วันนี้เอาเพลงมาฝาก คนอ้วนทั้งหลาย
อย่ากังวลคิดมากไป อย่าใส่ใจแม้โลกจะเปลี่ยนผัน
สิ่งดีดีที่ให้กัน ยังจะเป็นเหมือนเดิม แน่นอน ฉันสัญญา
ต่อให้อายุ สัก 80 สัก 90 เดินไม่ค่อยไหว
ไม่ว่าเส้นผมมันจะเปลี่ยนสีไป ก็ไม่สน
ต่อให้รอยยิ้มมันจะเหี่ยวมันจะหย่อน ไม่ใช่เหตุผล
เธอจะอ้วนท้วนแค่ไหนไม่บ่น ยังไงก็รักเธอ
ต่อให้อ้วนท้วนและเริ่มขี้บ่นยังไงก็รักเธอ
ต่อให้อายุ สัก 80 สัก 90 เดินไม่ค่อยไหว
เส้นผมบนหัวมันจะหลุดหายไป ก็ไม่สน
ต่อให้รอยยิ้มมันจะเหี่ยวมันจะหย่อน ไม่ใช่เหตุผล
เธอจะอ้วนท้วนแค่ไหนไม่บ่น ยังไงก็รักเธอ
ต่อให้อ้วนท้วนและเริ่มขี้บ่นยังไงก็รักเธอ
ฉันรักเธอที่ตรงไหน เธอก็น่าจะรู้ดี
ย้ำๆ เธออีกสักที ฉันรักเธอที่หัวใจ
แม้อาไรจะเหี่ยวเฉา รักของเราจะยังใหม่
แม้ต้องเป็นตากับยาย เราก็ยังจะรักกัน
------------------------------
นั่นแหละ ไม่ว่าจะยังไงก็ยังรัก
Wednesday, April 26, 2006
Monday, April 24, 2006
ทางเลือก
มีคำพูดหนึ่ง อยากจะบอกใครคนหนึ่ง แต่คงไม่กล้าพูด
“เลือกรักคนที่เขารักเรา ดีกว่าไหม”
ฉันไม่อยากเห็นเขาต้องเจ็บปวด ต้องเศร้าอีก
รักอาจจะเลือกไม่ได้ กำหนดทิศทางไม่ได้
แต่ลองเปิดใจให้กับคนที่รักคุณดูบ้างสิ
บางทีมันอาจจะดีกว่าที่คุณต้องมานั่งรอคอยอย่างไร้ทิศทางแบบนี้
ถ้าตอนนี้มีใครสักคนมารักฉัน
ฉันก็อาจจะลองรักเขาดูเหมือนกัน
เคยมีคำถามถามตัวเองว่า...
“ระหว่างการหันหลังให้ความรักกับการวิ่งตามคนรัก อย่างไหนเหนื่อยกว่ากัน”
ฉันยังไม่ได้คำตอบ แต่ฉันเลือกหันหลังให้ความรัก
ปฏิเสธความรักของตัวเองที่เคยซื่อตรงกับใครคนหนึ่งมาโดยตลอด
วันนี้ฉันทำได้แค่หันหลังให้กับเขา
แต่ยังไม่อาจหันหลังให้กับความรักที่มีต่อเขาได้เลย
คงต้องใช้เวลา ...
“เลือกรักคนที่เขารักเรา ดีกว่าไหม”
ฉันไม่อยากเห็นเขาต้องเจ็บปวด ต้องเศร้าอีก
รักอาจจะเลือกไม่ได้ กำหนดทิศทางไม่ได้
แต่ลองเปิดใจให้กับคนที่รักคุณดูบ้างสิ
บางทีมันอาจจะดีกว่าที่คุณต้องมานั่งรอคอยอย่างไร้ทิศทางแบบนี้
ถ้าตอนนี้มีใครสักคนมารักฉัน
ฉันก็อาจจะลองรักเขาดูเหมือนกัน
เคยมีคำถามถามตัวเองว่า...
“ระหว่างการหันหลังให้ความรักกับการวิ่งตามคนรัก อย่างไหนเหนื่อยกว่ากัน”
ฉันยังไม่ได้คำตอบ แต่ฉันเลือกหันหลังให้ความรัก
ปฏิเสธความรักของตัวเองที่เคยซื่อตรงกับใครคนหนึ่งมาโดยตลอด
วันนี้ฉันทำได้แค่หันหลังให้กับเขา
แต่ยังไม่อาจหันหลังให้กับความรักที่มีต่อเขาได้เลย
คงต้องใช้เวลา ...
Saturday, April 22, 2006
อาจมีพายแอปเปิ้ลแสนอร่อยอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้
ไม่ว่าตู้โชว์เค้กและพายของร้านใดที่ฉันเข้าไปก้มๆ เงยๆ เลือกสั่งขนม
จะมีไวท์ช็อคชีสเค้ก หน้าตาสวยนอนรอฉันอยู่ในตู้
ฉันกลับสั่งพายแอปเปิ้ลมาชิมจากร้านที่มีทุกครั้งไป
ทั้งที่ฉันคิดว่าไวท์ช็อคชีสเค้กน่าจะอร่อยกว่าพายแอปเปิ้ลเปลือกแข็งๆ
และฉันก็ชอบกินขนมทุกอย่างที่ทำจากไวท์ช็อคมากที่สุด
บางทีคนเราก็เลือกทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าดีที่สุด
แต่กลับเลือกสิ่งอยากทำ ณ เวลาขณะนั้น
ด้วยการตัดสินใจเพียงแว๊บเดียว
เพราะความคาดหวังหรือเปล่าที่ฉันสั่งพายแอปเปิ้ลมาชิม
ฉันหวังให้มันมีรสชาติเหมือนแอปเปิ้ลสตูเดิ้ลที่ฉันเคยทำ
ตอนไปเรียนทำอาหารที่โรงแรมเมอริเดียน
แอปเปิ้ลสตูเดิ้ลคือ ชิ้นแอปเปิ้ลรสเปรี้ยวนิดๆ หั่นขนาดเท่าลูกเต๋า
นำไปคลุกกับมะพร้าวขูดฝอยชนิดแห้ง เนยละลาย และน้ำตาล
ห่อด้วยแป้ง Folio แผ่นบางๆ ที่วางซ้อนกันสองสามแผ่น ทาเนยละลายก่อนว่างไส้
แล้วม้วนห่อเหมือนปอเปี๊ยะ นำไปอบให้แป้งกรอบ
ออกมาหน้าตาเหมือนโรตีนม
ควรทานตอนยังอุ่นๆ จะให้รสชาติที่ดีกว่า
สตูเดิ้ลที่แสนอร่อยจะต้องรู้สึกได้จากจมูกและลิ้น
กลิ่นหอมของแป้งกับกลิ่นเนย ได้รสหวานมันปนเปรี้ยวจากไส้
ชิ้นแอปเปิ้ลที่ถูกอบจะกรอบนอก แต่ไม่เละใน
แผ่นแป้งกรอบเช่นกัน แต่ก็ไม่ร่วน
สตูเดิ้ลเป็นรสชาติที่ฉันไม่อาจลืม
หนึ่งในสูตรขนมที่ฉันระบุว่าต้องทำขายแน่นอนหากได้เปิดร้าน
สตูเดิ้ลไม่มีขายทั่วไปตามร้านขายเค้กหรือพาย
ฉันหวังว่าพายแอปเปิ้ลจะทดแทนแอปเปิ้ลสตูเดิ้ลได้
สั่งมาชิมครั้งแรก ก็รู้ว่ามันไม่เหมือนกัน ด้วยรสชาติที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ชิ้นแอปเปิ้ลในใส่พายมันเละหมดแล้ว แถมยังมีกลิ่นของอบเชยแสนฉุน
แต่ฉันก็ยังคงเฝ้าเพียรสั่งพายแอปเปิ้ลมากิน
ครั้งล่าสุดคือ ที่ร้าน Mo’C Mo’ L หน้ามอ
ฉันถามคนขายว่า “พายแอปเปิ้ลใส่อบเชยหรือเปล่าค่ะ”
คนขายหันไปซุบซิบกับคนขายอีกคน (แต่ฉันก็ได้ยิน) ว่า “อบเชยคือชินนามอนใช่ไหม”
แล้วเขาก็หันมายิ้มและบอกว่า “ไม่ใส่ค่ะ”
ฉันตัดสินใจสั่งพายแอปเปิ้ลอีกครั้ง คาดว่าไม่มีอบเชย ฉันคงจะชอบมัน
คำแรกที่ฉันตักมันเข้าปาก ลิ้นก็รับรสได้ว่ามันไม่อร่อย
ฉันจึงได้แต่เขี่ยไส้ออก ละเอียดกินแต่เปลือกพายกรอบๆ
ถึงกระนั้น ฉันก็ยังตั้งใจว่า ฉันจะเพียรสั่งพายแอปเปิ้ลมากินต่อไป
ด้วยหวังว่าจะมีพายแอปเปิ้ลแสนอร่อยอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้
อาจไม่เท่ากับสตูเดิ้ล แต่มันก็คงจะต้องอร่อยในแบบที่แตกต่างกัน
หรือบางที อาจจะเป็นที่ร้านของฉันเองก็ได้ (ฮึๆๆๆ)
ก็คงเหมือนกับการตามหาใครสักคน ที่เขาบอกว่า อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม
พายแอปเปิ้ลแสนอร่อยอาจจะรอให้ฉันไปชิมอยู่ที่ร้านเค้กร้านใดร้านหนึ่ง
เช่นเดียวกับใครคนนั้น ที่กำลังรอการพบกันของเราอยู่ที่ใดสักแห่งบนโลกนี้
จะมีไวท์ช็อคชีสเค้ก หน้าตาสวยนอนรอฉันอยู่ในตู้
ฉันกลับสั่งพายแอปเปิ้ลมาชิมจากร้านที่มีทุกครั้งไป
ทั้งที่ฉันคิดว่าไวท์ช็อคชีสเค้กน่าจะอร่อยกว่าพายแอปเปิ้ลเปลือกแข็งๆ
และฉันก็ชอบกินขนมทุกอย่างที่ทำจากไวท์ช็อคมากที่สุด
บางทีคนเราก็เลือกทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าดีที่สุด
แต่กลับเลือกสิ่งอยากทำ ณ เวลาขณะนั้น
ด้วยการตัดสินใจเพียงแว๊บเดียว
เพราะความคาดหวังหรือเปล่าที่ฉันสั่งพายแอปเปิ้ลมาชิม
ฉันหวังให้มันมีรสชาติเหมือนแอปเปิ้ลสตูเดิ้ลที่ฉันเคยทำ
ตอนไปเรียนทำอาหารที่โรงแรมเมอริเดียน
แอปเปิ้ลสตูเดิ้ลคือ ชิ้นแอปเปิ้ลรสเปรี้ยวนิดๆ หั่นขนาดเท่าลูกเต๋า
นำไปคลุกกับมะพร้าวขูดฝอยชนิดแห้ง เนยละลาย และน้ำตาล
ห่อด้วยแป้ง Folio แผ่นบางๆ ที่วางซ้อนกันสองสามแผ่น ทาเนยละลายก่อนว่างไส้
แล้วม้วนห่อเหมือนปอเปี๊ยะ นำไปอบให้แป้งกรอบ
ออกมาหน้าตาเหมือนโรตีนม
ควรทานตอนยังอุ่นๆ จะให้รสชาติที่ดีกว่า
สตูเดิ้ลที่แสนอร่อยจะต้องรู้สึกได้จากจมูกและลิ้น
กลิ่นหอมของแป้งกับกลิ่นเนย ได้รสหวานมันปนเปรี้ยวจากไส้
ชิ้นแอปเปิ้ลที่ถูกอบจะกรอบนอก แต่ไม่เละใน
แผ่นแป้งกรอบเช่นกัน แต่ก็ไม่ร่วน
สตูเดิ้ลเป็นรสชาติที่ฉันไม่อาจลืม
หนึ่งในสูตรขนมที่ฉันระบุว่าต้องทำขายแน่นอนหากได้เปิดร้าน
สตูเดิ้ลไม่มีขายทั่วไปตามร้านขายเค้กหรือพาย
ฉันหวังว่าพายแอปเปิ้ลจะทดแทนแอปเปิ้ลสตูเดิ้ลได้
