และแล้วก็ถึงเวลานี้
อีกไม่นานร้านขายของที่ระลึกที่พิพิธภัณฑ์ก็จะปิดทำการแล้ว
สบายใจขึ้นที่จะได้ไม่ต้องทนหงุดหงิดกับพวกยาม
ที่มาสูบบุหรี่แถวร้านทุกวัน แม้ว่าจะติดป้ายห้ามสูบแล้วก็ตาม
และไม่ต้องทนกับเสียงดังๆ จากการเคาะเหล็ก ตอกตะปู ลับใบมีดของ
พนักงานสนามที่มาทำงานในห้องเก็บของหลังร้าน
และไม่ต้องทนสูดดมควันไฟที่พนักงานในอุทยานฯ
จุดเผาเศษขยะและใบไม้แห้งในเขตอุทยานฯ (นั่นแหละ)
และไม่ต้องทนกับอากาศร้อนแสนร้อนภายในร้าน
และไม่ต้องผิดหวังซ้ำซากที่นักท่องเที่ยวที่มีอยู่น้อยนิด
ไม่เดินผ่านมาหน้าร้าน เพราะไม่รู้ว่าภายในพิพิธภัณฑ์มีร้านขายของที่ระลึกอยู่
และแล้วก็ถึงเวลานี้
ความอิสระ
การเริ่มต้นใหม่
การย้ายถิ่น
การแสวงหา
และแล้วก็ถึงเวลาแห่ง
ความสับสน
ความหม่นหมอง
ความอด
ความลำบาก
นี่แหละนี่ชีวิต
เมื่อพายเรือไปถึงเกาะ สำรวจจนทั่วแล้ว
พบว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็ต้องออกเดินทางสำรวจกันใหม่
ฟังเพลง โหลดเพลง mp3 ที่นี่
Thursday, June 04, 2009
Wednesday, April 22, 2009
เรื่องหลอดสั้น หลอดยาว
วันนี้ว่าด้วยพฤติกรรมของลูกค้าทุกชนชั้นและทุกเชื้อชาติ
นับแต่เปิดร้านมาได้ 1 ปี กับ 4 เดือน ฉันได้สังเกตพฤติกรรมลูกค้าอยู่หลายข้อด้วยกัน
แต่เรื่องที่เด่นที่ทำให้ฉันหงุดหงิดใจอยู่บ่อยๆ คือ เรื่อง หลอดดดดดดดด
ใช่แล้ว หลอดดูดน้ำนั่นแหละ
ที่ร้านฉันขายเครื่องดื่มในตู้แช่โค้ก มีทั้ง กาแฟกระป๋อง น้ำอัดลมขวด น้ำอัดลมกระป๋อง
น้ำส้มสแปลช ไวตามิลค์ ชาโออิชิ M150 M Sport และน้ำดื่ม
ในเมื่อขนาดของขวดกับกระป๋องต่างกัน ฉันจึงมีหลอดสองทางเลือก
คือหลอดสั้นสำหรับเครื่องดื่มกระป๋อง และหลอดยาวสำหรับเครื่องดื่มขวด
แต่...... แต่.... ลูกค้าเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้นที่เลือกหยิบหลอดสั้นเพื่อใช้กับเครื่องดื่มกระป๋อง
ฉันรู้สึกโมโหในใจและหงุดหงิดที่สุด หลายครั้งเผลอพูดออกไปว่า “ใช้หลอดสั้นก็พอค่ะ”
ลูกค้าคนไทยทุกชนชั้นนิยมใช้หลอด และส่วนใหญ่ใช้หลอดยาว ไม่ว่าเพศใด เด็กหรือผู้ใหญ่
ฝรั่งผิวขาวส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะใช้หลอด
คนญี่ปุ่นใช้หลอดบ้าง
คนจีนไม่เข้าร้าน ถึงเข้าร้านก็ไม่ซื้ออะไรเลย
เหตุผลที่มนุษย์ทุกคนควรใช้หลอดกับเครื่องดื่มกระป๋อง
เพราะด้านบนของกระป๋องไม่ได้สะอาดเสมอไป และอาจจะสกปรกมากกว่าที่จะคาดคิด
หลายครั้งน้ำอัดลมกระป๋องที่ร้านขายส่งนำมาส่งฉัน จะพบคราบขี้แมลงสาบและขี้หนู
และหลายครั้งที่ขวดน้ำอัดลมที่รถโค้กเอามาส่งจะเลอะฝุ่น
ฉันพยายามทำความสะอาดทุกครั้งที่พบเห็นคราบ แต่ฉันไม่สามารถล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อได้
และแน่นอนว่าร้านค้าที่อื่นๆ อาจจะไม่ได้ทำความสะอาดเลย
แล้วสิ่งที่คุณได้รับพร้อมกับการดื่มเครื่องดื่มเย็นชื่นใจคืออะไร
และเหตุผลที่มนุษย์ควรต้องพึ่งระลึกให้ได้ว่าควรใช้หลอดสั้นกับเครื่องดื่มกระป๋อง
เพราะหลอดทำจากพลาสติกและกลายเป็นขยะจำนวนมหาศาล ที่ย่อยสลายได้ยาก
แล้วคุณจะใช้หลอดยาวทั้งที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มปริมาณขยะให้มากไปกว่านี้ทำไม
ในเวลาว่างที่ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน ฉันนั่งดูทีวี
รายการทีวีต่างก็รณรงค์เรื่องการลดภาวะโลกร้อน
พร้อมนำเสนอวิธีการใช้ให้น้อย (reduce) ใช้ซ้ำ (reuse) และนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle)
ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คนไทยตระหนักได้มากน้อยแค่ไหน
หรือว่าแค่มีถุงผ้าตามกระแสสักใบก็พอแล้ว
เรื่องหลอดสั้นหลอดยาวทำให้ฉันวิตกจริตจนเกือบจะวิกลจริตพอสมควร
คิดว่าจะตัดหลอดสั้นออกไปเพื่อลดต้นทุน และใช้หลอดยาวอย่างเดียว
แต่ก็เหมือนกับว่าใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า
หรือว่าจะไม่มีหลอดไว้บริการลูกค้าเลย แต่ก็คำนึงเรื่องความสะอาด
ทางเดียวที่พอจะแก้ปัญหาได้คือเอาหลอดมาไว้ใกล้ตัว ลูกค้าซื้อเครื่องดื่มประเภทไหน
ค่อยให้หลอดตามความเหมาะสม
นับแต่เปิดร้านมาได้ 1 ปี กับ 4 เดือน ฉันได้สังเกตพฤติกรรมลูกค้าอยู่หลายข้อด้วยกัน
แต่เรื่องที่เด่นที่ทำให้ฉันหงุดหงิดใจอยู่บ่อยๆ คือ เรื่อง หลอดดดดดดดด
ใช่แล้ว หลอดดูดน้ำนั่นแหละ
ที่ร้านฉันขายเครื่องดื่มในตู้แช่โค้ก มีทั้ง กาแฟกระป๋อง น้ำอัดลมขวด น้ำอัดลมกระป๋อง
น้ำส้มสแปลช ไวตามิลค์ ชาโออิชิ M150 M Sport และน้ำดื่ม
ในเมื่อขนาดของขวดกับกระป๋องต่างกัน ฉันจึงมีหลอดสองทางเลือก
คือหลอดสั้นสำหรับเครื่องดื่มกระป๋อง และหลอดยาวสำหรับเครื่องดื่มขวด
แต่...... แต่.... ลูกค้าเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้นที่เลือกหยิบหลอดสั้นเพื่อใช้กับเครื่องดื่มกระป๋อง
ฉันรู้สึกโมโหในใจและหงุดหงิดที่สุด หลายครั้งเผลอพูดออกไปว่า “ใช้หลอดสั้นก็พอค่ะ”
ลูกค้าคนไทยทุกชนชั้นนิยมใช้หลอด และส่วนใหญ่ใช้หลอดยาว ไม่ว่าเพศใด เด็กหรือผู้ใหญ่
