายไปไหน ดำน้อยที่น่ารักของฉัน
เธออยู่ไหน ดำน้อย
;(


Monday, April 23, 2007

Love in Great Gorge





แล้วสายลมแห่งความร้อนนนนนนนนนก็พัดพาคู่รักคู่หนึ่งให้เดินทางไปยัง
the great gorge ที่เราเรียกกันว่า ออบหลวง

ใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วโมงกว่า ไม่รวมการแวะหาอาหารการกินตลอดทาง
โดยใช้เส้นทางถนนหางดง-จอมทอง และเลยไปถึงอำเภอฮอด
เมื่อเจอวงเวียนใหญ่กลางเมืองให้วนขวา แล้วขับตรงไปเรื่อยๆ
เส้นทางนี้จะทะลุไปถึงอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
(ทางไปไม่ยักกะมีป้ายบอกนะ ต้องเลยไปก่อน เลี้ยวกลับมาถึงจะเห็นป้ายบอกทางไปออบหลวง)
แม้อากาศที่ร้อนแดดจะแผดเผาสองข้างทางให้ต้นไม้ดูเหี่ยวเฉา
แต่ก็ยังพอเห็นต้นไม้เขียวตลอดทางด้านซ้ายมือ บวกกับสายธารน้ำใหญ่ด้านขวามือ
เราสองคนคู่รักรู้ได้ทันทีว่ามาถึงสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว
เมื่อเห็นกระต๊อบขายส้มตำและลาบเมือง อีกทั้งกระต๊อบหญ้าคากลางสายธารน้ำ
ที่ปลูกเรียงราย ให้ลูกค้ารับลมเย็น นั่งเล่นเอาเท้าจุ่มน้ำ
แต่เราคู่รักไม่จอดแวะ เพราะจุดหมายของเราคือ อุทยานแห่งชาติออบหลวง
สถานที่หญิงสาวเคยมาเที่ยวกับเพื่อนชมรมเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา

เมื่อชายหนุ่มเห็นสถานที่สวยงามจึงหาที่จอด แล้ววิ่งไปถ่ายรูปเล่นกัน
ถ่ายภาพเดี่ยวแบบเท่ห์ๆ
สองเราเดินทางด้วยความสนุก พร้อมจิบน้ำสีดำนามโคล่าแสนเย็นในกระติกน้ำคู่ขวัญ
แล้วเราก็มาถึงทางเข้าอุทยาน เสียค่าผ่านประตูคนละ 20 บาท และค่ายานพาหนะอีก 30 บาท

ชายหนุ่มจอดรถอย่างระมัดระวัง หญิงสาวลงจากรถเห็นต้นหางนกยูงออกดอกงามตาตัดกับฟ้าสีเข้ม
หมายตาไว้ว่าจะกดชัตเตอร์สักรูป หลังจากที่เราสองเดินไปตามทางต้นไผ่
เพื่อไปชมช่องเขาขาด ที่สายน้ำสายลมตัดผ่านจนห่างกัน
ชายหนุ่มพูดคำหวาน “แม้นเขาขาดแต่เราจะไม่ขาดจากกัน”

แสงแดดที่แผดเผาไม่ทำให้เราหวั่นเกรงการถ่ายรูปกลางแดด
แต่หญิงสาวเริ่มงอแงไม่ยอมเดินไปถึงสะพานข้ามผ่านเขาขาด
น่าเสียดายที่ชายหนุ่มก็อดขึ้นไปด้วย เพราะเขามักจะตามใจหญิงสาวเสมอๆ

ได้เวลาเล่นน้ำแล้วล่ะ เราสองเดินเท้าเปล่าไปบนทรายละเอียดที่แดดส่องจนร้อน
หญิงสาวเท้าแดงจึงรีบกระโจนลงน้ำ แม้น้ำจะไม่เย็นเหมือนหลายปีก่อนที่เคยมา
สายน้ำวันนี้ไหลอุ่นๆ แต่ก็สุขใจและเพลิดเพลินไปกับการแช่น้ำ
เหม่อมองท้องฟ้าใสกับหินผาก้อนใหญ่
เพียงเท่านี้สองเราก็สุขใจ ลั้ลลา............