สั่งมาชิมครั้งแรก ก็รู้ว่ามันไม่เหมือนกัน ด้วยรสชาติที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ชิ้นแอปเปิ้ลในใส่พายมันเละหมดแล้ว แถมยังมีกลิ่นของอบเชยแสนฉุน
แต่ฉันก็ยังคงเฝ้าเพียรสั่งพายแอปเปิ้ลมากิน
ครั้งล่าสุดคือ ที่ร้าน Mo’C Mo’ L หน้ามอ
ฉันถามคนขายว่า “พายแอปเปิ้ลใส่อบเชยหรือเปล่าค่ะ”
คนขายหันไปซุบซิบกับคนขายอีกคน (แต่ฉันก็ได้ยิน) ว่า “อบเชยคือชินนามอนใช่ไหม”
แล้วเขาก็หันมายิ้มและบอกว่า “ไม่ใส่ค่ะ”
ฉันตัดสินใจสั่งพายแอปเปิ้ลอีกครั้ง คาดว่าไม่มีอบเชย ฉันคงจะชอบมัน
คำแรกที่ฉันตักมันเข้าปาก ลิ้นก็รับรสได้ว่ามันไม่อร่อย
ฉันจึงได้แต่เขี่ยไส้ออก ละเอียดกินแต่เปลือกพายกรอบๆ
ถึงกระนั้น ฉันก็ยังตั้งใจว่า ฉันจะเพียรสั่งพายแอปเปิ้ลมากินต่อไป
ด้วยหวังว่าจะมีพายแอปเปิ้ลแสนอร่อยอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้
อาจไม่เท่ากับสตูเดิ้ล แต่มันก็คงจะต้องอร่อยในแบบที่แตกต่างกัน
หรือบางที อาจจะเป็นที่ร้านของฉันเองก็ได้ (ฮึๆๆๆ)
ก็คงเหมือนกับการตามหาใครสักคน ที่เขาบอกว่า อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม
พายแอปเปิ้ลแสนอร่อยอาจจะรอให้ฉันไปชิมอยู่ที่ร้านเค้กร้านใดร้านหนึ่ง
เช่นเดียวกับใครคนนั้น ที่กำลังรอการพบกันของเราอยู่ที่ใดสักแห่งบนโลกนี้
Wednesday, April 12, 2006
แค่ได้คิดถึง
แค่ได้คิดถึง - ญารินดา
ตั้งแต่ครั้งที่เราจากกันแสนไกล
เหตุและผลมากมายไม่เคยสำคัญ
เท่ากับความรู้สึกที่ใจของฉันนั้นเก็บให้เธอ
แต่ละครั้งที่เราผ่านมาพบกัน
อาจบังเอิญได้ยินข่าวคราวของเธอ
นั่นคือความรู้สึกที่ดีที่ฉันคอยอยู่เสมอ
ขอบฟ้าที่เรานั่งมองคราวนั้นยังมีความหมาย
ต้นไม้ลำธารยิ่งมองยิ่งคิดถึงเธอมากมาย
ชีวิตที่มันขาดเธอวันนี้ยังเดินต่อไป แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ
หยิบเอาภาพที่เรากอดคอด้วยกัน
ได้แต่ยิ้มกับมันด้วยความชื่นใจ
และก็ยังเสียดายกับการสูญเสียเธออยู่เรื่อยมา
ได้ยินเสียงบทเพลงที่เธอชอบฟัง
และทุกครั้งก็ยังแอบมีน้ำตา
ยิ่งเวลารู้สึกไม่มี ไม่เหลือใครอยู่ตรงนี้
-----------------------------
เพลงนี้เป็นเพลงของนักร้องคนโปรด
เพลงที่เราชอบมาก
"นมเย็นหรือนมร้อนดีนะ"
"นมร้อนจะได้หลับสบาย - นมเย็นก็ชื่นใจดี
แต่ว่าน้ำแข็งอาจจะละลายได้ ถ้าเขายังไม่กลับหรือหลับไปแล้ว"
"เอาไปฝากไว้ที่ใต้หอเหมือนเดิม หรือจะเอาไปแขวนไว้หน้าห้องดีนะ"
"ถ้าขึ้นไปถึงหน้าห้อง แล้วเห็นรองเท้าสองคู่ล่ะ ปวดใจอีกสิ"
"สั่งนมร้อนเขียวดีกว่า อุ่นๆ หลับสบาย แล้วก็หอมน้ำเขียวด้วย
ส่วนเราก็กินนมเย็น ของโปรด"
--- ----- ------ ----
ขับรถกลับบ้าน น้ำตาไหลอีกแล้ว ครั้งที่สองของวันนี้
ไม่ได้แวะไปหาเขาอย่างที่ตั้งใจ
ช่วงนี้อาจะเป็นช่วงที่ทรมานสักหน่อย
แต่อย่างน้อยมันก็ดี ตรงที่เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรอย่างที่เราเป็น
ที่บอกลาก็ด้วยเหตุผลนี้ไง เพื่อให้เขาสบายใจที่สุด
Monday, April 10, 2006
ความรักที่ยิ่งใหญ่มาจากใจที่ซื่อตรง
“ความรักที่ยิ่งใหญ่มาจากใจที่ซื่อตรง
ความรักที่มั่นคงมาจากรักที่จริงใจ”
ข้อความจากใครส่งมาไม่รู้ มิได้เมมเบอร์โทรศัพท์ไว้
อาจจะส่งผิด เพราะโทรศัพท์เรามักมีคนโทรมาผิดประจำ
ชอบมากข้อความนี้
แต่ไม่อาจจะอธิบายไว้ตรงนี้ได้
อยากจะลืมๆ มันไป ให้เป็นแค่ Past Tense
ไม่ใช่ Past Perfect Tense
“ด้วยหัวใจที่ซื่อตรงและจริงใจ เราจึงมีรักที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงให้กับใครคนหนึ่ง
คนที่เขามิได้คิดว่ามันเป็นรักยิ่งใหญ่
คนที่เรามิควรจะรักเขาด้วยเหตุผล
แต่เรายังรักเขาอย่างซื่อตรงและจริงใจ ด้วยความไม่มีเหตุผล”
ความรักที่มั่นคงมาจากรักที่จริงใจ”
ข้อความจากใครส่งมาไม่รู้ มิได้เมมเบอร์โทรศัพท์ไว้
อาจจะส่งผิด เพราะโทรศัพท์เรามักมีคนโทรมาผิดประจำ
ชอบมากข้อความนี้
แต่ไม่อาจจะอธิบายไว้ตรงนี้ได้
อยากจะลืมๆ มันไป ให้เป็นแค่ Past Tense
ไม่ใช่ Past Perfect Tense
“ด้วยหัวใจที่ซื่อตรงและจริงใจ เราจึงมีรักที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงให้กับใครคนหนึ่ง
คนที่เขามิได้คิดว่ามันเป็นรักยิ่งใหญ่
คนที่เรามิควรจะรักเขาด้วยเหตุผล
แต่เรายังรักเขาอย่างซื่อตรงและจริงใจ ด้วยความไม่มีเหตุผล”
Sunday, March 26, 2006
แอบร้าย
ฉันวางแผนชั่วร้ายแสร้งทำเป็นดี
ก็ด้วยความเจ็บใจที่ถูกกีดกันไม่ให้ไปเล่นแบดมินตัน 2 ครั้งแล้ว
เหตุผลคือ ... เรามีทีมเล่นแบดมินตันกัน 6 คน
เรามักจะไปเล่นกันที่สนามกีฬา 700 ปี เวลา 1 ทุ่ม
เล่นกันวันละ 2 ชั่วโมง
1 ทุ่ม เป็ฯเวลาที่ทุกคนน่าจะพร้อมเพรียงได้ หลังจากเลิกงานแล้ว
แต่ละคนเลิกงานไม่ตรงเวลากัน โดยมากแล้วเราก็มักจะไปเลทเล็กน้อย
เพราะเลิกงานช้ากว่าคนอื่น
พี่ติ๊กบอกเสมอๆ ว่า 6 คนกำลังดี เราขอชวนเพื่อนที่ทำงานไปด้วย
ก็ไม่ให้ไป ใจดำ
แล้วมาวันหนึ่ง วันที่เราส่งข่าวให้ชวนกันไปเล่นแบดวันศุกร์
พี่ติ๊กลาบบอกเวลากลับมาว่า เวลาเดิม 1 ทุ่ม
พอใกล้เวลาอีก 5 นาที 6 โมงเย็น พี่ติ๊กก็เอ็มมาบอกว่า
เปลี่ยนเวลาเป็น 6 โมง
เราเริ่มฉุนนิดๆ งานที่ทำงานก็ยังไม่เสร็จดี
กว่าจะลุล่วงก็ออกจากอ๊อฟฟิศ 1 ทุ่ม
เราเลยตัดสินใจไม่ไปแล้ว เพราะกว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
กว่าไปถึงสนาม ก็คง 1 ทุ่มครึ่ง
แถมพี่ยุ้ยโทรมาบอกว่า มีคนอยู่ด้วยกัน 7 คนแล้ว เราเลยไม่ไป
เพราะไม่อยากเสียเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเล่นแค่ไม่กี่นาที
โมโหๆๆๆ โกรธๆๆ ทั้งที่ก็รู้ว่าไม่ใช่ความผิดใคร
แค่พวกคนที่ไม่ใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น
เวลาผ่านไป 1 วัน หายโกรธแล้ว
พี่ติ๊กโทรมาตอนดึกของวันเสาร์ บอกว่าวันอาทิตย์จะไปเล่นกันหรือเปล่า
จะโทรบอกให้ stand by ไว้
วันทั้งวันก็เงียบไป เราอุตส่าห์รีบไปจัดการธุระจนเสร็จดี
มาออนเอ็ม เจอพี่ติ๊ก เลยเข้าไปถามว่า
วันนี้ไม่มีใครเลยเหรอ
พี่ติ๊กตอบกลับมาว่า .... “ไป แต่คนเต็มแล้ว”
มีใครบ้างไม่เสียความรู้สึกกับสองเหตุการณ์นี้
เราเลยรวบรวมพลพรรค สร้างทีมขึ้นมาใหม่
อันได้แก่ เรา พี่ยุ้ย เพื่อนพี่ยุ้ย บิว บะอุ๊ และเพื่อนบะอุ๊
รวมเป็น 6 คน ชิ !! เราไม่ง้อพวกคนใจดำพวกนั้นหรอก
คอยดูนะ ถ้าวันไหน คนเขาไม่ครบ เขามาชวนเรา
เราจะไม่ไป แล้วถ้าเขามาขอเล่นกับพวกเรา
เราก็จะให้ ไม่ว่าคนเราจะครบจะเกิน
เราจะเอาความดี เขาข่มพวกคนใจร้ายพวกนั้น
แต่ขอบอก ในใจจริงๆ อยากเอาชนะ
ไม่ได้เป็นคนดีอะไรหรอก
พี่เจงเคยบอกว่า “คนดีกับคนโง่น่ะ ใกล้กันนิดเดียว”
ก็ด้วยความเจ็บใจที่ถูกกีดกันไม่ให้ไปเล่นแบดมินตัน 2 ครั้งแล้ว
เหตุผลคือ ... เรามีทีมเล่นแบดมินตันกัน 6 คน
เรามักจะไปเล่นกันที่สนามกีฬา 700 ปี เวลา 1 ทุ่ม
เล่นกันวันละ 2 ชั่วโมง
1 ทุ่ม เป็ฯเวลาที่ทุกคนน่าจะพร้อมเพรียงได้ หลังจากเลิกงานแล้ว
แต่ละคนเลิกงานไม่ตรงเวลากัน โดยมากแล้วเราก็มักจะไปเลทเล็กน้อย
เพราะเลิกงานช้ากว่าคนอื่น