ฝรั่งผิวขาวส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะใช้หลอด
คนญี่ปุ่นใช้หลอดบ้าง
คนจีนไม่เข้าร้าน ถึงเข้าร้านก็ไม่ซื้ออะไรเลย
เหตุผลที่มนุษย์ทุกคนควรใช้หลอดกับเครื่องดื่มกระป๋อง
เพราะด้านบนของกระป๋องไม่ได้สะอาดเสมอไป และอาจจะสกปรกมากกว่าที่จะคาดคิด
หลายครั้งน้ำอัดลมกระป๋องที่ร้านขายส่งนำมาส่งฉัน จะพบคราบขี้แมลงสาบและขี้หนู
และหลายครั้งที่ขวดน้ำอัดลมที่รถโค้กเอามาส่งจะเลอะฝุ่น
ฉันพยายามทำความสะอาดทุกครั้งที่พบเห็นคราบ แต่ฉันไม่สามารถล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อได้
และแน่นอนว่าร้านค้าที่อื่นๆ อาจจะไม่ได้ทำความสะอาดเลย
แล้วสิ่งที่คุณได้รับพร้อมกับการดื่มเครื่องดื่มเย็นชื่นใจคืออะไร
และเหตุผลที่มนุษย์ควรต้องพึ่งระลึกให้ได้ว่าควรใช้หลอดสั้นกับเครื่องดื่มกระป๋อง
เพราะหลอดทำจากพลาสติกและกลายเป็นขยะจำนวนมหาศาล ที่ย่อยสลายได้ยาก
แล้วคุณจะใช้หลอดยาวทั้งที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มปริมาณขยะให้มากไปกว่านี้ทำไม
ในเวลาว่างที่ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน ฉันนั่งดูทีวี
รายการทีวีต่างก็รณรงค์เรื่องการลดภาวะโลกร้อน
พร้อมนำเสนอวิธีการใช้ให้น้อย (reduce) ใช้ซ้ำ (reuse) และนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle)
ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คนไทยตระหนักได้มากน้อยแค่ไหน
หรือว่าแค่มีถุงผ้าตามกระแสสักใบก็พอแล้ว
เรื่องหลอดสั้นหลอดยาวทำให้ฉันวิตกจริตจนเกือบจะวิกลจริตพอสมควร
คิดว่าจะตัดหลอดสั้นออกไปเพื่อลดต้นทุน และใช้หลอดยาวอย่างเดียว
แต่ก็เหมือนกับว่าใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า
หรือว่าจะไม่มีหลอดไว้บริการลูกค้าเลย แต่ก็คำนึงเรื่องความสะอาด
ทางเดียวที่พอจะแก้ปัญหาได้คือเอาหลอดมาไว้ใกล้ตัว ลูกค้าซื้อเครื่องดื่มประเภทไหน
ค่อยให้หลอดตามความเหมาะสม
Saturday, March 07, 2009
ดอกไม้งามยามหน้าแล้ง

หน้าร้อนแบบนี้ ยังมีดอกไม้สีสันสดใสเบ่งบาน
สวนทางกับความหงุดหงิดจากอาการเหงื่อไหลไคลย้อยได้
แอบดูต้นเหลืองอินเดียอยู่นาน
ที่ทำทีท่าว่าจะแห้งกรอบ ใบเริ่มเหลืองและร่วงหมด
กิ่งก็เปราะ จับก็หักแล้ว ใจหายเลย
เพราะเป็นต้นไม้ที่ช่วยกันปลูกกับพี่โก๋ที่สุโขทัย
เมื่อเดือนเมษายน สองหรือสามปีที่แล้ว
ตอนนั้นพาพี่โก๋มาเปิดตัวที่บ้านช่วงสงกรานต์
ตอนปลูกก็อธิษฐานด้วยว่า ขอให้ต้นไม้โตเร็วๆ
เพื่อพิสูจน์ความรักของเรา
ปีที่แล้วเจ้าต้นนี้ก็ออกดอกให้ได้ชมประมาณ 5 ดอกได้มั้ง
เพราะยังไม่มีกิ่งก้านมาก มาปีนี้ทำท่าจะตายซะให้ได้
แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า เป็นธรรมชาติของเจ้าต้นนี้
ที่จะผลัดใบจนหมดต้นเพื่อผลิตดอกสีเหลืองแจ่ม
พี่ติ๊กลาภส่งลิ้งค์เกี่ยวกับดอกนี้มาให้ดู
เลยได้ความรู้มาว่าเป็นต้นตาเบบูย่าชนิดหนึ่ง
ซึ่งแตกไปได้อีกหลายสายมากๆ
ทีแรกก็เข้าใจว่าตาเบบูย่าน่าจะเป็นสีชมพู
แต่จริงๆแล้ว ตาเบบูย่ามีทั้งสีขาวและสีเหลือง
ส่วนเจ้าต้นที่ปลูกนี้ก็เป็นเพียงหนึ่งในสายของสีเหลือง
เราถ่ายรูปดอกไม้ไป มีความสุขไป
ตั้งแต่เริ่มเห็นปุ่มปมบนยอดกิ่ง ก็เฝ้าสังเกตุมาเรื่อย
แต่พอเริ่มเห็นดอกเป็นรูปร่างก็บันทึกภาพไว้ทุกวัน
เพียงแค่สามวันเท่านั้นเองก็บานแฉ่ง
Sunday, March 01, 2009
1 มีนา วันวิวาห์พี่ชาย
1 มีนาคม 2552 เป็นวันแต่งงานของพี่ก้อง
พี่ชายที่แสนดีอีกคนหนึ่งของเรา
พี่ก้องแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไร
รูปร่างหน้าตาและมีนิสัยเป็นอย่างไร
เรื่องตลกที่เคยพูดกันในชมรมถึงการแต่งงานของพี่ก้องกับพี่ติ๊ก
กลายเป็นเรื่องเศร้า ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าความรักของ
คู่รักคู่หนึ่งที่คบกันมามากกว่า 10 ปี จะจบลงแบบนี้
เมื่อพูดถึงพี่ก้องแล้ว เราก็ต้องนึกถึงความเป็น foto family
ครอบครัวใหญ่ที่ประกอบไปด้วย เพื่อน พี่ และน้อง
ที่มาสุ่มหัวอยู่ที่ชมรมกันทั้งวันทั้งคืน
พี่ก้องมีฉายาในชมรมที่เราจำได้คือ เสือกระดาษที่พี่ต๋อยตั้งให้
และ dark short not handsome
นึกย้อนกลับไปตอนปี 1 เราตามหญิงกับแอ๋วเข้าชมรม
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราเข้ามาอยู่ใน foto
พี่ก้องต่างหากที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับ foto
พี่ก้องเป็นคนที่แสดงออกถึงความเป็นพี่ชายอย่างมากที่สุด
ถ้าจะเปรียบเทียบคนในชมรมกับความเป็น foto family
ในความรู้สึกเรา พี่ก้องคือ พ่อ พี่ยุ่นคือ แม่
พี่ยุ่นคือคนที่อยู่กับสมาชิกครอบครัวอย่างใกล้ชิด
โดยมีพี่ก้องเป็นหัวหน้าครอบครัวที่คอยบอกทิศทาง
ให้ความเป็น foto คงอยู่ให้ยาวนานที่สุด
พ่อคนนี้ดุ เด็ดเดี่ยว แต่ก็อ่อนโยนเอาใจใส่ลูกๆ ทุกคน
แต่วันนี้พี่ชายคนนี้จัดงานแต่งงาน งานสำคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของพี่ชาย
วันที่น้องสาวคนนี้ไม่ได้ไปร่วมแสดงความยินดี
เพราะไม่รู้สึกถึงความยินดีใดๆ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร น้องสาวคนนี้ก็ขอให้พี่ชายมีความสุขมากๆ นะคะ