Thursday, March 29, 2007

วันเกิดพี่ตุ๊กติ๊ก


เมื่อวันที่ 27 มีนาคม เป็นวันเกิดพี่ติ๊ก แต่ไม่อยู่
พวกเรา อิ๊ก หญิง พี่ยุ่น พี่ฝ้าย เลยรวมหัวกัน
แอบมาแฮปให้วันที่ 28
เราได้นัดแนะกับพี่เกดไว้แล้วเชียวว่าพี่ติ๊กเลิกงานแล้วไม่ไปว่ายน้ำ
เรากะว่าคงจะกลับบ้านเลย จึงนัดกับหญิงและพี่ยุ่นไว้ 6 โมงเย็น
ส่วนเราเลิกงานแล้วก็รีบแจ้นกลับ แต่แล้ว.... ลืมปริ้นการ์ดวันเกิดที่ตั้งใจทำให้
น้องเจ้าของเครื่องปริ้นท์ก็กลับไปซะแล้ว
เราจึงลงมือเอง อยากให้มันออกมาขนาด 8x4 นิ้ว
แต่มันดันออกมา 4x2 นิ้ว เลยกลายเป็นที่คั่นหนังสืออันจิ๋วไป

ไปถึงบ้าน เห็นพี่ยุ่นกับหญิงนั่งรออยู่หน้าบ้าน
พร้อมเค้ก dog food (พี่ยุ่นตั้งชื่อ) ((ดูรูปเค้กได้ที่บล๊อกของหญิง))
พี่ติ๊กยังไม่กลับนั้นเอง หญิงโทรหาก็ไม่รับ
เราก็เลยซวยเช่นเคย โดนพี่ยุ่นค้นดูรูปในคอมพ์
นิสัยเดิมไม่เคยเปลี่ยนเล้ยยย
เมื่อสมัยเรีย น โดนพี่ยุ่นบุกห้องนอน
บังคับอ่านไดอารี่ของเราหน้าตาเฉย
แต่แล้วเสียงระฆังก็ช่วยไว้
พี่ติ๊กกลับมาแล้ว หญิงตะโกนให้ลงไปกินเค้กกัน
พี่ติ๊กบอกว่า ทำไมของที่แต่งหน้าเหมือนอาหารให้ดำน้อยเลย
แล้วเราก็กินๆๆ กัน แม้จะไม่หอมเนย แต่เราก็กินอันอย่างเอร็ดอร่อย
แล้วไปต่อกันด้วยหมูกะทะร้านมารวยแถวคันคลอง
แวะรับพี่ฝ้ายที่เรือนหอก่อน เพราะพี่มะหะโนกไม่อยู่
ระหว่างทาง พี่ติ๊กก็เม้าท์เรื่องราวที่บ้าน
ทุกคนตั้งใจฟังกันมาก คนขับรถ (พี่ยุ่น)
ถามว่า แล้วไงต่อ ไม่หยุดเลย
ระหว่างไปนั่งกินก็เปิดดูรูปงานแต่งพี่ฝ้าย
และดูรูปเก่าๆ สมัยเรียนของโฟโต้
โอ้โห้ พวกเราเปลี่ยนไปกันมากถึงเพียงนี้
พี่ติ๊ก ผอมลงกว่าเดิมมาก พี่ฝ้ายก็ไม่อ้วนท้วนเหมือนเก่า
หญิงแขนเล็กกว่าตอนนี้ แต่หน้ายังกลมเท่าเดิม
พี่ยุ่นตรงกันข้าม อ้วนอืดกว่าเมื่อก่อน จนนึกไม่ออกว่าผอมเป็นยังไง
ส่วนเรา อ้วนเหมือนเดิม แต่น่ารักขึ้น โฮะๆๆๆ

นึกถึงวันก่อนเก่า แล้วไม่มีอะไรน่าเสียดายเลย
รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านมากับโฟโต้มันคุ้มค่ามากมายเหลือเกิน

I love you all, my fotofamily.