พี่ติ๊กบอกเสมอๆ ว่า 6 คนกำลังดี เราขอชวนเพื่อนที่ทำงานไปด้วย
ก็ไม่ให้ไป ใจดำ
แล้วมาวันหนึ่ง วันที่เราส่งข่าวให้ชวนกันไปเล่นแบดวันศุกร์
พี่ติ๊กลาบบอกเวลากลับมาว่า เวลาเดิม 1 ทุ่ม
พอใกล้เวลาอีก 5 นาที 6 โมงเย็น พี่ติ๊กก็เอ็มมาบอกว่า
เปลี่ยนเวลาเป็น 6 โมง
เราเริ่มฉุนนิดๆ งานที่ทำงานก็ยังไม่เสร็จดี
กว่าจะลุล่วงก็ออกจากอ๊อฟฟิศ 1 ทุ่ม
เราเลยตัดสินใจไม่ไปแล้ว เพราะกว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
กว่าไปถึงสนาม ก็คง 1 ทุ่มครึ่ง
แถมพี่ยุ้ยโทรมาบอกว่า มีคนอยู่ด้วยกัน 7 คนแล้ว เราเลยไม่ไป
เพราะไม่อยากเสียเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเล่นแค่ไม่กี่นาที
โมโหๆๆๆ โกรธๆๆ ทั้งที่ก็รู้ว่าไม่ใช่ความผิดใคร
แค่พวกคนที่ไม่ใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น
เวลาผ่านไป 1 วัน หายโกรธแล้ว
พี่ติ๊กโทรมาตอนดึกของวันเสาร์ บอกว่าวันอาทิตย์จะไปเล่นกันหรือเปล่า
จะโทรบอกให้ stand by ไว้
วันทั้งวันก็เงียบไป เราอุตส่าห์รีบไปจัดการธุระจนเสร็จดี
มาออนเอ็ม เจอพี่ติ๊ก เลยเข้าไปถามว่า
วันนี้ไม่มีใครเลยเหรอ
พี่ติ๊กตอบกลับมาว่า .... “ไป แต่คนเต็มแล้ว”
มีใครบ้างไม่เสียความรู้สึกกับสองเหตุการณ์นี้
เราเลยรวบรวมพลพรรค สร้างทีมขึ้นมาใหม่
อันได้แก่ เรา พี่ยุ้ย เพื่อนพี่ยุ้ย บิว บะอุ๊ และเพื่อนบะอุ๊
รวมเป็น 6 คน ชิ !! เราไม่ง้อพวกคนใจดำพวกนั้นหรอก
คอยดูนะ ถ้าวันไหน คนเขาไม่ครบ เขามาชวนเรา
เราจะไม่ไป แล้วถ้าเขามาขอเล่นกับพวกเรา
เราก็จะให้ ไม่ว่าคนเราจะครบจะเกิน
เราจะเอาความดี เขาข่มพวกคนใจร้ายพวกนั้น
แต่ขอบอก ในใจจริงๆ อยากเอาชนะ
ไม่ได้เป็นคนดีอะไรหรอก
พี่เจงเคยบอกว่า “คนดีกับคนโง่น่ะ ใกล้กันนิดเดียว”
Friday, March 17, 2006
ตัวเล็กตัวใหญ่ สำคัญไหม
เคยมีความรู้สึกแบบนี้กันไหม
ความรู้สึกว่าตัวเล็กหรือตัวใหญ่กว่าคนที่เรารัก
ไม่ได้หมายถึงขนาดตัวนะ แต่หมายถึงความรู้สึกๆๆๆๆๆ
ฉันรู้สึกว่าฉันตัวเล็กกว่าเขา
และยิ่งรู้สึกเล็กมากเมื่ออยู่ในอ้อมกอดเขา
(ทั้งที่บางที เขาอาจจะคิดว่าฉันตัวใหญ่จัง)
มันอบอุ่น เหมือนได้รับการปกป้อง
ซึ่งเป็นความอบอุ่นเดียวกับตอนที่พ่อหรือแม่ห่มผ้าให้ตอนเด็กๆ
ฉันมักขอให้แม่ห่มผ้าให้ก่อนนอน เพราะมันอุ่นกว่าฉันห่มเอง
และการห่มผ้าให้ของพ่อกับแม่ก็ต่างกัน แม่ห่มให้ อุ่นกว่า
ทำไมก็ไม่รู้
กลับมาที่เรื่องตัวเล็กตัวใหญ่
ฉันว่า มันเป็นความรู้สึกที่ดีของผู้หญิงหากรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่า
ผู้หญิงส่วนมาก ต้องการผู้นำ ต้องการให้มีคนปกป้อง ดูแล
และเมื่อพวกหล่อนรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่า
ก็เท่ากับว่าพวกผู้ชายที่รักของหล่อน สามารถปกป้องหล่อนได้
แต่ผู้หญิงบางคนอาจจะอยากตัวใหญ่กว่า
ก็คงเป็นเรื่องของผู้หญิงเก่ง ที่ยอมใครไม่ลง แม้คนที่ตัวเองรัก
แต่... จริงๆ แล้ว ฉันก็ไม่แน่ใจนะว่า ...
ผู้หญิงควรจะรู้สึกว่าตัวเองตัวเท่ากับคนที่ตัวเองรัก
หรือควรจะรู้สึกว่าตัวเล็กกว่าดี
เพราะบางทีการที่ตัวเล็กกว่า มันเหมือนกับว่าเราเป็นลูกไก่ในกำมือ
จะบีบก็ตาย จะคลายก็เศร้า (อกหัก)
แล้วก็อยากรู้เหมือนกันว่า พวกผู้ชายเขารู้สึกแบบนี้เหมือนกันไหม
ความรู้สึกว่าตัวเล็กหรือตัวใหญ่กว่าคนที่เรารัก
ไม่ได้หมายถึงขนาดตัวนะ แต่หมายถึงความรู้สึกๆๆๆๆๆ
ฉันรู้สึกว่าฉันตัวเล็กกว่าเขา
และยิ่งรู้สึกเล็กมากเมื่ออยู่ในอ้อมกอดเขา
(ทั้งที่บางที เขาอาจจะคิดว่าฉันตัวใหญ่จัง)
มันอบอุ่น เหมือนได้รับการปกป้อง
ซึ่งเป็นความอบอุ่นเดียวกับตอนที่พ่อหรือแม่ห่มผ้าให้ตอนเด็กๆ
ฉันมักขอให้แม่ห่มผ้าให้ก่อนนอน เพราะมันอุ่นกว่าฉันห่มเอง
และการห่มผ้าให้ของพ่อกับแม่ก็ต่างกัน แม่ห่มให้ อุ่นกว่า
ทำไมก็ไม่รู้
กลับมาที่เรื่องตัวเล็กตัวใหญ่
ฉันว่า มันเป็นความรู้สึกที่ดีของผู้หญิงหากรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่า
ผู้หญิงส่วนมาก ต้องการผู้นำ ต้องการให้มีคนปกป้อง ดูแล
และเมื่อพวกหล่อนรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่า
ก็เท่ากับว่าพวกผู้ชายที่รักของหล่อน สามารถปกป้องหล่อนได้
แต่ผู้หญิงบางคนอาจจะอยากตัวใหญ่กว่า
ก็คงเป็นเรื่องของผู้หญิงเก่ง ที่ยอมใครไม่ลง แม้คนที่ตัวเองรัก
แต่... จริงๆ แล้ว ฉันก็ไม่แน่ใจนะว่า ...
ผู้หญิงควรจะรู้สึกว่าตัวเองตัวเท่ากับคนที่ตัวเองรัก
หรือควรจะรู้สึกว่าตัวเล็กกว่าดี
เพราะบางทีการที่ตัวเล็กกว่า มันเหมือนกับว่าเราเป็นลูกไก่ในกำมือ
จะบีบก็ตาย จะคลายก็เศร้า (อกหัก)
แล้วก็อยากรู้เหมือนกันว่า พวกผู้ชายเขารู้สึกแบบนี้เหมือนกันไหม
Wednesday, March 08, 2006
คุณพ่อพี่ยุ่น
นับตั้งแต่วันที่โบอิ้งโทรมาบอกข่าวเรื่องที่คุณพ่อพี่ยุ่นเสีย
พวกเราชาวโฟโต้ก็ไปงานศพกันทุกค่ำคืน
เราแอบหนีงานไปช่วงพระฉันเพลด้วย
เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งก็ช่วยได้นิดๆ หน่อยๆ
งานสวดศพตอนกลางคืนแต่ละคืน มีน้องหมอ
ภาควิชาออโธไปช่วยกันอย่างแข็งขัน ทั้งถ่ายรูป จุดธูป เสิร์ฟอาหาร เสิร์ฟน้ำ
สาวๆ โฟโต้ก็แอบกรี๊ดกร๊าดกัน เราแก่แล้ว ไม่รู้สึกอะไร
หลังจากพิธีสวดศพ โฟโต้ก็จะรวมตัวกันไปกินโน่นนี่
โดยมีพี่ยุ่นไปด้วย
คนรู้จักหลายคน ถามถึงพี่ยุ่นว่าเศร้าไหม งานศพเป็นอย่างไรบ้าง
เราตอบได้แค่ว่า ก็สนุกดี เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
พี่ยุ่นก็ยังฮาเหมือนเดิม
แต่เรา.. จะแอบเศร้าเวลาที่มองเห็นคุณแม่กับพี่เก๋ (พี่สาวพี่ยุ่น) ทำหน้าเศร้าตลอดเวลา
ตอนนี้ก็ผ่านงานศพไปหลายวัน เพิ่งได้หยิบหนังสืองานศพมาอ่าน
ซึ่งท๊อปกับฉอช่วยกันทำจนเกือบเช้า
จนออกมาเป็นรูปเล่มที่สวยงาม
ไม่มีใครที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วไม่ร้องไห้
เราเลยไม่กล้าอ่าน ในวันงาน เพราะกลัวบ่อน้ำตาแตก
แล้วในที่สุดก็ได้อ่านเมื่องานศพผ่านไปหลายวัน
อ่านเรื่องราวที่ลูก 3 คนเขียนถึงคุณพ่อ น้ำตาก็เริ่มไหลตั้งแต่พี่อันชัยบอกรักคุณพ่อ
ยิ่งร้องเข้าไปอีก ที่พี่เก๋บอกว่า ไม่ว่าจะพยายามดูแลคุณพ่ออย่างไร
ก็รู้สึกว่าเหมือนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับคุณพ่อ
อ่านของพี่ยุ่น ที่เขียนยาวกว่าใคร ก็ร้องๆๆๆ
จะมีใครคาดคิดบ้างว่า น้องเก่งก็แอบร้องไห้ ตอนที่เห็นคุณพ่อเจ็บ แล้วช่วยอะไรไม่ได้
ใครหลายคนที่เคยคิดว่า พี่ยุ่นไม่สนใจดูแลคุณพ่อ
นั่นแท้ที่จริงแล้ว น้องเก่งก็พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว
จงเป็นลูกที่ดีของคุณพ่อกันเถอะ พ่อพวกเรายังอยู่ ให้ดูแล ให้รัก ให้ตอบแทนบุญคุณ
พวกเราชาวโฟโต้ก็ไปงานศพกันทุกค่ำคืน
เราแอบหนีงานไปช่วงพระฉันเพลด้วย
เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งก็ช่วยได้นิดๆ หน่อยๆ
งานสวดศพตอนกลางคืนแต่ละคืน มีน้องหมอ
ภาควิชาออโธไปช่วยกันอย่างแข็งขัน ทั้งถ่ายรูป จุดธูป เสิร์ฟอาหาร เสิร์ฟน้ำ
สาวๆ โฟโต้ก็แอบกรี๊ดกร๊าดกัน เราแก่แล้ว ไม่รู้สึกอะไร