พี่ชายที่แสนดีอีกคนหนึ่งของเรา
พี่ก้องแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไร
รูปร่างหน้าตาและมีนิสัยเป็นอย่างไร
เรื่องตลกที่เคยพูดกันในชมรมถึงการแต่งงานของพี่ก้องกับพี่ติ๊ก
กลายเป็นเรื่องเศร้า ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าความรักของ
คู่รักคู่หนึ่งที่คบกันมามากกว่า 10 ปี จะจบลงแบบนี้
เมื่อพูดถึงพี่ก้องแล้ว เราก็ต้องนึกถึงความเป็น foto family
ครอบครัวใหญ่ที่ประกอบไปด้วย เพื่อน พี่ และน้อง
ที่มาสุ่มหัวอยู่ที่ชมรมกันทั้งวันทั้งคืน
พี่ก้องมีฉายาในชมรมที่เราจำได้คือ เสือกระดาษที่พี่ต๋อยตั้งให้
และ dark short not handsome
นึกย้อนกลับไปตอนปี 1 เราตามหญิงกับแอ๋วเข้าชมรม
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราเข้ามาอยู่ใน foto
พี่ก้องต่างหากที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับ foto
พี่ก้องเป็นคนที่แสดงออกถึงความเป็นพี่ชายอย่างมากที่สุด
ถ้าจะเปรียบเทียบคนในชมรมกับความเป็น foto family
ในความรู้สึกเรา พี่ก้องคือ พ่อ พี่ยุ่นคือ แม่
พี่ยุ่นคือคนที่อยู่กับสมาชิกครอบครัวอย่างใกล้ชิด
โดยมีพี่ก้องเป็นหัวหน้าครอบครัวที่คอยบอกทิศทาง
ให้ความเป็น foto คงอยู่ให้ยาวนานที่สุด
พ่อคนนี้ดุ เด็ดเดี่ยว แต่ก็อ่อนโยนเอาใจใส่ลูกๆ ทุกคน
แต่วันนี้พี่ชายคนนี้จัดงานแต่งงาน งานสำคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของพี่ชาย
วันที่น้องสาวคนนี้ไม่ได้ไปร่วมแสดงความยินดี
เพราะไม่รู้สึกถึงความยินดีใดๆ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร น้องสาวคนนี้ก็ขอให้พี่ชายมีความสุขมากๆ นะคะ
Thursday, February 26, 2009
เรื่องดีๆ
ช่วงนี้มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเยอะเลย
เริ่มจากรู้สึกว่าเบื่อพี่โก๋แหะ ไม่ชอบนิสัยพี่โก๋เลย
แล้วก็เริ่มคิดว่า บางทีเราอาจจะไม่ได้รักพี่โก๋ก็ได้
หลังจากความคิดนี้ผุดขึ้น 20 นาที
พี่โก๋ก็มาเรียกให้ไปกินข้าวเย็น
เตรียมกับข้าวไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
กินเสร็จก็ช่วยกันล้างจาน
แล้วหลังจากความคิดนั้น 1 ชั่วโมง
ก็มีความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้น
คืออยากไปนั่งข้างๆ ไปนั่งใกล้ๆ
ก็เลยตระหนักได้ว่า จริงๆ แล้วเราก็รักพี่โก๋นี่นา
เราจึงไปนั่งใกล้ๆ แล้วก็พูดกับพี่โก๋ว่า
ปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ ก็เมื่อพี่โก๋ไปทำงานประจำ
บางทีเราอาจจะอยู่ด้วยกันมากเกินไป
วันนี้พี่โก๋ได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่สั่งจองไว้สมใจแล้ว
แถมวันนี้มีข่าวดี กสท.สาขาสุโขทัย โทรมาแจ้งว่า
พี่โก๋จะได้ทำงาน รอผู้ใหญ่อนุมัติเรื่องก็ไปเริ่มงานได้ตอนต้นเดือน
สงสัยช่วงนี้พี่โก๋จะดวงดี ไม่โดนแฟนทิ้ง ได้โทรศัพท์ใหม่
ได้งานใหม่
แล้วเราก็แอบหวังว่างวดนี้พี่โก๋จะถูกหวยเยอะๆ หน่อย
เพราะงวดที่แล้วถูกแค่ 10 บาท ได้แค่ 600 กว่าบาทเอง
วันนี้ก็เลยเป็นอีกวันที่อารมณ์ดี๊ดี
เริ่มจากรู้สึกว่าเบื่อพี่โก๋แหะ ไม่ชอบนิสัยพี่โก๋เลย
แล้วก็เริ่มคิดว่า บางทีเราอาจจะไม่ได้รักพี่โก๋ก็ได้
หลังจากความคิดนี้ผุดขึ้น 20 นาที
พี่โก๋ก็มาเรียกให้ไปกินข้าวเย็น
เตรียมกับข้าวไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
กินเสร็จก็ช่วยกันล้างจาน
แล้วหลังจากความคิดนั้น 1 ชั่วโมง
ก็มีความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้น
คืออยากไปนั่งข้างๆ ไปนั่งใกล้ๆ
ก็เลยตระหนักได้ว่า จริงๆ แล้วเราก็รักพี่โก๋นี่นา
เราจึงไปนั่งใกล้ๆ แล้วก็พูดกับพี่โก๋ว่า
ปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ ก็เมื่อพี่โก๋ไปทำงานประจำ
บางทีเราอาจจะอยู่ด้วยกันมากเกินไป
วันนี้พี่โก๋ได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่สั่งจองไว้สมใจแล้ว
แถมวันนี้มีข่าวดี กสท.สาขาสุโขทัย โทรมาแจ้งว่า
พี่โก๋จะได้ทำงาน รอผู้ใหญ่อนุมัติเรื่องก็ไปเริ่มงานได้ตอนต้นเดือน
สงสัยช่วงนี้พี่โก๋จะดวงดี ไม่โดนแฟนทิ้ง ได้โทรศัพท์ใหม่
ได้งานใหม่
แล้วเราก็แอบหวังว่างวดนี้พี่โก๋จะถูกหวยเยอะๆ หน่อย
เพราะงวดที่แล้วถูกแค่ 10 บาท ได้แค่ 600 กว่าบาทเอง
วันนี้ก็เลยเป็นอีกวันที่อารมณ์ดี๊ดี
Thursday, January 29, 2009
สัตว์เลี้ยงของฉัน

จำไม่ได้ว่าตอนเรียนประถมคุณครูเคยให้แต่งเรียงความเรื่องสัตว์เลี้ยงของฉันหรือเปล่า ถ้าให้แต่งเราก็คงต้องโม้แน่ๆ เพราะเราไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงเลยในวัยเด็ก
ตั้งแต่มั่งมีจากไป ดูเหมือนบรรดาสัตว์ทั้งหลายก็ดูเริงร่าขึ้น ทั้งนก งู กิ้งก่า จิ้งเหลน หนู รวมทั้งแมงมุมด้วย
เจ้าพวกนี้ก็เลยกลายเป็นสัตว์เลี้ยงในบริเวณบ้าน เพราะออกมาให้เห็นบ่อยๆ หรือว่าทุกวัน แต่อย่างเดียวที่เราไม่อยากจะยอมรับเลย คือ ไอ่แมงมุมทั้งหลาย เดี๋ยวนี้มีข่าว แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาลด้วย ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ
หมายเลข 1 เป็นกิ้งก่าหัวแดง ชอบไปอาบแดดบนต้นมะขามเทศ น่าจะตั้งชื่อว่า sunday
หมายเลข 2 นกแซงแซวมั้ง ตัวดำขลับ ขนเป็นมัน หางยาว ไปเกาะอยู่บนมือพระอันใหญ่ของพ่อกลางสนาม บินโฉบลงมาที่พื้นไล่จิกกินตั๊กแตน มาทุกเช้า มาทุกวัน น่าจะตั้งชื่อว่า everyday
หมายเลข 3 นกขุนทอง ที่จริงมีกันฝูงใหญ่ แต่พอไปถ่ายรูป ก็ส่งเสียงจ๊อกแจ๊กบินหนีไป เหลือให้เห็นแค่สองตัว แต่เดี๋ยวมันก็คงสลายตัวไปอีกไม่นาน เพราะกล้วยเครือใหญ่ เริ่มจะหร่อยหรอแล้ว
หมายเลข 4-5 ไม่รู้มันเป็นตัวอะไร หมูใส่กระโปรงมั้ง เพราะมันลงจากต้นไม้ไม่ได้ ถ้าเป็นแมวมันต้องลงได้สิ
Saturday, January 24, 2009
เมื่อรักทำให้เกิดความทรมาน

มีสวนสนุกมาตั้งอยู่ใกล้ๆ กับบิ๊กซีที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านหนัก
เลยนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากไปเล่นเครื่องเล่นที่มีอยู่มากมาย
ทั้งปลาหมึกยักษ์ รถไฟไม่เหาะ เรือไวกิ้ง ลูกบอลน้ำ
เรือบั๊ม รถบั๊ม แล้วก็ของเล่นแบบเด็กๆ
ฉะนั้น จึงเดินจับมือพี่โก๋ไปเที่ยวเล่นกันตามประสาคู่รัก
(วี้ดวิ้วววววววว) โดยทิ้งพ่อกับแม่ไว้ที่บ้าน
วัยรุ่นเด็กแซบ เด็กสกอย และเด็กธรรมดามาเที่ยวเล่นกันสนุกสนาน
อัตราค่าเล่นเครื่องเล่นก็ไม่แพงมาก ประมาณ 25-35 บ้าน
เราสองเดินวนกันจนรอบแล้ว
พี่โก๋ก็บอกว่าอยากเล่นเรือไวกิ้ง แต่น้องนางอิ๊กศรีอยากเล่นแค่รถไฟไม่เหาะ
เพราะเกิดจำความได้ว่าในวัยเด็กเคยไปเล่นที่สวนสยามแล้ว
เกิดความกลัวและกังวล จึงปฏิเสธพี่โก๋ไปแบบไม่ใยดีว่าไม่เล่น
พี่โก๋ก็งอน หันหลังกลับบ้าน เดินก้นส่ายไป
ด้วยความรักที่น้องอิ๊กมีต่อพี่โก๋ จึงตามไปง้อ
ประเหลาะว่าไม่สนุกหรอก เวียนหัว ตาลาย เคยเล่นแล้วมันไม่เสียวแต่มันคลื่นไส้
แต่สุดท้วย ด้วยความรักอีกนั่นแหละ จึงใจอ่อนยอมไปขึ้นเรือไวกิ้ง
อันที่จริงแล้ว เรายังอยากเล่นเครื่องเล่นอื่นอีกมากมาย
แต่พี่โก๋เห็นสภาพเราบนเรือไวกิ้งที่เหาะขึ้นเหาะลง
บวกกับสารรูปหลังจากที่ลงมาแล้ว พี่โก๋ก็พากลับบ้านทันที
ปรากฏว่าน้องอิ๊กจับไข้ ตัวสั่น เหงื่อแตกโชก
เป็นอันว่า ความรักทำให้เกิดความทรมานเช่นนี้เอง
Monday, January 12, 2009
เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังวันหลังนะ
หายจากบล๊อกไปข้ามปีเลยก็ว่าได้ เริ่มจากเรื่องที่ต้องอดหลับอดนอน
เพราะแมวชื่อมั่งมีป่วยหนัก มีอาการดีซ่านตัวเหลือง แล้วไม่กินอาหารเลย กินแต่น้ำ ยาก็ไม่ยอมกิน
พาไปหาหมอ ก็เครียด น้ำลายฟูมปาก แถมยังทำหมอและผู้ช่วยบาดเจ็บไปหลายแผล
เนื่องจากโดนบังคับให้กินยาสารพัด เฝ้าไข้กันอยู่สิบวัน มั่งมีก็จากไปแบบทรมาน
เห็นแล้วน้ำตาไหล สงสารแถบขาดใจ อ้อนว้อนขอให้เจ้ากรรมนายเวรช่วยปล่อยมั่งมีไปด้วย
มั่งมีเป็นแมวสามสี หน้าดำครึ่งหนึ่ง นิสัยเอาแต่ใจ ชอบพาตัวประหลาดมากินในบ้าน เดือดร้อนเราต้อง
ตามเช็ดคราบเลือด และตับไตไส้พุงที่มั้งมีเหลือทิ้งไว้ แต่ในมุมหนึ่ง มั่งมีจะอ่อนโยนมากเวลาอยู่กับแม่ของมัน นางบุญเรือน มันติดแม่มาก ถ้ากลับบ้านมาแล้วไม่เจอแม่ มันจะร้องโวยวาย เราต้องไปตามแม่มันกลับมา ไม่งั้นต้องให้มันมานอนในห้องนอนด้วย
นิสัยอีกอย่าง มั่งมีจะเป็นแมวที่อ่อนไหว ชอบธรรมชาติ ทุกเช้าและเย็น มันจะไปนั่งเล่นนอนเล่นที่สนามหญ้า นั่งมองนก มองผีเสื้อ บินไปมา ขนาดตอนป่วย ยังแอบหนีไปนั่งใต้ต้นมะนาว
และไปนั่งดูปลาริมสระน้ำ แถมไม่ได้อยู่บ้านเลย จนไม่มีแรงเดิน ขาหลังเปลี้ยไปหนึ่งข้าง
มันเลยยอมให้อุ้มเข้าบ้าน คืนแรก นอนในห้องกินข้าว แต่มันก็ร้องเรียกเราตลอด ทุกคนในบ้านเลยนอนไม่เต็มตื่น เราก็ลุกไปดูคืนละหลายรอบ คืนสุดท้าย จึงพาไปนอนในกรงที่ห้องครัว แล้วมั่งมีก็สิ้นใจในเช้าวันถัดมา
รูปสามรูปด้านล่าง
รูปแรก มั้งมีกับแม่บุญเรือน
รูปที่สอง มั้งมีกำลังไปนั่งชมวิวที่สนามหญ้า
รูปที่สาม ภาพสุดท้ายของมั้งมี ที่กำลังป่วย
เพราะแมวชื่อมั่งมีป่วยหนัก มีอาการดีซ่านตัวเหลือง แล้วไม่กินอาหารเลย กินแต่น้ำ ยาก็ไม่ยอมกิน
พาไปหาหมอ ก็เครียด น้ำลายฟูมปาก แถมยังทำหมอและผู้ช่วยบาดเจ็บไปหลายแผล
เนื่องจากโดนบังคับให้กินยาสารพัด เฝ้าไข้กันอยู่สิบวัน มั่งมีก็จากไปแบบทรมาน
เห็นแล้วน้ำตาไหล สงสารแถบขาดใจ อ้อนว้อนขอให้เจ้ากรรมนายเวรช่วยปล่อยมั่งมีไปด้วย
มั่งมีเป็นแมวสามสี หน้าดำครึ่งหนึ่ง นิสัยเอาแต่ใจ ชอบพาตัวประหลาดมากินในบ้าน เดือดร้อนเราต้อง
ตามเช็ดคราบเลือด และตับไตไส้พุงที่มั้งมีเหลือทิ้งไว้ แต่ในมุมหนึ่ง มั่งมีจะอ่อนโยนมากเวลาอยู่กับแม่ของมัน นางบุญเรือน มันติดแม่มาก ถ้ากลับบ้านมาแล้วไม่เจอแม่ มันจะร้องโวยวาย เราต้องไปตามแม่มันกลับมา ไม่งั้นต้องให้มันมานอนในห้องนอนด้วย
นิสัยอีกอย่าง มั่งมีจะเป็นแมวที่อ่อนไหว ชอบธรรมชาติ ทุกเช้าและเย็น มันจะไปนั่งเล่นนอนเล่นที่สนามหญ้า นั่งมองนก มองผีเสื้อ บินไปมา ขนาดตอนป่วย ยังแอบหนีไปนั่งใต้ต้นมะนาว
และไปนั่งดูปลาริมสระน้ำ แถมไม่ได้อยู่บ้านเลย จนไม่มีแรงเดิน ขาหลังเปลี้ยไปหนึ่งข้าง