Sunday, March 18, 2007

สงกรานต์บ้านเรา

สงกรานต์นี้จะกลับบ้านตั้งแต่คืนวันที่ 12 อยู่ยาวไปจนถึงวันที่ 16 เมษาเลย
กำลังคิดอยู่ว่าจะลงประกวดนางงามสงกรานต์ดีไหม
ต้องเตรียมตอบคำถามบนเวทีไปดีๆ
เคยไปดูลูกพี่ลูกน้องประกวดเมื่อหลายปีที่แล้ว ตกรอบแรกเลย
เพราะเจอคำถามที่ว่า นายกเทศบาลชื่ออะไร
น้องอ้ำอึ้งไปชั่วอึดใจ ได้ยินเสียงจนข้างล่างเวทีตะโกนกันเซ็งแซ่
น้องเราตอบอย่างมั่นใจไปว่า ชื่อบุหรี่
เสียงเฮกันลั่น ที่จริงนายกท่านชื่อ บุรี
แต่สำเนียงบ้านเราเหน่อ ออกเสียงเป็นบุหรี่
อะขำกลิ้ง ตกรอบไปเหอะน้องพี่

ปีนี้พี่จะเอารางวัลมาอวดน้องเอง โฮะๆๆๆๆ

ช่วงนี้เบื่อระบบการทำงาน (ชิปเป๋ง)
อยากย้ายกลับไปอยู่บ้านแล้วดิ
แต่พอไปอยู่บ้านก็คงจะเบื่อพ่อบ้าหวยเป็นแน่แท้

Friday, March 16, 2007

กลับมาแล้ว

ช่วงเวลาที่หายไป นานนับเดือน จนเพื่อน (หญิง multichin) บ่นว่าไม่ยอมอัพบล๊อกเลย
วันนี้พอมีเวลานั่งเย็นๆ ใต้แอร์ให้ห้องทำงาน เลยอยากเขียนอะไรลงไปเล็กน้อย

1 เดือนที่ผ่านมา ยุ่งวุ่นวายกับการที่สนุกสนาน และเผชิญกับปัญหาจากผู้บริหารของบริษัทมากพอๆ กับความสนุก
เวลา 24 ชั่วโมงของแต่ละวัน เหมือนจะไม่พอสำหรับเรา
ตั้งแต่มีแฟน ชีวิตก็เปลี่ยนไปมากพอสมควร บางเวลาหายไป จนน่าใจหาย
แต่ก็แลกกลับมาด้วยความสุขอีกแบบ

ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง แบบนั้นกระมัง
คงไม่มีใครได้ชีวิตที่สมบูรณ์พูนพร้อมไปหมดในเวลาเดียวกัน
อยากมีเวลาให้ตัวเองได้นอนอ่านหนังสือที่ชอบ ทำอาหารแปลกๆ ไว้หลอกให้ชาวบ้านกลัว
อยากมีเวลานั่งขายกระดุมทางอีเบย์ และอยากนอนให้มากกว่านี้
อยากมีเวลานอนดูโทรทัศน์กับพี่ติ๊ก พูดคุยและเม้าท์เรื่องราวในชมรม
อยากรับฟังเรื่องราวในชีวิตของพี่ติ๊กให้มากกว่านี้
อยากกลับไปหาพ่อกับแม่ และย่าที่สุโขทัย
อยากไปตระเวณกินเค้ก และร้านอาหารเปิดใหม่

ไม่รู้จะคุยกับพี่ติ๊กยังไง เริ่มตรงไหน
ว่าตอนนี้กำลังจะพยายามดึงเวลาบางส่วนกลับมาให้เหมือนเดิม
ไม่ใช่แค่เดินสวนกันหน้าห้องน้ำตอนเช้าแค่นั้น

เศร้าปนสุข