หลังจากพิธีสวดศพ โฟโต้ก็จะรวมตัวกันไปกินโน่นนี่
โดยมีพี่ยุ่นไปด้วย
คนรู้จักหลายคน ถามถึงพี่ยุ่นว่าเศร้าไหม งานศพเป็นอย่างไรบ้าง
เราตอบได้แค่ว่า ก็สนุกดี เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
พี่ยุ่นก็ยังฮาเหมือนเดิม
แต่เรา.. จะแอบเศร้าเวลาที่มองเห็นคุณแม่กับพี่เก๋ (พี่สาวพี่ยุ่น) ทำหน้าเศร้าตลอดเวลา
ตอนนี้ก็ผ่านงานศพไปหลายวัน เพิ่งได้หยิบหนังสืองานศพมาอ่าน
ซึ่งท๊อปกับฉอช่วยกันทำจนเกือบเช้า
จนออกมาเป็นรูปเล่มที่สวยงาม
ไม่มีใครที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วไม่ร้องไห้
เราเลยไม่กล้าอ่าน ในวันงาน เพราะกลัวบ่อน้ำตาแตก
แล้วในที่สุดก็ได้อ่านเมื่องานศพผ่านไปหลายวัน
อ่านเรื่องราวที่ลูก 3 คนเขียนถึงคุณพ่อ น้ำตาก็เริ่มไหลตั้งแต่พี่อันชัยบอกรักคุณพ่อ
ยิ่งร้องเข้าไปอีก ที่พี่เก๋บอกว่า ไม่ว่าจะพยายามดูแลคุณพ่ออย่างไร
ก็รู้สึกว่าเหมือนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับคุณพ่อ
อ่านของพี่ยุ่น ที่เขียนยาวกว่าใคร ก็ร้องๆๆๆ
จะมีใครคาดคิดบ้างว่า น้องเก่งก็แอบร้องไห้ ตอนที่เห็นคุณพ่อเจ็บ แล้วช่วยอะไรไม่ได้
ใครหลายคนที่เคยคิดว่า พี่ยุ่นไม่สนใจดูแลคุณพ่อ
นั่นแท้ที่จริงแล้ว น้องเก่งก็พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว
จงเป็นลูกที่ดีของคุณพ่อกันเถอะ พ่อพวกเรายังอยู่ ให้ดูแล ให้รัก ให้ตอบแทนบุญคุณ
Wednesday, February 22, 2006
ความจริงของความจริงในสายฝน
เมื่อคืนนี้ฝนตก
เช้านี้ท้องฟ้าดูสดใส น้ำฝนช่วยไล่หมอกควันไปได้บ้าง แต่ทว่าอากาศร้อนเหลือใจ
ฉันเปิดประตูออกมาจากบ้าน ทำตัวเอื่อยๆ อย่างเกียจคร้าน ไม่เร่งรีบไปทำงาน
ทั้งที่ก็สายมากแล้ว
มองหาร่องรอยน้ำฝนเมื่อคืน กลับไม่มีเลย
ความจริงของสายฝน คือการไม่เหลือร่องรอยหรือไร
แต่พอขับรถออกมาถึงถนน รู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย เห็นน้ำเจิ่งนองเป็นแห่งๆ ตามขอบฟุตบาท
ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า หวั่นใจอะไรกับเรื่องร่อยรอยฝนตกเมื่อคืนนี้
อากาศร้อนทำให้นึกถึงความแตกต่างเพียงไม่กี่คืนที่ผ่านมา
ที่ฉันยังนอนห่มผ้าขดตัวหาไออุ่นจากตัวเอง เพราะอากาศหนาวอยู่เลย
แต่ตอนนี้สายฝนที่ใครๆ บอกว่าชุ่มฉ่ำ กลับนำพาความร้อนมาให้
ฉันอดคิดไม่ได้ว่า สายฝนอาจจะเป็นสิ่งบอกเหตุว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป
หรือว่ามันได้เปลี่ยนไปแล้ว
ฉันรู้สึกหดหู่ใจในเช้านี้
แต่พอนึกถึงเพลงพี่บอยด์ ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
อดทนเวลาที่ฝนพรำ
อย่างน้อยก็ทำให้เราได้ซึ้งถึงความแตกต่าง
เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้านั้นคงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ
ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ......
เช้านี้ท้องฟ้าดูสดใส น้ำฝนช่วยไล่หมอกควันไปได้บ้าง แต่ทว่าอากาศร้อนเหลือใจ
ฉันเปิดประตูออกมาจากบ้าน ทำตัวเอื่อยๆ อย่างเกียจคร้าน ไม่เร่งรีบไปทำงาน
ทั้งที่ก็สายมากแล้ว
มองหาร่องรอยน้ำฝนเมื่อคืน กลับไม่มีเลย
ความจริงของสายฝน คือการไม่เหลือร่องรอยหรือไร
แต่พอขับรถออกมาถึงถนน รู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย เห็นน้ำเจิ่งนองเป็นแห่งๆ ตามขอบฟุตบาท
ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า หวั่นใจอะไรกับเรื่องร่อยรอยฝนตกเมื่อคืนนี้
อากาศร้อนทำให้นึกถึงความแตกต่างเพียงไม่กี่คืนที่ผ่านมา
ที่ฉันยังนอนห่มผ้าขดตัวหาไออุ่นจากตัวเอง เพราะอากาศหนาวอยู่เลย
แต่ตอนนี้สายฝนที่ใครๆ บอกว่าชุ่มฉ่ำ กลับนำพาความร้อนมาให้
ฉันอดคิดไม่ได้ว่า สายฝนอาจจะเป็นสิ่งบอกเหตุว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป
หรือว่ามันได้เปลี่ยนไปแล้ว
ฉันรู้สึกหดหู่ใจในเช้านี้
แต่พอนึกถึงเพลงพี่บอยด์ ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
อดทนเวลาที่ฝนพรำ
อย่างน้อยก็ทำให้เราได้ซึ้งถึงความแตกต่าง
เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้านั้นคงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ
ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ......
Wednesday, February 15, 2006
Before Sun Rise
ได้อ่านเรื่องราวของคนที่พูดถึงหนังเรื่อง Before Sun Rise จากสองที่ในเวลาไล่เลี่ยกัน
1. เรื่องจากไดอารี่ในของคนในอดีต
2. หนังสือ ตำนานสุดท้ายไอ่มดแดง (เอิ๊ก)
ที่พี่ฮัทใจดีเอามาให้ยืมอ่าน
ฉันไม่เคยดูหนังเรื่องนี้เลย เคยได้ยินแต่ชื่อเสียงเรียงนาม
ในหนังสือเล่าคราวๆ ไว้ว่า พระเอกไปเจอกับนางเอกบนรถไฟ
เจอครั้งแรกก็เข้าไปทักโดยให้เหตุว่า "ผมคงจะโกรธตัวเอง ถ้าไม่ได้มาคุยกับคุณในวันนี้"
ในทางกลับกัน คนเขียนหนังสือ แต่งเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งไว้ว่า
เขาเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ป้ายรถเมล์ เธอหยุดสายตาของเขาไว้
นับจากวินาทีนั้น เขาก็มาเฝ้ารอมองหน้าเธออยู่นาน
อยากจะไปพูดคุยแต่ก็ไม่กล้า ผลัดวันประกันพรุ่ง
จนไม่ได้พบเธออีก เขารู้สึกแย่มากที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น
นับจากนั้นไป 10 ปี เขาก็ไปพบเธออีกที่ห้างสรรพสินค้า
แต่กว่าเขาจะรู้ตัวว่าต้องทำอย่างไร มันก็สายไปอีก
เขามัวแต่คิด ทำให้วิ่งตามเธอไปไม่ทัน
อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่อยู่ ม.5
ฉันแอบชอบเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง
ชื่อโยชิ ฉันไปเที่ยวโรบินสันกับแอ้ เจอโยชิเข้าโดยบังเอิญ
ฉันกับแอ้ก็แอบสะกดรอยตามเขาไป
จนเขาขึ้นรถกลับบ้าน ยืนมองดูจนรถของเขาลับตาไป
จำได้แม่นว่าเป็นรถกระบะสีแดงเลือดหมู
จากวันนั้นฉันก็เจอเขาอีกครั้ง ฉันก็ทำแบบเดิมอีก
เวลาผ่านไปอีก 7 ปี ฉันไม่ได้เจอกับโยชิอีกหรอก
แต่ฉันไปเจอกับคนที่ฉันรักที่ห้างเดียวกันนั้น
เขากับแฟนเข้ามาจ่ายเงินในช่องเดียวกับฉันที่ท๊อปซุปเปอร์มาร์เก็ต
ฉันพยามจะหลบ แต่มันก็ไม่ได้ ฉันเลยคุยกับเขาไปสองสามคำ
โดยไม่กล้าสบตากับแฟนเขาแม้แต่น้อย มองเธอก็เพียงผ่านๆ
ไม่อยากจดจำ ไม่อยากเห็นหน้าชัดเจน
ฉันมีความรู้สึกอิจฉาเขาเกินไป
และอีกครั้ง ฉันไปเจอคนที่ฉันรักคนนั้นอีก
คราวนี้ ฉันเจอเขาคนเดียว เขาบอกว่า พาน้องมารับรถ พ่อกับแม่เขาซื้อให้
เท่านั้นเอง ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าน้องไหน แต่ก็คิดไปแล้วว่า
คงจะเป็นแฟนของเขา ฉันจึงหันหลังกลับ
ฉันเกลียดความบังเอิญ เกลียดที่โลกนี้มันกลมเกินไป
ฉันไม่อยากจะพยายามจะทำอะไรก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น
ฉันอยากให้พระอาทิตย์ขึ้นเร็วกว่านี้ เวลาผ่านไปเร็วกว่านี้
เผื่อบางที ฉันอาจจะลืมเรื่องอดีตไปแล้ว
1. เรื่องจากไดอารี่ในของคนในอดีต
2. หนังสือ ตำนานสุดท้ายไอ่มดแดง (เอิ๊ก)
ที่พี่ฮัทใจดีเอามาให้ยืมอ่าน