มันเลยยอมให้อุ้มเข้าบ้าน คืนแรก นอนในห้องกินข้าว แต่มันก็ร้องเรียกเราตลอด ทุกคนในบ้านเลยนอนไม่เต็มตื่น เราก็ลุกไปดูคืนละหลายรอบ คืนสุดท้าย จึงพาไปนอนในกรงที่ห้องครัว แล้วมั่งมีก็สิ้นใจในเช้าวันถัดมา
รูปสามรูปด้านล่าง
รูปแรก มั้งมีกับแม่บุญเรือน
รูปที่สอง มั้งมีกำลังไปนั่งชมวิวที่สนามหญ้า
รูปที่สาม ภาพสุดท้ายของมั้งมี ที่กำลังป่วย

ปีใหม่นี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากขายของดีกว่าช่วงปกตินิดหน่อย
แต่ก็ยังไม่พอที่จะใช้หนี้หมดสิ้นแหะ
หลังจากปีใหม่ เราไปเที่ยวเขาหลวง ไว้แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะ
Thursday, December 25, 2008
โอ- นา- มิ อิอิ- อิอิ
พี่โก๋ซื้อของขวัญปีใหม่ให้แล้ว ชุดโอนามิแอคทีฟ สีดำ
ไชโย คงจะได้ผอมสักทีนะ
วันนี้ลองใส่แล้ว ลอนเนื้อที่พุงเป็นลูกคลื่นที่เราเห็นในกระจก
คงจะหายไปในสักวันนะ
ชวนพี่โก๋ไปปั่นจักรยาน เพราะคำแนะนำบอกว่า
ใส่ชุดนี้ออกกำลังกายไม่เกิน 2 ชั่วโมง จะเห็นผลได้เร็ววัน
แต่พี่โก๋ไม่ยอมไป อ้างว่าเจ็บเข่า เพราะรถมอเตอร์ไซด์ล้มเมื่อวันก่อน
เราจะผอม เราจะผอม เย้
วัดรอบเอววันนี้ 34 นิ้ว เฮ้อ คิดดูดิ เมื่อก่อนเอวแค่ 28 นิ้ว
แปลว่าไขมันสินะที่ยื่นออกมา ดีนะ เป็นไขมัน ไม่ใช่ไขเรา
อีกไม่นาน พุงพลุ้ยจะหายไป
ไชโย คงจะได้ผอมสักทีนะ
วันนี้ลองใส่แล้ว ลอนเนื้อที่พุงเป็นลูกคลื่นที่เราเห็นในกระจก
คงจะหายไปในสักวันนะ
ชวนพี่โก๋ไปปั่นจักรยาน เพราะคำแนะนำบอกว่า
ใส่ชุดนี้ออกกำลังกายไม่เกิน 2 ชั่วโมง จะเห็นผลได้เร็ววัน
แต่พี่โก๋ไม่ยอมไป อ้างว่าเจ็บเข่า เพราะรถมอเตอร์ไซด์ล้มเมื่อวันก่อน
เราจะผอม เราจะผอม เย้
วัดรอบเอววันนี้ 34 นิ้ว เฮ้อ คิดดูดิ เมื่อก่อนเอวแค่ 28 นิ้ว
แปลว่าไขมันสินะที่ยื่นออกมา ดีนะ เป็นไขมัน ไม่ใช่ไขเรา
อีกไม่นาน พุงพลุ้ยจะหายไป
Saturday, December 20, 2008
70 ต่อ 5
ผอ.พิพิธภัณฑ์โทรหาแม่แต่เช้าบอกว่าให้มาดูแลร้านให้เรียบร้อย เตรียมต้อนรับฑูตวัฒนธรรมกว่า 70 ชีวิต
เห็นคนงานทำความสะอาดกันวุ่นตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้เราก็เคยต้องรีบไปจัดการร้านซะ เงาขึ้นพื้นเลย
ตั้งแต่เพดานยันพื้นกระเบื้อง ร้านไม่เคยสะอาดเท่านี้มาก่อนเลย
พี่โก๋สิเหนื่อยหน่อย ต้องปีนบันไดเช็ดกระจก เพราะเราพยายามช่วยแล้วแต่เช็ดไม่สะอาด แม่ให้พี่โก๋เช็ดอีกรอบ ตั้งแต่เช้าขายของไม่ได้เลย มีลูกค้าตอนเกือบสี่โมงเย็น
ท่านทูตทั้งหลายมากันสองคันรถบัสแบบสองชั้น 70 ท่าน แต่เข้าร้านเดี้ยนแค่ 5 คน
ซื้อของรวมเบ็ดเสร็จแค่พันกว่า ยังไม่พอซับเหงื่อที่เสียไปเลย
แต่วันนี้ก็มีเรื่องดีๆ คือได้กินเต้าฮวยน้ำขิงอุ่นๆ อยากกินมาตั้งหลายวันแล้ว
และผ้าถักคลุมไหล่ผืนสีขาวที่อยู่ในร้านมาเกือบปี ขายออกไปแล้ว
จริงๆ แล้ว ชีวิตเราก็มีเรื่องดีๆ ให้มีความสุขได้ทุกวันเนาะ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็รู้สึกดี๊ดี
เห็นคนงานทำความสะอาดกันวุ่นตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้เราก็เคยต้องรีบไปจัดการร้านซะ เงาขึ้นพื้นเลย
ตั้งแต่เพดานยันพื้นกระเบื้อง ร้านไม่เคยสะอาดเท่านี้มาก่อนเลย
พี่โก๋สิเหนื่อยหน่อย ต้องปีนบันไดเช็ดกระจก เพราะเราพยายามช่วยแล้วแต่เช็ดไม่สะอาด แม่ให้พี่โก๋เช็ดอีกรอบ ตั้งแต่เช้าขายของไม่ได้เลย มีลูกค้าตอนเกือบสี่โมงเย็น
ท่านทูตทั้งหลายมากันสองคันรถบัสแบบสองชั้น 70 ท่าน แต่เข้าร้านเดี้ยนแค่ 5 คน
ซื้อของรวมเบ็ดเสร็จแค่พันกว่า ยังไม่พอซับเหงื่อที่เสียไปเลย
แต่วันนี้ก็มีเรื่องดีๆ คือได้กินเต้าฮวยน้ำขิงอุ่นๆ อยากกินมาตั้งหลายวันแล้ว
และผ้าถักคลุมไหล่ผืนสีขาวที่อยู่ในร้านมาเกือบปี ขายออกไปแล้ว
จริงๆ แล้ว ชีวิตเราก็มีเรื่องดีๆ ให้มีความสุขได้ทุกวันเนาะ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็รู้สึกดี๊ดี
Friday, December 19, 2008
เรื่องดีๆ กับสมองอัจฉริยะ
เพิ่งได้อ่านเมล์ที่ว่าด้วยเรื่องอัจฉริยะสร้างได้
หนึ่งในวิธีการทำให้สมองเราอัจฉริยะ
คือการฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก
เรื่องดี ๆทำให้สมองคิดเชิงบวกพร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา
ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
ฉะนั้นนับแต่นี้ต่อไป ฉันจะบันทึกแต่เรื่องราวดีๆ
1. มื้อเย็นทำต้มจืดไล่หวัดให้แม่กิน
2. พี่โก๋พาไปถ่ายรูปพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แต่มัวแต่ทำต้มจืด เลยไปไม่ทัน
แต่ก็ได้ถ่ายรูปเล่นกันสองคน โรแมนกะติก เก็บสะสมไว้ใช้ทำพรีเซนงานแต่งงาน
L*_*J รักนะ จุ๊บุ จุ๊บุ

Monday, October 20, 2008
ความแตกต่างระหว่างวุ้นเส้นต้มยำกับต้มยำวุ้นเส้น
พี่โก๋ : วันนี้ตัวเองจะกินไร
อิ๊ก : (นิ่งสักพัก) เค้าอยากกินวุ้นเส้นต้มยำ
พี่โก๋ : ซื้อร้านไหนอ่ะ
อิ๊ก : ก็ร้านแสงจันทร์กระจ่างของตัวเองนั่นแหละ (ร้านแสงจันทร์เฉยๆ)
พี่โก๋ : เค้าจะทำได้เหรอ
อิ๊ก : ก็ทำไมจะทำไม่ได้ ในเมื่อเขามีผัดไทวุ้นเส้น ก็แค่เอาไปต้มยำ จะยากตรงไหน