ฉันไม่เคยดูหนังเรื่องนี้เลย เคยได้ยินแต่ชื่อเสียงเรียงนาม
ในหนังสือเล่าคราวๆ ไว้ว่า พระเอกไปเจอกับนางเอกบนรถไฟ
เจอครั้งแรกก็เข้าไปทักโดยให้เหตุว่า "ผมคงจะโกรธตัวเอง ถ้าไม่ได้มาคุยกับคุณในวันนี้"
ในทางกลับกัน คนเขียนหนังสือ แต่งเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งไว้ว่า
เขาเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ป้ายรถเมล์ เธอหยุดสายตาของเขาไว้
นับจากวินาทีนั้น เขาก็มาเฝ้ารอมองหน้าเธออยู่นาน
อยากจะไปพูดคุยแต่ก็ไม่กล้า ผลัดวันประกันพรุ่ง
จนไม่ได้พบเธออีก เขารู้สึกแย่มากที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น
นับจากนั้นไป 10 ปี เขาก็ไปพบเธออีกที่ห้างสรรพสินค้า
แต่กว่าเขาจะรู้ตัวว่าต้องทำอย่างไร มันก็สายไปอีก
เขามัวแต่คิด ทำให้วิ่งตามเธอไปไม่ทัน
อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่อยู่ ม.5
ฉันแอบชอบเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง
ชื่อโยชิ ฉันไปเที่ยวโรบินสันกับแอ้ เจอโยชิเข้าโดยบังเอิญ
ฉันกับแอ้ก็แอบสะกดรอยตามเขาไป
จนเขาขึ้นรถกลับบ้าน ยืนมองดูจนรถของเขาลับตาไป
จำได้แม่นว่าเป็นรถกระบะสีแดงเลือดหมู
จากวันนั้นฉันก็เจอเขาอีกครั้ง ฉันก็ทำแบบเดิมอีก
เวลาผ่านไปอีก 7 ปี ฉันไม่ได้เจอกับโยชิอีกหรอก
แต่ฉันไปเจอกับคนที่ฉันรักที่ห้างเดียวกันนั้น
เขากับแฟนเข้ามาจ่ายเงินในช่องเดียวกับฉันที่ท๊อปซุปเปอร์มาร์เก็ต
ฉันพยามจะหลบ แต่มันก็ไม่ได้ ฉันเลยคุยกับเขาไปสองสามคำ
โดยไม่กล้าสบตากับแฟนเขาแม้แต่น้อย มองเธอก็เพียงผ่านๆ
ไม่อยากจดจำ ไม่อยากเห็นหน้าชัดเจน
ฉันมีความรู้สึกอิจฉาเขาเกินไป
และอีกครั้ง ฉันไปเจอคนที่ฉันรักคนนั้นอีก
คราวนี้ ฉันเจอเขาคนเดียว เขาบอกว่า พาน้องมารับรถ พ่อกับแม่เขาซื้อให้
เท่านั้นเอง ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าน้องไหน แต่ก็คิดไปแล้วว่า
คงจะเป็นแฟนของเขา ฉันจึงหันหลังกลับ
ฉันเกลียดความบังเอิญ เกลียดที่โลกนี้มันกลมเกินไป
ฉันไม่อยากจะพยายามจะทำอะไรก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น
ฉันอยากให้พระอาทิตย์ขึ้นเร็วกว่านี้ เวลาผ่านไปเร็วกว่านี้
เผื่อบางที ฉันอาจจะลืมเรื่องอดีตไปแล้ว
Monday, February 06, 2006
แมว แมว แมว แล้วก็แมว

วันที่ฉันต้องเดินทางกลับบ้านสุโขทัย
คือวันที่ความรักของฉันกำลังจะจบเห่ (โดยไม่รู้ตัว)
วันที่ฉันจับแมวสองตัวแม่ลูกใส่กล่องกระดาษ
เอาไว้ท้ายรถกระบะ รวมอยู่กับข้าวของสัมภาระ
และมอเตอร์ไซด์สีแดง
ออกจากเชียงใหม่ ไปแวะพักที่ลำปาง
ฉันเปิดท้ายรถออกมาดูแมว มีแต่บุญเรือน
ร้องโวยวายอยู่ใต้รถมอเตอร์ไซด์
มันตะกุยกล่องจนขาด ออกมา
แล้วตัวเล็กหายไปไหน
ฉันน้ำตาปริ่ม ใจจะขาด
คิดว่าตัวเล็กคงโดดลงจากรถไปแล้ว
จะโดนรถทับตายกลางถนนหรือเปล่า
น้ำตาไหลมาคลอเบ้า
จำใจต้องกลับเข้าไปนั่งในรถอย่างหมดอาลัย
คิดถึงตัวเล็กไปตลอดทาง
นึกโกรธพ่อมากๆ ที่ไม่ยอมให้เอาแมวมาไว้ในรถแต่แรก
กลับถึงสุโขทัย ค่อยๆ ขนของลงจากรถ ตัวเล็กนั่งอยู่ในสุดของท้ายกระบะ
ทำลิ้นห้อย เพราะเหนื่อยกับการเดินทางกลางแดดร้อน
ฉันดีใจมาก รีบหาน้ำมาให้ตัวเล็กกิน แต่มันก็ไม่กิน
อุ้มมันขึ้นมากอด แล้วปล่อยมันลงสำรวจบ้านใหม่
เจ้าแสน เจ้าล้านแมวของแม่ (พี่น้องกับตัวเล็ก ลูกชายบุญเรือนที่แยกกันแต่เด็ก)
ขู่ใส่เจ้าตัวเล็ก ทั้งที่ตัวเล็กเดินเข้าไปหาอย่างเป็นมิตร
คืนนั้น ฉันเอาตัวเล็กเข้ามานอนในห้องนอนด้วย
ฉันคุยกับตัวเล็กไปก็ร้องไห้
เพราะรุ่งเช้าฉันต้องเดินทางต่อไปกรุงเทพ
ฉันบอกตัวเล็กว่า ให้เป็นเด็กดีนะ แล้วพี่จะกลับมาหาบ่อยๆ
ฉันนอนกอดกับตัวเล็กทั้งคืน
ชีวิตที่กรุงเทพ ไม่สนุกอย่างที่คิดไว้
ความรักที่เลวร้าย ก็ทำให้ยิ่งเจ็บปวด
ฉันกลับบ้านบ่อยมาก กลับมาหาแมว (จริงๆนะ)
เจ้าตัวเล็กเป็นศัตรูกับเจ้าแสน กัดกันประจำ จนแม่โมโห
กลับบ้านมาก็เอาแมวทั้งสี่ตัวอาบน้ำ
ตัวที่ดิ้นสุดก็บุญเรือน ร้องเสียงระงมไปทั่ว
รองมาก็เจ้าล้าน กับเจ้าแสน
ตัวเล็กไม่ร้องสักเอ๊ะ (เหมือนเคย) แต่ยกขาทิ้งน้ำหนักตัวไว้บนมือเรา
หนักมากๆ เจ้าแมวอ้วนเอ้ย
ทุกครั้งที่เราโทรกลับบ้าน แม่จะให้เราคุยกับตัวเล็ก
แม่บอกว่ามันก็นิ่งฟัง ไม่ลุกหนีไปไหน
ทำหูกระดุกกระดิก
แล้วในที่สุด เราก็ได้ย้ายกลับมาอยู่เชียงใหม่
แต่ที่พัก ไม่กว้างขวางพอให้แมวมาอยู่ด้วยได้
เราก็มีแมวของน้องนิวให้เลี้ยงดูอยู่
แต่เราก็ยังคิดถึงตัวเล็ก
จวบจนวันหนึ่ง วันหยุดสิ้นปี เราตั้งใจว่าจะกลับบ้านปีใหม่ไปหาแมว
แต่นัดกับพี่ติ๊ก(ลาบ)ไว้แล้วว่าวันที่ 31 จะไปเที่ยวกำแพงเพชรบ้านพี่ติ๊กก่อน
คืนวันที่ 30 เอฟโทรมา ทำเสียงอ่อยๆ
ถามว่าเราอยู่ที่ไหน แล้วก็บอกว่า
“ตัวเล็กตายแล้ว” ฉันพูดไม่ออก ได้แต่ร้องไห้อยู่หน้าร้านข้าว
ตัวเล็กป่วยมาอาทิตย์กว่าแล้ว ฉันควรจะรีบกลับ
แต่ฉันยังมัวห่วงไปเที่ยวบ้านพี่ติ๊ก
แมวฉันตายไปแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ฉันเพิ่งซื้อเสื้อกันหนาว
ไปให้มัน แต่มันยังไม่ทันได้ใส่เลย
แม่ใส่เสื้อตัวนั้นให้มันแล้วฝั่งลงไปในดินใต้ต้นไม้ข้างบ้าน
ฉันกลับบ้านไป ก็ไปคุยกับตัวเล็กที่หลุมฝังศพ
แอบร้องไห้ บอกกับมันว่า “พี่รักตัวเล็กมากนะ”
(จบตอนที่ 2)
Thursday, February 02, 2006
แมว แมว แมว แล้วก็แมว
ชีวิตฉันคงผูกพันกับแมวไปตลอด
ตั้งแต่จำความได้ ตอนอยู่บ้านไม้ในตลาด
ที่บ้านก็เลี้ยงแมวไว้หลายตัว ทุกๆ วัน
จะแอบไปดูลูกแมวที่เพิ่งออกใหม่ในกล่อง
จากตัวเล็กๆ เริ่มมีขนยาวหร็อมแหร็ม
ตายังปิดสนิท แต่อ้าปากเห็นลิ้นแดงๆ หานมแม่แมว
ความทรงจำเรื่องแมวขาดหายไป
จนมีแมวเป็นของตัวเอง เมื่ออายุ 22
แม่ให้แมวจากที่สุโขทัยมา 3 ตัว
เป็นแม่แมว กับลูกแมวสีดำตัวผู้ อีกสองตัว
ส่วนสีขาวสองตัว แม่เก็บไว้เลี้ยงเอง
แอ็
คเป็นคนจัดการตั้งชื่อให้แมวทุกตัว
แม่แมวชื่อ ศรีบุญเรือน
ลูกแมวชื่อ น้องพันช์ และอีกตัวจำไม่ได้
เนื่องด้วย มาอยู่เชียงใหม่ได้ 1 วัน น้องพันช์ก็หายตัวไป
เหลือลูกแมวสีดำอีกตัว เราก็เรียกมันว่าไอ่ตัวเล็ก
จนมันตัวโต เป็นแมวอ้วน ที่แข็งแรง
ฉันคิดว่าตัวเล็กเป็นแมวที่นิสัยดีที่สุดในโลกแล้ว
ตัวเล็กไม่พันแข้งพันขาน่ารำคาญ
ไม่ร้องโวยวาย จำเจ้าของได้ นอนหลับตอนกลางคืน
ตื่นตอนสายๆ (ปลุกก็ไม่ยอมตื่น)
นิสัยที่ไม่ดีอันน้อยนิดคือ ชอบกัดสายกระเป๋า
และเวลาเรียกให้มาหา มันจะมาเงียบๆ ไม่ร้องสักแอะ
ทั้งที่มันก็มานั่งรออยู่ข้างหลังเราแล้ว
ฉันเคยตีตัวเล็กครั้งหนึ่ง ตอนที่มันทำขวดโหลใบใหญ่ของแอ้แตก
เพราะว่ามันกระโดดขึ้นไปตะครุบจิ้งจกข้างฝาผนัง
ฉันอยู่กับตัวเล็กและบุญเรือนได้ 2 ปีกว่า
เมื่อเริ่มมีความรัก ก็ทอดทิ้งแมว ไม่ค่อยสนใจให้ข้าวให้น้ำ
แต่เจ้าสองตัว ก็ยังซื่อสัตย์
ทุกครั้งที่ฉันขี่มอเตอร์ไซด์เข้าบ้าน มันจะวิ่งมารอที่หน้าประตูพร้อมกัน
จวบจนถึงวันที่เราต้องแยกจากกัน ฉันต้องเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ
ต้องเอาแมวสองตัวไปฝากแม่ไว้ที่สุโขทัย
จบ (ตอนที่ 1)
ตั้งแต่จำความได้ ตอนอยู่บ้านไม้ในตลาด
ที่บ้านก็เลี้ยงแมวไว้หลายตัว ทุกๆ วัน
จะแอบไปดูลูกแมวที่เพิ่งออกใหม่ในกล่อง
จากตัวเล็กๆ เริ่มมีขนยาวหร็อมแหร็ม
ตายังปิดสนิท แต่อ้าปากเห็นลิ้นแดงๆ หานมแม่แมว
ความทรงจำเรื่องแมวขาดหายไป
จนมีแมวเป็นของตัวเอง เมื่ออายุ 22
แม่ให้แมวจากที่สุโขทัยมา 3 ตัว
เป็นแม่แมว กับลูกแมวสีดำตัวผู้ อีกสองตัว
ส่วนสีขาวสองตัว แม่เก็บไว้เลี้ยงเอง
แอ็
คเป็นคนจัดการตั้งชื่อให้แมวทุกตัวแม่แมวชื่อ ศรีบุญเรือน
ลูกแมวชื่อ น้องพันช์ และอีกตัวจำไม่ได้
เนื่องด้วย มาอยู่เชียงใหม่ได้ 1 วัน น้องพันช์ก็หายตัวไป
เหลือลูกแมวสีดำอีกตัว เราก็เรียกมันว่าไอ่ตัวเล็ก
จนมันตัวโต เป็นแมวอ้วน ที่แข็งแรง
ฉันคิดว่าตัวเล็กเป็นแมวที่นิสัยดีที่สุดในโลกแล้ว
ตัวเล็กไม่พันแข้งพันขาน่ารำคาญ
ไม่ร้องโวยวาย จำเจ้าของได้ นอนหลับตอนกลางคืน
ตื่นตอนสายๆ (ปลุกก็ไม่ยอมตื่น)
นิสัยที่ไม่ดีอันน้อยนิดคือ ชอบกัดสายกระเป๋า
และเวลาเรียกให้มาหา มันจะมาเงียบๆ ไม่ร้องสักแอะ
ทั้งที่มันก็มานั่งรออยู่ข้างหลังเราแล้ว
ฉันเคยตีตัวเล็กครั้งหนึ่ง ตอนที่มันทำขวดโหลใบใหญ่ของแอ้แตก
เพราะว่ามันกระโดดขึ้นไปตะครุบจิ้งจกข้างฝาผนัง
ฉันอยู่กับตัวเล็กและบุญเรือนได้ 2 ปีกว่า
เมื่อเริ่มมีความรัก ก็ทอดทิ้งแมว ไม่ค่อยสนใจให้ข้าวให้น้ำ
แต่เจ้าสองตัว ก็ยังซื่อสัตย์
ทุกครั้งที่ฉันขี่มอเตอร์ไซด์เข้าบ้าน มันจะวิ่งมารอที่หน้าประตูพร้อมกัน
จวบจนถึงวันที่เราต้องแยกจากกัน ฉันต้องเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ
ต้องเอาแมวสองตัวไปฝากแม่ไว้ที่สุโขทัย
จบ (ตอนที่ 1)
Tuesday, January 31, 2006
กิ๊ก
นับจากนี้อีกไม่กี่วัน จะทำงานหัวโต อีกแล้ว
ท่าทางว่าจะไม่มีวันหยุดเลยติดต่อกันหลายสัปดาห์
แต่ก็จะได้มีวันหยุดชดเชย เก็บไว้
เอาไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว
วันหยุดชดเชยเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่จริงก็ใช้ไปแล้ว
แต่คนคิดเงินเดือน ลืมคำนวณให้ แล้วไปหักตังค์แทน
เดือนนี้เราเลยโดนหักไป 1,300 บาท
น่าซีดเลยอะ ตั้งใจว่าจะเอาเงินไปทำรถให้ดีๆ สักหน่อย
สงสัยคงต้องโทรหา papa ซะแล้ว
แม่บอกว่า ให้รีบขอเงินพ่อ ถ้ามัวเกรงใจไม่ขอ
พ่อก็จะเอาไปให้กิ๊กต่างจังหวัดหมด
ทำไมพ่อต้องมีกิ๊กด้วย โชคดีที่แม่เข้าใจ ไม่ว่าอะไร
แม่บอกว่า เป็นความสุขของพ่อ อยากมีก็มีไป
แต่อย่าให้เบียดเบียนครอบครัว อย่าให้ต้องขัดสนเดือดร้อน
และพ่อต้องให้เงินแม่ทุกเดือน
การมีกิ๊กมีเมียน้อย เป็นเรื่องปกติของชายวัยกลางคน
ที่มีพร้อมทุกอย่างแล้วใช่ไหม เลยไม่ดิ้นรนไขว่คว้าอะไรอีก
เคยถามพี่... ว่า พี่จะมีเมียน้อยไหม เมื่อถึงวัยนั้น
เขาตอบว่า ไม่แน่ใจเหมือนกัน ไม่ค่อยไว้ใจตัวเอง
อาจจะมีก็ได้ 555
ใกล้จะถึงวาเลนไทน์แล้วสิ อีก 10 กว่าวัน
ไม่ชอบเลย
ท่าทางว่าจะไม่มีวันหยุดเลยติดต่อกันหลายสัปดาห์
แต่ก็จะได้มีวันหยุดชดเชย เก็บไว้
เอาไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว
วันหยุดชดเชยเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่จริงก็ใช้ไปแล้ว
แต่คนคิดเงินเดือน ลืมคำนวณให้ แล้วไปหักตังค์แทน
เดือนนี้เราเลยโดนหักไป 1,300 บาท
น่าซีดเลยอะ ตั้งใจว่าจะเอาเงินไปทำรถให้ดีๆ สักหน่อย
สงสัยคงต้องโทรหา papa ซะแล้ว
แม่บอกว่า ให้รีบขอเงินพ่อ ถ้ามัวเกรงใจไม่ขอ
พ่อก็จะเอาไปให้กิ๊กต่างจังหวัดหมด
ทำไมพ่อต้องมีกิ๊กด้วย โชคดีที่แม่เข้าใจ ไม่ว่าอะไร
แม่บอกว่า เป็นความสุขของพ่อ อยากมีก็มีไป
แต่อย่าให้เบียดเบียนครอบครัว อย่าให้ต้องขัดสนเดือดร้อน
และพ่อต้องให้เงินแม่ทุกเดือน
การมีกิ๊กมีเมียน้อย เป็นเรื่องปกติของชายวัยกลางคน
ที่มีพร้อมทุกอย่างแล้วใช่ไหม เลยไม่ดิ้นรนไขว่คว้าอะไรอีก
เคยถามพี่... ว่า พี่จะมีเมียน้อยไหม เมื่อถึงวัยนั้น
เขาตอบว่า ไม่แน่ใจเหมือนกัน ไม่ค่อยไว้ใจตัวเอง
อาจจะมีก็ได้ 555
ใกล้จะถึงวาเลนไทน์แล้วสิ อีก 10 กว่าวัน
ไม่ชอบเลย
Wednesday, January 25, 2006
งดเสพย์เพลงเศร้า

งดเสพย์เพลงเศร้า 3 เดือน
ผลการสอบออกมาแล้ว รอเขาอยู่เต็มวัน กว่าจะมีเวลาได้คุยกัน
แต่พอเจอหน้า กลับพูดไม่ออก จึงกลับมาที่รถ แล้วโทรไปถามเขา
คำตอบเป็นไปตามที่คิดไว้ ไม่ผิดหวังกับคำตอบ
คืนนั้นฉันเศร้าพอแล้ว น้ำตาไหลออกมาบีบหัวใจ เหมือนมันจะหยุดเต้น
แต่ดีทีได้อ้อมอกอุ่นๆ จากน้องโบอิ้ง
รวมทั้งได้คำพูดปลอบใจจากเขาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสาม
เขาเป็นคนที่ทำให้ฉันร้องไห้ราวกับว่าจะขาดใจ
แต่เขาก็เป็นคนที่ปลอบฉันให้หยุดร้องไห้ได้สนิท
หลงเหลือแต่เพียงอาการปวดหัว และปวดตาที่บวมเป็นลูกมะนาวฝรั่ง
เช้ามา อาการเศร้ายังหลงเหลือ โบอิ้งมาปลุกให้ไปกินข้าว
ฉันแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำ แล้วก็ปล่อยตัวให้โบอิ้งลากไปไหนมาไหน
จนบ่ายกว่าๆ ความเศร้ายังครอบคลุมพื้นที่หัวใจจนล่วงมาถึงเช้าอีกวันหนึ่ง
มีคำพูดจากใครหลายคน ที่ทำให้ได้คิด ได้รู้สึกดี
จนวันนี้ ฉันจะไม่ร้องไห้แล้ว ไม่เศร้าแล้ว
เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ฉันก็ยังคงมีเขาในใจ
และคงจะต้องรักเขาอย่างหยุดไม่ได้
จากนี้ ฉันของดเสพย์เพลงเศร้า สัก 3 เดือน
เพราะไม่ให้มันมากระตุ้นความเศร้าลึกๆ ภายใน
Sunday, January 22, 2006
วันอาทิตย์

วันอาทิตย์ เป็นวันที่ฉันรอคำตอบจากเขาทั้งวัน
เขาบอกให้ฉันโทรไปปลุกเขาตอนเช้า
แต่ฉันติดถ่ายรูปให้บัณฑิตโฟม จนสิบโมงกว่าๆ
ฉันไปแวะที่กาดต้นพยอม ตั้งใจจะซื้อไข่พะโล้ไปให้เขา
แต่พอโทรไปเขาก็ไม่ยอมตื่น บอกว่าให้เข้าไปหาตอนดึกๆ
ฉันโทรหาพี่ติ๊ก อยากซื้อข้าวเข้าไปกินด้วย
แต่พี่ติ๊กก็เพิ่งตื่น ไม่ยอมลุกเช่นกัน
ฉันกลับเข้าบ้าน ทำงานบ้าน แล้วออกไปรับฝนไป
กินกาแฟร้านใหม่ของพี่เขม
เลยถ่ายรูปเล่นกัน แล้วถ่ายรูปพี่เขมกับภรรยาไว้ด้วย
ชิมกาแฟไปสองแก้ว แบบเข้มข้น และแบบปานกลางแต่มีรสหวาน
ตามสูตรของร้าน Inspired of Cup
ใจเลยสั่น มือสั่น ขาสั่นไปหมด
หน้าแดง ร้อนฉ่า ไปส่งฝนที่ร้านอาหาร
แล้วโทรหาเขาอีกรอบ เผื่อว่าเขาจะกลับเข้าห้องแล้ว
บอกเขาว่า ถ้ากลับแล้ว ช่วยโทรบอกด้วยนะคะ
กลับเข้าบ้านไปทำงานบ้านต่อ ตอนค่ำ บอลโทรมา
ออกไปกินข้าวต้มด้วยกัน แล้วแวะไปร้านเล่า
นั่งฆ่าเวลารอเขาโทรมา
จนสามทุ่มกว่าแล้ว ใจเต้นไม่เป็นส่ำด้วยฤทธิ์กาแฟ
และกังวลกับสิ่งที่จะเป็นไปหลังจากคืนนี้
ฉันโทรหาเขาอีกรอบ เขาอยู่ที่ห้องแล้ว แต่ไม่ได้โทรบอก
คิดว่าฉันเข้าบ้านไปแล้ว จะไม่ออกมาอีก
เขาทำน้ำเสียงอ่อน ขอโทษอย่างสุภาพ
เขาน่ารักแบบนี้เสมอ ฉันรักความสุภาพของเขาหมดหัวใจ
Saturday, January 21, 2006
เทา --- > ฟ้า
“... ไม่มี เธอแล้ว จะฉันจะอยู่อย่างไร
ไม่รักก็คงต้อง ลืมใช่ไหม
ฝืนใจตัวเองทุกครั้งพรุ่งนี้
ไม่รู้ว่ามัน จะเป็นยังไง
รู้เพียง ตะวันยังมี ให้เห็นไกลๆ
ทุกอย่าง นั้นยังไม่แปรเปลี่ยนไป
และฉันจะมีแต่เธอในใจ
มีแต่เธอในใจเหมือน ดวงตะวัน...”