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป พี่โก๋กลับมาพร้อมกล่องข้าวสองกล่อง (เราจะเอากล่องข้าวไปให้ร้านค้าใส่ทุกวัน เพื่อช่วยลดปริมาณขยะและลดโลกร้อน) พร้อมด้วยข้าวเปล่า 1 ถุง
อิ๊ก : กล่องไหนของเค้าอะ
พี่โก๋ : กล่องนี้ไง (พี่โก๋ยื่นกล่องข้าว พร้อมถุงข้าวมาให้)
อิ๊ก : ทำไมต้องมีข้าวด้วยอะ อย่าบอกนะว่าตัวเองเอาต้มยำวุ้นเส้นมาให้เค้า
เค้าอยากกินก๋วยเตี๋ยววุ้นเส้นต้มยำ ไม่ใช่ต้มยำที่ใส่วุ้นเส้น
บรรยากาศในวันนั้นทำให้นึกถึงเพลงข้างล่างนี้
:)
เพลงเจ้าชายรองเท้าแตะ
เด็ดดอกไม้ เสียบปอยผม คลอเคล้าสายลมอ่อนไหว โลกนี้ ไม่มีอะไร สวยงามเกินเธอเลย อยากบอกว่ารักเธอ รักเธอหมดใจ ฉันเลย และสุขใจที่มีเธออยู่ตรงนี้
แค่มีเธอ และมีฉัน ท้องฟ้านั้นเป็นดังวัง เสียงนกที่เราได้ฟังนั้นดังเสียงดนตรี ไม่มีเงิน เหลือเฟือฉันพอใจเท่าที่มี เพียงแค่ฉันมีเธอเหมือนมีทุกสิ่ง
เธอเป็นเจ้าหญิงที่สวมมาลัยดอกไม้ ฉันเป็นเจ้าชายที่สวมรองเท้าแตะ ผู้คนไขว่คว้า เสาะหาเงินทองอย่างไรก็ไม่แคร์ ตราบใดที่ฉันคนนี้ยังมีเธอ
ไม่ร่ำรวย ไม่เรียกร้อง เราสองแค่เดินด้วยกัน โลกนี้ก็เป็นสวรรค์งดงามบนพื้นดิน อยากส่งความรักสื่อหัวใจให้เธอได้ยิน ว่าหมดทั้งหัวใจ ฉันให้เธอ
http://radio.sanook.com/radio/player7/?songID=79236
ปล. เอาเพลงมาใส่หน้าบล๊อกไม่เป็นอะ
อิ๊ก : (นิ่งสักพัก) เค้าอยากกินวุ้นเส้นต้มยำ
พี่โก๋ : ซื้อร้านไหนอ่ะ
อิ๊ก : ก็ร้านแสงจันทร์กระจ่างของตัวเองนั่นแหละ (ร้านแสงจันทร์เฉยๆ)
พี่โก๋ : เค้าจะทำได้เหรอ
อิ๊ก : ก็ทำไมจะทำไม่ได้ ในเมื่อเขามีผัดไทวุ้นเส้น ก็แค่เอาไปต้มยำ จะยากตรงไหน
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป พี่โก๋กลับมาพร้อมกล่องข้าวสองกล่อง (เราจะเอากล่องข้าวไปให้ร้านค้าใส่ทุกวัน เพื่อช่วยลดปริมาณขยะและลดโลกร้อน) พร้อมด้วยข้าวเปล่า 1 ถุง
อิ๊ก : กล่องไหนของเค้าอะ
พี่โก๋ : กล่องนี้ไง (พี่โก๋ยื่นกล่องข้าว พร้อมถุงข้าวมาให้)
อิ๊ก : ทำไมต้องมีข้าวด้วยอะ อย่าบอกนะว่าตัวเองเอาต้มยำวุ้นเส้นมาให้เค้า
เค้าอยากกินก๋วยเตี๋ยววุ้นเส้นต้มยำ ไม่ใช่ต้มยำที่ใส่วุ้นเส้น
บรรยากาศในวันนั้นทำให้นึกถึงเพลงข้างล่างนี้
:)
เพลงเจ้าชายรองเท้าแตะ
เด็ดดอกไม้ เสียบปอยผม คลอเคล้าสายลมอ่อนไหว โลกนี้ ไม่มีอะไร สวยงามเกินเธอเลย อยากบอกว่ารักเธอ รักเธอหมดใจ ฉันเลย และสุขใจที่มีเธออยู่ตรงนี้
แค่มีเธอ และมีฉัน ท้องฟ้านั้นเป็นดังวัง เสียงนกที่เราได้ฟังนั้นดังเสียงดนตรี ไม่มีเงิน เหลือเฟือฉันพอใจเท่าที่มี เพียงแค่ฉันมีเธอเหมือนมีทุกสิ่ง
เธอเป็นเจ้าหญิงที่สวมมาลัยดอกไม้ ฉันเป็นเจ้าชายที่สวมรองเท้าแตะ ผู้คนไขว่คว้า เสาะหาเงินทองอย่างไรก็ไม่แคร์ ตราบใดที่ฉันคนนี้ยังมีเธอ
ไม่ร่ำรวย ไม่เรียกร้อง เราสองแค่เดินด้วยกัน โลกนี้ก็เป็นสวรรค์งดงามบนพื้นดิน อยากส่งความรักสื่อหัวใจให้เธอได้ยิน ว่าหมดทั้งหัวใจ ฉันให้เธอ
http://radio.sanook.com/radio/player7/?songID=79236
ปล. เอาเพลงมาใส่หน้าบล๊อกไม่เป็นอะ
Saturday, October 18, 2008
ทะเลาะกับแม่
แต่ไหนแต่ไรมา ที่ต้องทำเรื่องขัดใจแม่ทุกครั้งที่กลับมาบ้าน
ไม่ว่าจะอยู่เชียงใหม่ ย้ายไปกรุงเทพ แล้วย้ายกลับไปเชียงใหม่
ถ้ากลับมาอยู่บ้านนานเกิน 1 วัน ต้องมีเรื่องขัดใจแม่
สิ่งนั้นแม่เรียกว่าเถียง แต่สำหรับฉัน นั่นคือการให้เหตุผลหรือแสดงความคิดเห็น
ฉะนั้น ตั้งแต่ย้ายกลับมาอยู่บ้าน จึงไม่แปลกเลยที่จะต้องมีเรื่องเถียงและทะเลาะกับแม่
แรกๆ ก็วันเว้นวัน ผ่านไปสักระยะ ฉันก็พยายามปรับตัว หุบปาก ไม่ออกความคิดเห็น
แม้จะพูดกับตัวเองในใจจนลิ้นพันกัน เปลี่ยนจากวันเว้นวันเป็นสัปดาห์ละครั้ง (เป็นอย่างน้อย)
ซึ่งก็มีหลายครั้งที่รู้สึกว่าอยู่ในภาวะที่ไม่อยากจะทน
เพราะแม่ไม่ได้ทำถูกไปทุกเรื่อง
แม่ก็เป็นผู้ใหญ่ที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่จนเกินไป
ซึ่งไม่ได้หมายความผู้ใหญ่จะทำถูกไปซะทุกเรื่อง
และมักจะเหยียดหยามโจมตี ต่อว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
เมื่อดิฉันทำผิดพลาดในเรื่องเล็กน้อย
เรื่องที่คาดไม่ถึง ที่เขาเรียกกันว่าอุบัติเหตุ
ซึ่งมันแปลว่า เรื่องที่หลีกเหลี่ยงไม่ได้ ถ้ารู้ก็คงไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น
เป็นแบบนี้บ่อยครั้ง
ไม่มีสมอง ไม่มีความคิด สองคำนี้ได้ยินบ่อยมากในพักหลังๆ
และล่าสุด "ถ้าแกไม่พอใจที่ฉันใช้แก แกไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ
ถ้าฉันไม่ใช้แกเลย แกจะรู้สึก"
ประโยคนี้ ฉันรู้ว่าแม่พูดออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะแม่รู้ว่า
ฉันจะต้องแคร์แม่มาก หากจะไม่ใช้ฉันทำอะไรต่อมิอะไร
และนั่นก็แปลว่าแม่ก็แคร์ฉันอยู่
แต่แม่ผิด ผิดที่ไม่รู้ใจฉัน ไม่รู้ว่าฉันคิดอะไร
ว่าเหตุผลที่แท้จริงแล้ว ไอ่สิ่งที่แม่ใช้ให้ทำน่ะ ทำไมฉันถึงแสดงออกไปแบบนั้น
ไม่ใช่ว่าไม่เต็มใจ เพียงแต่ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องทำแบบนั้น แบบนี้
เพราะก็มีหลายๆ ครั้งว่าสิ่งที่แม่เรียกว่าเหตุผลน่ะ
มันก็แค่ความเอาแต่ใจของผู้ใหญ่
เฮ้อ อยากกลับไปอยู่เชียงใหม่ โว้ยยยยยย
ไม่ว่าจะอยู่เชียงใหม่ ย้ายไปกรุงเทพ แล้วย้ายกลับไปเชียงใหม่
ถ้ากลับมาอยู่บ้านนานเกิน 1 วัน ต้องมีเรื่องขัดใจแม่
สิ่งนั้นแม่เรียกว่าเถียง แต่สำหรับฉัน นั่นคือการให้เหตุผลหรือแสดงความคิดเห็น
ฉะนั้น ตั้งแต่ย้ายกลับมาอยู่บ้าน จึงไม่แปลกเลยที่จะต้องมีเรื่องเถียงและทะเลาะกับแม่
แรกๆ ก็วันเว้นวัน ผ่านไปสักระยะ ฉันก็พยายามปรับตัว หุบปาก ไม่ออกความคิดเห็น
แม้จะพูดกับตัวเองในใจจนลิ้นพันกัน เปลี่ยนจากวันเว้นวันเป็นสัปดาห์ละครั้ง (เป็นอย่างน้อย)
ซึ่งก็มีหลายครั้งที่รู้สึกว่าอยู่ในภาวะที่ไม่อยากจะทน
เพราะแม่ไม่ได้ทำถูกไปทุกเรื่อง
แม่ก็เป็นผู้ใหญ่ที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่จนเกินไป
ซึ่งไม่ได้หมายความผู้ใหญ่จะทำถูกไปซะทุกเรื่อง
และมักจะเหยียดหยามโจมตี ต่อว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
เมื่อดิฉันทำผิดพลาดในเรื่องเล็กน้อย
เรื่องที่คาดไม่ถึง ที่เขาเรียกกันว่าอุบัติเหตุ
ซึ่งมันแปลว่า เรื่องที่หลีกเหลี่ยงไม่ได้ ถ้ารู้ก็คงไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น
เป็นแบบนี้บ่อยครั้ง
ไม่มีสมอง ไม่มีความคิด สองคำนี้ได้ยินบ่อยมากในพักหลังๆ
และล่าสุด "ถ้าแกไม่พอใจที่ฉันใช้แก แกไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ
ถ้าฉันไม่ใช้แกเลย แกจะรู้สึก"
ประโยคนี้ ฉันรู้ว่าแม่พูดออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะแม่รู้ว่า
ฉันจะต้องแคร์แม่มาก หากจะไม่ใช้ฉันทำอะไรต่อมิอะไร
และนั่นก็แปลว่าแม่ก็แคร์ฉันอยู่
แต่แม่ผิด ผิดที่ไม่รู้ใจฉัน ไม่รู้ว่าฉันคิดอะไร
ว่าเหตุผลที่แท้จริงแล้ว ไอ่สิ่งที่แม่ใช้ให้ทำน่ะ ทำไมฉันถึงแสดงออกไปแบบนั้น
ไม่ใช่ว่าไม่เต็มใจ เพียงแต่ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องทำแบบนั้น แบบนี้
เพราะก็มีหลายๆ ครั้งว่าสิ่งที่แม่เรียกว่าเหตุผลน่ะ
มันก็แค่ความเอาแต่ใจของผู้ใหญ่
เฮ้อ อยากกลับไปอยู่เชียงใหม่ โว้ยยยยยย
Sunday, October 05, 2008
The last war with my fat (Day 1)
ขอประกาศว่านี่จะเป็นสงครามครั้งสุดท้ายกับการพิชิตไขมันที่หยดย้อยตามพื้นที่ต่างๆ ของร่างกาย
วันนี้ได้ฤกษ์ดีพี่โก๋ เอาอกเอาใจเป็นพิเศษชวนไปวิ่งออกกำลังกายที่อุทยานฯ
ขับรถป๊อปต๊อกๆ กันไปสองคน เริ่มต้นด้วยการวอร์มเล็กน้อย แล้วก็เริ่มวิ่งออกจากจุดสตาร์ท
ไปได้ติ๊ดหนึ่ง ก็หอบล่ะ เดินดีกว่า เดินไปอีกนิด พี่โก๋ก็ดึงมือให้วิ่งต่อ
วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง แล้วก็หอบ หอบ หอบ บวกกับจุก จุก
ก็เลยเดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน แล้วก็วิ่ง วิ่ง
จนวนกลับมาที่เดิม
เป็นอันว่าเสร็จสิ้นพิธีการ ณ อุทยานฯ
พี่โก๋มั่นอกมั่นใจว่าเวลาทั้งหมด 30 นาที
จึงไปขี่มอเตอร์ไซด์ป๊อปต๊อกๆ วนเล่นชมวิวรอบอุทยานฯ
กลับมาถึงบ้าน กลายเป็นว่ารวมเวลาทั้งไปและกลับ
แค่ 30 นาที ก็เท่ากับว่าเราใช้เวลาออกกำลังกายไปแค่ 10 นาที เท่านั้นเอง (เหรอเนี้ย)
มาถึงปุ๊บ พ่อก็ถามทันทีว่า แกไปทำไรมา (น้ำเสียงประชด ประมาณว่าไปแค่แป๊บเดียวเอง)
ก็เลยแล่นแบดกันต่อแถวบ้าน เล่นจนลูกขนไก่ราคาถูกพังไปหนึ่งลูก
ก็มาซิทอัพอีก
ว้าว วันนี้คุณทำได้ดีจริงๆ ซาร่า
วันนี้ได้ฤกษ์ดีพี่โก๋ เอาอกเอาใจเป็นพิเศษชวนไปวิ่งออกกำลังกายที่อุทยานฯ
ขับรถป๊อปต๊อกๆ กันไปสองคน เริ่มต้นด้วยการวอร์มเล็กน้อย แล้วก็เริ่มวิ่งออกจากจุดสตาร์ท
ไปได้ติ๊ดหนึ่ง ก็หอบล่ะ เดินดีกว่า เดินไปอีกนิด พี่โก๋ก็ดึงมือให้วิ่งต่อ
วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง แล้วก็หอบ หอบ หอบ บวกกับจุก จุก
ก็เลยเดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดิน แล้วก็วิ่ง วิ่ง
จนวนกลับมาที่เดิม
เป็นอันว่าเสร็จสิ้นพิธีการ ณ อุทยานฯ
พี่โก๋มั่นอกมั่นใจว่าเวลาทั้งหมด 30 นาที
จึงไปขี่มอเตอร์ไซด์ป๊อปต๊อกๆ วนเล่นชมวิวรอบอุทยานฯ
กลับมาถึงบ้าน กลายเป็นว่ารวมเวลาทั้งไปและกลับ
แค่ 30 นาที ก็เท่ากับว่าเราใช้เวลาออกกำลังกายไปแค่ 10 นาที เท่านั้นเอง (เหรอเนี้ย)
มาถึงปุ๊บ พ่อก็ถามทันทีว่า แกไปทำไรมา (น้ำเสียงประชด ประมาณว่าไปแค่แป๊บเดียวเอง)
ก็เลยแล่นแบดกันต่อแถวบ้าน เล่นจนลูกขนไก่ราคาถูกพังไปหนึ่งลูก
ก็มาซิทอัพอีก
ว้าว วันนี้คุณทำได้ดีจริงๆ ซาร่า
Monday, September 29, 2008
น้ำตาไหล
บางทีเรื่องราวเก่าๆ ก็หวนกลับมาทำให้น้ำตาไหลได้เหมือนกัน
เพราะว่าความเจ็บปวดอาจจะจางไป แต่ความทรงจำไม่เคยจางหาย
การที่เรามีความรักให้ใครคนหนึ่งแต่ไม่สมหวัง จึงทดท้อ หมดแรง
แต่เมื่อเจอใครอีกคนหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดความรักครั้งใหม่
ความรักครั้งเก่าที่เคยเจ็บปวดอย่างเข้มข้น จึงจางลงไป
แต่ก็ไม่เคยหมดรัก
ฉันเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง ความรักไม่เคยหายไปไหน