พรุ่งนี้ เราจะสร้างความกล้าหาญให้ตัวเอง
สร้างความเข้มแข็งให้ตัวเอง
และอาจจะต้องเติมความบ้าบิ่นลงไปอีก
พรุ่งนี้เราจะเข้าไปหาเขา เพื่อเปิดใจคุยกัน
พรุ่งนี้แล้วสิ ที่หัวใจเราจะเปลี่ยนไปอยู่ในโลกสีเทาสักระยะหนึ่ง
เปลี่ยนจากความบอบช้ำเก่ามาสู่ความบอบช้ำใหม่
เพื่อที่จะตั้งต้นใหม่ ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงแล้วสิ
หลังจากที่แช่แข็งหัวใจตัวเองในฤดูหนาวมานานกว่า 4 ปี
หวังว่าใบไม้ที่กำลังแตกยอดใหม่ จะสวยงามนะ
ขอให้ฟ้าเป็นสีฟ้า ด้วยเถอะ
ไม่รักก็คงต้อง ลืมใช่ไหม
ฝืนใจตัวเองทุกครั้งพรุ่งนี้
ไม่รู้ว่ามัน จะเป็นยังไง
รู้เพียง ตะวันยังมี ให้เห็นไกลๆ
ทุกอย่าง นั้นยังไม่แปรเปลี่ยนไป
และฉันจะมีแต่เธอในใจ
มีแต่เธอในใจเหมือน ดวงตะวัน...”
พรุ่งนี้ เราจะสร้างความกล้าหาญให้ตัวเอง
สร้างความเข้มแข็งให้ตัวเอง
และอาจจะต้องเติมความบ้าบิ่นลงไปอีก
พรุ่งนี้เราจะเข้าไปหาเขา เพื่อเปิดใจคุยกัน
พรุ่งนี้แล้วสิ ที่หัวใจเราจะเปลี่ยนไปอยู่ในโลกสีเทาสักระยะหนึ่ง
เปลี่ยนจากความบอบช้ำเก่ามาสู่ความบอบช้ำใหม่
เพื่อที่จะตั้งต้นใหม่ ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงแล้วสิ
หลังจากที่แช่แข็งหัวใจตัวเองในฤดูหนาวมานานกว่า 4 ปี
หวังว่าใบไม้ที่กำลังแตกยอดใหม่ จะสวยงามนะ
ขอให้ฟ้าเป็นสีฟ้า ด้วยเถอะ
Thursday, January 19, 2006
อุบัติเหตุที่เกิดจากความเหม่อลอย
เมื่อคืนนอนเร็วกว่าทุกที แต่ทำให้พี่ฮัทนอนดึก (ขอโทษก้าบ)
ก่อกวนพี่ฮัททางโทรศัพท์อยู่เกือบชั่วโมง
ด้วยความสับสนของจิตใจเราเอง พี่ฮัทก็เลยสับสนไปด้วย
ไม่รู้จะช่วยแก้ปัญหาให้เราได้อย่างไร
แค่รับฟังเราได้โดยไม่บ่นอะไรมาก ก็ดีที่สุดแล้ว
เท่านี้ก็ช่วยได้เยอะแล้วค่ะ
นอนเร็ว วันนี้ก็เลยมาถึงที่ทำงานทันเวลา ไม่โดนหักเงินเหมือนทุกวัน
แต่... เราขับรถชนคุณน้ามอเตอร์ไซด์ ล้มไปเลย
ตอนแรกชน เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ได้ยินเสียงดังโครม
เรานึกว่าตัวเองชนขอบฟุตบาทเหมือนเดิม
แต่... ผู้คนหน้าบริษัทหันไปมอง เราก็เลยหันไปมองตาม
มีสติดีอยู่ รีบขับรถไปจอดให้ไม่ขวางทางเข้าออก
แล้ววิ่งลงไปดูคุณน้า
ไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่มีร่องรอยถลอกตรงไหน
แต่ว่ารถมอเตอร์ไซด์ได้รับบาดเจ็บ
โคนกระจกด้านซ้ายหัก กุญแจรถก็หงิกหงอคาอยู่ที่รูกุญแจ
คุณน้าลุกขึ้นมปัดแข้งปัดขา แล้วก็บ่นไปด้วย
ว่ารถสีขาวขับมาคู่กัน เลี้ยวไม่ดู
เพื่อนร่วมงานในบริษัทก็เดินเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
พอรู้ว่าเราชน เขาก็ยิ้มๆ แต่ก็อยู่เป็นเพื่อนจนคุณน้าขี่รถออกไป
ตอนคุณน้าสำรวจรถ ว่ามีอะไรเสียหายบ้าง
เราทำอะไรไม่ถูกเลย พูดได้แค่ว่า
"หนูช่วยค่าซ่อมรถให้ดีไหมคะ"
ที่จริงไม่อยากจะเอ่ยคำนี้ แต่ไม่รู้ว่าควรจะแสดงความรับผิดชอบอะไร
อย่างไรดี ก่อนคุณน้าออกรถไป เราก็ยกมือไหว้ แล้วยิ้มให้
นี่คงจะดีที่สุดแล้ว คุณน้าใจดีไม่เอาเรื่องไม่เอาความ
ตอนนี้รู้สึกแย่มากๆ ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถึงแม้จะเล็กน้อย
แต่มันเป็นเพราะเราเหม่อลอย ใจคิดกังวลไปถึงเรื่องๆ หนึ่ง
ตั้งแต่ขับรถออกมาจากบ้านแล้ว โชคดีที่ขับรถไม่เร็ว
อุบัติเหตุครั้งนี้ อภัยให้ไม่ได้เลย
เพราะมันเกิดจากความเหม่อลอยของเรา
ก่อกวนพี่ฮัททางโทรศัพท์อยู่เกือบชั่วโมง
ด้วยความสับสนของจิตใจเราเอง พี่ฮัทก็เลยสับสนไปด้วย
ไม่รู้จะช่วยแก้ปัญหาให้เราได้อย่างไร
แค่รับฟังเราได้โดยไม่บ่นอะไรมาก ก็ดีที่สุดแล้ว
เท่านี้ก็ช่วยได้เยอะแล้วค่ะ
นอนเร็ว วันนี้ก็เลยมาถึงที่ทำงานทันเวลา ไม่โดนหักเงินเหมือนทุกวัน
แต่... เราขับรถชนคุณน้ามอเตอร์ไซด์ ล้มไปเลย
ตอนแรกชน เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ได้ยินเสียงดังโครม
เรานึกว่าตัวเองชนขอบฟุตบาทเหมือนเดิม
แต่... ผู้คนหน้าบริษัทหันไปมอง เราก็เลยหันไปมองตาม
มีสติดีอยู่ รีบขับรถไปจอดให้ไม่ขวางทางเข้าออก
แล้ววิ่งลงไปดูคุณน้า
ไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่มีร่องรอยถลอกตรงไหน
แต่ว่ารถมอเตอร์ไซด์ได้รับบาดเจ็บ
โคนกระจกด้านซ้ายหัก กุญแจรถก็หงิกหงอคาอยู่ที่รูกุญแจ
คุณน้าลุกขึ้นมปัดแข้งปัดขา แล้วก็บ่นไปด้วย
ว่ารถสีขาวขับมาคู่กัน เลี้ยวไม่ดู
เพื่อนร่วมงานในบริษัทก็เดินเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
พอรู้ว่าเราชน เขาก็ยิ้มๆ แต่ก็อยู่เป็นเพื่อนจนคุณน้าขี่รถออกไป
ตอนคุณน้าสำรวจรถ ว่ามีอะไรเสียหายบ้าง
เราทำอะไรไม่ถูกเลย พูดได้แค่ว่า
"หนูช่วยค่าซ่อมรถให้ดีไหมคะ"
ที่จริงไม่อยากจะเอ่ยคำนี้ แต่ไม่รู้ว่าควรจะแสดงความรับผิดชอบอะไร
อย่างไรดี ก่อนคุณน้าออกรถไป เราก็ยกมือไหว้ แล้วยิ้มให้
นี่คงจะดีที่สุดแล้ว คุณน้าใจดีไม่เอาเรื่องไม่เอาความ
ตอนนี้รู้สึกแย่มากๆ ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถึงแม้จะเล็กน้อย
แต่มันเป็นเพราะเราเหม่อลอย ใจคิดกังวลไปถึงเรื่องๆ หนึ่ง
ตั้งแต่ขับรถออกมาจากบ้านแล้ว โชคดีที่ขับรถไม่เร็ว
อุบัติเหตุครั้งนี้ อภัยให้ไม่ได้เลย
เพราะมันเกิดจากความเหม่อลอยของเรา
-------------------------------------------
ปล. ขอบใจเพื่อนบอลกับเพื่อนเขียนมากนะ ที่ใส่คอมเม้นท์ไว้ข้างล่าง
เราเองก็เชื่อเช่นนั้นนะเขียน สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ
Wednesday, January 18, 2006
ปล่อยไปตามหัวใจ
โบอิ้งส่งเพลงหนึ่งมาให้ฟัง
ปล่อยไปตามหัวใจ ของบีไฟว์ (บี5)
กว่าจะโหลดได้ก็ตั้งนานแน่ะ
จนในที่สุดได้ฟัง
เพลงที่ทำให้เศร้าอีกเพลงหนึ่ง
เมื่อคืนเลยปล่อยให้แก้มและหมอนชุ่มฉ่ำน้ำ จนหลับไป
ฉันนึกไม่ออกเลยว่าจะทำยังไงต่อไปกับหัวใจ
จะตัดใจหรือว่าจะอยู่ต่อทำทุกทางเพื่อให้ทำให้เขารักให้ได้
นึกถึงเพลง ดอกทานตะวัน
“เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย แอบรักดอกทานตะวัน
.............................
จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา
เพียงปารถนา ดอกทานตะวันหันมา .........”
ก่อนหน้านี้ คิดตัดใจไปแล้ว แต่พอฟังเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง
ที่รักเพื่อนหญิงของตัวเอง แล้วก็มานัดเจอกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ผู้หญิงคนนั้น
แอบชอบอยู่ เขานัดมาเพื่อพูดคุย
คำพูดต่างๆ ของเขา ที่เราได้รับรู้มา
ทำให้เรารู้สึกประทับใจ ฉันว่า เขากล้าหาญมากที่ออกมาแสดงตัว
เพื่อทำทุกอย่าง เพื่อผู้หญิงที่ตัวเองรัก เขามาดหมายจะเอาชนะผู้ชายอีกคนให้ได้
แล้วเขาป่าวประกาศว่าจะไม่ยอมแพ้
ฉันก็เคยคิดจะเอาความรักและความภักดีของฉัน
เอาชนะใจเขาให้ได้เหมือนกัน แต่ระยะเวลา ความสัมพันธ์ของเรา
เหตุการณ์ที่พบเจอระหว่างเรา ความรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ทำให้ฉันสับสน
ว่าฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เวลามันก็ล่วงมา 4 ปีแล้ว
มองย้อนกลับไปดู เมื่อ 1 ปีที่แล้ว 2 ปีที่แล้ว 3 ปีที่แล้ว
ฉันยังคงคร่ำครวญเหมือนเก่า แต่ก็มีที่ร่าเริงกับสิ่งนิดน้อย
ที่เขาปฏิบัติต่อฉัน
มันคงเป็นความซับซ้อนทางอารมณ์ความรู้สึก ที่ใครเขาบอกกันว่า
จะมาหาเหตุผลอะไรกับความรัก ในเมื่อรักด้วยหัวใจ ด้วยความรู้สึก
หากรู้จักรักด้วยสมอง ฉันคงไม่ทนอยู่
ทุกครั้งที่ความสัมพันธ์กำลังจะไปได้ดี
เราต่างมีความสุขกับระยะห่างที่วางไว้
แต่ฉันเอง ที่เป็นคนถอยหลังกลับออกมา
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด
ซึ่งนั้นให้เราต้องเริ่มต้นใหม่อีก
บางทีอาจเป็นเพราะว่าฉันหวาดกลัวเกินไป
ฉันคงกลัวว่าจะผิดหวังและเจ็บปวดอย่างที่เคยเป็นมา
หวังว่าเขาจะยังอดทนและรอคอยให้ใจฉันพร้อมกว่านี้
ซึ่งเราต่างก็ไม่รู้ว่า หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เราสองคนจะรู้สึกต่อกันในนามใด
ปล่อยไปตามหัวใจ ของบีไฟว์ (บี5)
กว่าจะโหลดได้ก็ตั้งนานแน่ะ
จนในที่สุดได้ฟัง
เพลงที่ทำให้เศร้าอีกเพลงหนึ่ง
เมื่อคืนเลยปล่อยให้แก้มและหมอนชุ่มฉ่ำน้ำ จนหลับไป
ฉันนึกไม่ออกเลยว่าจะทำยังไงต่อไปกับหัวใจ
จะตัดใจหรือว่าจะอยู่ต่อทำทุกทางเพื่อให้ทำให้เขารักให้ได้
นึกถึงเพลง ดอกทานตะวัน
“เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย แอบรักดอกทานตะวัน
.............................
จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา
เพียงปารถนา ดอกทานตะวันหันมา .........”
ก่อนหน้านี้ คิดตัดใจไปแล้ว แต่พอฟังเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง
ที่รักเพื่อนหญิงของตัวเอง แล้วก็มานัดเจอกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ผู้หญิงคนนั้น
แอบชอบอยู่ เขานัดมาเพื่อพูดคุย
คำพูดต่างๆ ของเขา ที่เราได้รับรู้มา
ทำให้เรารู้สึกประทับใจ ฉันว่า เขากล้าหาญมากที่ออกมาแสดงตัว
เพื่อทำทุกอย่าง เพื่อผู้หญิงที่ตัวเองรัก เขามาดหมายจะเอาชนะผู้ชายอีกคนให้ได้
แล้วเขาป่าวประกาศว่าจะไม่ยอมแพ้
ฉันก็เคยคิดจะเอาความรักและความภักดีของฉัน
เอาชนะใจเขาให้ได้เหมือนกัน แต่ระยะเวลา ความสัมพันธ์ของเรา
เหตุการณ์ที่พบเจอระหว่างเรา ความรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ทำให้ฉันสับสน
ว่าฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เวลามันก็ล่วงมา 4 ปีแล้ว
มองย้อนกลับไปดู เมื่อ 1 ปีที่แล้ว 2 ปีที่แล้ว 3 ปีที่แล้ว
ฉันยังคงคร่ำครวญเหมือนเก่า แต่ก็มีที่ร่าเริงกับสิ่งนิดน้อย
ที่เขาปฏิบัติต่อฉัน
มันคงเป็นความซับซ้อนทางอารมณ์ความรู้สึก ที่ใครเขาบอกกันว่า
จะมาหาเหตุผลอะไรกับความรัก ในเมื่อรักด้วยหัวใจ ด้วยความรู้สึก
หากรู้จักรักด้วยสมอง ฉันคงไม่ทนอยู่
ทุกครั้งที่ความสัมพันธ์กำลังจะไปได้ดี
เราต่างมีความสุขกับระยะห่างที่วางไว้
แต่ฉันเอง ที่เป็นคนถอยหลังกลับออกมา
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด
ซึ่งนั้นให้เราต้องเริ่มต้นใหม่อีก
บางทีอาจเป็นเพราะว่าฉันหวาดกลัวเกินไป
ฉันคงกลัวว่าจะผิดหวังและเจ็บปวดอย่างที่เคยเป็นมา
หวังว่าเขาจะยังอดทนและรอคอยให้ใจฉันพร้อมกว่านี้
ซึ่งเราต่างก็ไม่รู้ว่า หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เราสองคนจะรู้สึกต่อกันในนามใด
Sunday, January 15, 2006
เจ้าชายน้อยตอนต่อไป

จะมีทางไหนให้ฉันค้นพบ ความจริงของหัวใจ ...........
ขึ้นต้นด้วยเพลงนี้ ก็เพราะว่าไดอารี่วันนี้จะเขียนถึงเรื่องหัวใจ
เพราะ..... ไม่มีทางหรอก ไม่มีวันนั้น เธอไม่มีทางจะรักฉัน
เราคงไม่มีวันได้รักกัน
เธอคงไม่กลับมาแล้ว .....
ถ้า Antoine de Saint Exupéry จะเขียนเรื่องเจ้าชายน้อยต่อไปอีก
อยากรู้จังว่า หมาป่าที่จงรักภักดีจะเศร้าโศกเพียงไหน
ต่อการจากไปของเจ้าชายน้อย หมาป่าจะคิดถึงเจ้าชายน้อย
ผู้ฝึกเจ้าหมาป่าจนเชื่อง ให้คุ้นเคยผูกพันกันมากแค่ไหน
หรือหมาป่าเพียงแค่มองดูรวงข้าวสีทองดังสีผมของเจ้าชายน้อย ก็พอใจแล้ว
แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันคงจะร่ำร้อง เพรียกหาเจ้าชายน้อย
เพราะทุกคราที่รวงข้าวเปลี่ยนเป็นสีทอง
ความคิดถึงคงจะยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้นฉันคงจะคร่ำครวญ
ทั้งที่นึกไม่ออกเลยว่าเจ้าชายน้อยจะกลับมาไหม
การร่ำไห้อาจไม่มีประโยชน์อะไร
แต่น้ำตามันคงอยู่เป็นเพื่อนฉันได้ยามที่คิดถึงเธอ
น้ำตาคงจะช่วยปลอบประโลมฉันได้
ยามที่รวงข้าวไหวลู่ไปตามลม
ถึงเจ้าชายน้อยจะใจร้ายเพียงไหนแต่ฉันก็ยังเฝ้ารอการกลับมา ....
ลูกเราจะชื่ออะไรดี
วันนี้ทำตัวเป็นพี่เลี้ยงเด็ก 2 ชั่วโมงให้ก๊อฟ
ก็เลยเอารูปปุนปุนใส่ชุดกระต่ายมาโพสต์ให้ดู
แล้วก็รูปปันปันตอนแรกคลอด
ปุนปุนงอแง อยากไปโลตัส ก๊อฟเลยว่าจะพานั่งรถเที่ยวให้หลับ
พอดีเราเอาแสกนเนอร์ที่ยืมมาจากพี่ปึ๋งไปคืนที่บ้าน
เลยสวมรอยเป็นพี่เลี้ยงเด็ก และทำตัวเป็นน้องที่ดีเลี้ยงลูกแทน
พี่ปึ๋งที่ไปตีก๊อฟ เอ้ย! ตีกอล์ฟ
ตอนแรกก๊อฟเอาปันปันฝากอาปาไว้ เพราะแม่ไม่ค่อยสบาย
แต่พอเห็นเราเท่านั้นแหละ ก็เลยวิ่งไปอุ้มลูกลงมา
พาเด็กๆ ไปเที่ยวหน้ามอด้วยกัน
ปุนปุน หลับอยู่ที่เบาะหน้า ตั้งแต่รถยังไม่ออก
เราเลยนั่งเบาะหลังกับปันปัน
ปันปัน เป็นเด็กอารมณ์ดีมากเลย ตอนเราคุยโทรศัพท์กับพี่ยุ่น
ปันปันก็ส่งเสียงคุยด้วย แต่พี่ยุ่นก็ไม่วางสายสักที
ปันปันเลยแหกปากเสียงดัง แล้วเริ่มงอแง
เฮ้อ ทำไงก็ไม่เงียบแหะ
ก๊อฟขับรถไปถึงหน้ามอพอดี
ค่อยยังชั่วหน่อย
ก๊อฟเอาปันปันไปอุ้ม ก็เงียบเลย
สักพักปุนปุน ก็ตื่นมาร้องไห้งอแงเสียงดังกว่าปันปันหลายเท่า
ร้องจะไปโลตัส
ก็เลยพาเด็กๆ ลงไปเล่นที่สนาม กว่าปุนปุนจะอารมณ์ดี ก็พักใหญ่
จากนั้น ก็วิ่งไปทั่ว ป้าอิ๊กต้องวิ่งตามให้ทัน
พี่ยุ่นบอกว่า ปันปันน่ารักดี น่ารักเหมือนลูกหมา
ไม่รู้ว่าก๊อฟควรจะดีใจไหมกับสิ่งที่พี่ยุ่นเปรียบ
แต่พี่ยุ่นให้เหตุผลว่า ก็พออุ้มปันปัน ก็นั่งนิ่งดี ไม่ซนเหมือนเด็กคนอื่น
อืม นะ ถ้าเรามีลูก ให้มันซนดีกว่า ไม่อยากให้มันน่ารักเหมือนลูกหมา
ถ้ามีลูกจะให้ชื่ออะไรดีหนอ อยากให้มีแค่พยางค์เดียว
ชื่อเล่นกับชื่อจริง เป็นชื่อเดียวกัน
เฮ้อ! มองข้ามช็อตอีกแล้วสิ
ยังหานามสกุลเปลี่ยนไม่ได้เลย จะตั้งชื่อลูกก่อนซะล่ะ
ก็เลยเอารูปปุนปุนใส่ชุดกระต่ายมาโพสต์ให้ดู
แล้วก็รูปปันปันตอนแรกคลอด

ปุนปุนงอแง อยากไปโลตัส ก๊อฟเลยว่าจะพานั่งรถเที่ยวให้หลับ
พอดีเราเอาแสกนเนอร์ที่ยืมมาจากพี่ปึ๋งไปคืนที่บ้าน
เลยสวมรอยเป็นพี่เลี้ยงเด็ก และทำตัวเป็นน้องที่ดีเลี้ยงลูกแทน
พี่ปึ๋งที่ไปตีก๊อฟ เอ้ย! ตีกอล์ฟ
ตอนแรกก๊อฟเอาปันปันฝากอาปาไว้ เพราะแม่ไม่ค่อยสบาย
แต่พอเห็นเราเท่านั้นแหละ ก็เลยวิ่งไปอุ้มลูกลงมา
พาเด็กๆ ไปเที่ยวหน้ามอด้วยกัน
ปุนปุน หลับอยู่ที่เบาะหน้า ตั้งแต่รถยังไม่ออก
เราเลยนั่งเบาะหลังกับปันปัน
ปันปัน เป็นเด็กอารมณ์ดีมากเลย ตอนเราคุยโทรศัพท์กับพี่ยุ่น
ปันปันก็ส่งเสียงคุยด้วย แต่พี่ยุ่นก็ไม่วางสายสักที
ปันปันเลยแหกปากเสียงดัง แล้วเริ่มงอแง
เฮ้อ ทำไงก็ไม่เงียบแหะ
ก๊อฟขับรถไปถึงหน้ามอพอดี
ค่อยยังชั่วหน่อย
ก๊อฟเอาปันปันไปอุ้ม ก็เงียบเลย
สักพักปุนปุน ก็ตื่นมาร้องไห้งอแงเสียงดังกว่าปันปันหลายเท่า
ร้องจะไปโลตัส
ก็เลยพาเด็กๆ ลงไปเล่นที่สนาม กว่าปุนปุนจะอารมณ์ดี ก็พักใหญ่
จากนั้น ก็วิ่งไปทั่ว ป้าอิ๊กต้องวิ่งตามให้ทัน
พี่ยุ่นบอกว่า ปันปันน่ารักดี น่ารักเหมือนลูกหมา
ไม่รู้ว่าก๊อฟควรจะดีใจไหมกับสิ่งที่พี่ยุ่นเปรียบ
แต่พี่ยุ่นให้เหตุผลว่า ก็พออุ้มปันปัน ก็นั่งนิ่งดี ไม่ซนเหมือนเด็กคนอื่น
อืม นะ ถ้าเรามีลูก ให้มันซนดีกว่า ไม่อยากให้มันน่ารักเหมือนลูกหมา
ถ้ามีลูกจะให้ชื่ออะไรดีหนอ อยากให้มีแค่พยางค์เดียว
ชื่อเล่นกับชื่อจริง เป็นชื่อเดียวกัน
เฮ้อ! มองข้ามช็อตอีกแล้วสิ
ยังหานามสกุลเปลี่ยนไม่ได้เลย จะตั้งชื่อลูกก่อนซะล่ะ
Subscribe to:
Posts (Atom)