ถ้าเปรียบเป็นสสาร มันก็แค่แปรเปลี่ยนสภาพไปเท่านั้น
เหมือนน้ำ ที่ระเหยกลายเป็นไอในอากาศ รอวันที่จะกลั้นตัวใหม่
ตกลงมาเป็นน้ำฝน
ความรักครั้งเก่าของฉันก็เหมือนกันที่วันนี้กลั้นมาเป็นน้ำตา
แห่งความเศร้า เมื่อนึกย้อนไปถึงมัน
เคยมีคนบอกว่า "ถ้าเรายังร้องไห้ให้กับความรักเก่า ก็แปลว่าเรายังรักเขาอยู่"
แต่ในวันนี้ต่างจากวันก่อนๆ เพราะฉันมีความรักครั้งใหม่แล้ว
มีคนที่อยู่เคียงข้างตลอดมา คนที่ทำให้ฉันไม่ต้องกินข้าวคนเดียวอีกต่อไป
ไม่เคยกินข้าวคนเดียวสักครั้งเลยจริงๆ ตั้งแต่ยอมรับเขาเข้ามาในชีวิต
ไม่มีอะไรหรอก แค่ดูหนังเศร้า แต่ความรู้สึกยังไม่จบไปตามหนัง
เพลงประกอบก็ทำให้หัวใจได้หยุดชะงัก นึกเรื่องราวเก่าๆ แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเท่านั้นเอง
เพลง ในร้านกาแฟ --- ญารินดา
http://radio.sanook.com/radio/player7/?songID=75667
เพราะว่าความเจ็บปวดอาจจะจางไป แต่ความทรงจำไม่เคยจางหาย
การที่เรามีความรักให้ใครคนหนึ่งแต่ไม่สมหวัง จึงทดท้อ หมดแรง
แต่เมื่อเจอใครอีกคนหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดความรักครั้งใหม่
ความรักครั้งเก่าที่เคยเจ็บปวดอย่างเข้มข้น จึงจางลงไป
แต่ก็ไม่เคยหมดรัก
ฉันเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง ความรักไม่เคยหายไปไหน
ถ้าเปรียบเป็นสสาร มันก็แค่แปรเปลี่ยนสภาพไปเท่านั้น
เหมือนน้ำ ที่ระเหยกลายเป็นไอในอากาศ รอวันที่จะกลั้นตัวใหม่
ตกลงมาเป็นน้ำฝน
ความรักครั้งเก่าของฉันก็เหมือนกันที่วันนี้กลั้นมาเป็นน้ำตา
แห่งความเศร้า เมื่อนึกย้อนไปถึงมัน
เคยมีคนบอกว่า "ถ้าเรายังร้องไห้ให้กับความรักเก่า ก็แปลว่าเรายังรักเขาอยู่"
แต่ในวันนี้ต่างจากวันก่อนๆ เพราะฉันมีความรักครั้งใหม่แล้ว
มีคนที่อยู่เคียงข้างตลอดมา คนที่ทำให้ฉันไม่ต้องกินข้าวคนเดียวอีกต่อไป
ไม่เคยกินข้าวคนเดียวสักครั้งเลยจริงๆ ตั้งแต่ยอมรับเขาเข้ามาในชีวิต
ไม่มีอะไรหรอก แค่ดูหนังเศร้า แต่ความรู้สึกยังไม่จบไปตามหนัง
เพลงประกอบก็ทำให้หัวใจได้หยุดชะงัก นึกเรื่องราวเก่าๆ แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเท่านั้นเอง
เพลง ในร้านกาแฟ --- ญารินดา
http://radio.sanook.com/radio/player7/?songID=75667
Saturday, July 19, 2008
เรื่องใดควรลืมก็น่าจะลืม ไม่ควรรื้อฟื้น
เมื่อสองวันก่อนมีช่วงเวลาว่างๆ ที่ไม่รู้จะทำอะไร
เลยเข้าไปดูเวบบอร์ดในเวบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เข้าไปนานมากแล้ว
และคำว่าโลกมันกลม ยังคงเกิดขึ้นกับเราเสมอ
เข้าไปเจอคนๆ หนึ่ง ในเวบบอร์ดนั้น
แล้วก็ได้อ่านกระทู้ของเขา มันบ้าบอสิ้นดี
อ่านแล้วรู้สึกแย่
ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้ กลับกลายเป็นความไม่ไว้ใจ
เรื่องใดในอดีตที่ผ่านมานานถึง 7 ปีแล้ว
เขาก็ไม่ควรจะรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก
เพราะสิ่งที่เขาทำในอดีตมันก็เลวร้ายมากพอแล้ว
จะสร้างความชั่วร้ายให้เกิดขึ้นอีกทำไม
โลกมันกลมอย่างโหดร้ายแหะ สำหรับฉันกับเขา
ฉันมักจะได้เจอกับเขา ในเวลาที่ไม่อยากเจอ
และดันไปเจอเรื่องราวที่เขาโพสต์ไว้ในกระทู้
ที่อ่านแล้ว ไม่สบอารมณ์ ให้ตายดิ
ทำไมพระเจ้าชื่อจอร์จ ถึงทำให้เรามาเจอกันในความจริงอยู่ร่ำไป
ทั้งที่ฉันกับเขาในความฝัน มันอยู่ในช่องว่างที่เหมาะสมมากๆ
เลยเข้าไปดูเวบบอร์ดในเวบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เข้าไปนานมากแล้ว
และคำว่าโลกมันกลม ยังคงเกิดขึ้นกับเราเสมอ
เข้าไปเจอคนๆ หนึ่ง ในเวบบอร์ดนั้น
แล้วก็ได้อ่านกระทู้ของเขา มันบ้าบอสิ้นดี
อ่านแล้วรู้สึกแย่
ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้ กลับกลายเป็นความไม่ไว้ใจ
เรื่องใดในอดีตที่ผ่านมานานถึง 7 ปีแล้ว
เขาก็ไม่ควรจะรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก
เพราะสิ่งที่เขาทำในอดีตมันก็เลวร้ายมากพอแล้ว
จะสร้างความชั่วร้ายให้เกิดขึ้นอีกทำไม
โลกมันกลมอย่างโหดร้ายแหะ สำหรับฉันกับเขา
ฉันมักจะได้เจอกับเขา ในเวลาที่ไม่อยากเจอ
และดันไปเจอเรื่องราวที่เขาโพสต์ไว้ในกระทู้
ที่อ่านแล้ว ไม่สบอารมณ์ ให้ตายดิ
ทำไมพระเจ้าชื่อจอร์จ ถึงทำให้เรามาเจอกันในความจริงอยู่ร่ำไป
ทั้งที่ฉันกับเขาในความฝัน มันอยู่ในช่องว่างที่เหมาะสมมากๆ
Monday, June 09, 2008
ว่างเปล่า เบาโหว่ง
(อยู่ๆ ก็โพสต์ข้อความไม่ได้ ลองใหม่อีกที)
รู้สึกว่างเปล่า เบาโหว่ง
พอหลับตาก็มองเห็นภาพศิลปะ
เป็นภาพวาดลายเส้นสีดำบนพื้นสีขาว
เป็นรูปม้า ภูเขา และวงกลมซ้อนกันไปมา
สวยดี
นานแค่ไหนแล้วที่ไมได้วาดภาพอะไรเรื่อยเปื่อย
ดีเหมือนกันที่สามารถวาดภาพตอนหลับตาได้
แถมยังคิดว่าสวยอีกต่างหาก
แต่ก็ไม่รู้ว่าไอ่อาการว่างเปล่า เบาโหว่งนี้ มันดีหรือเปล่า
เพราะมันเกิดจากการคิดอะไรไม่ออก
แล้วอยากหยุดคิด แล้วมันก็หยุดคิดเรื่องนั้นไปชั่วขณะ
อย่างที่เขาว่าไว้ งานศิลปะมักเกิดจากแรงบันดาลใจภายในจิต
ตอนที่เศร้าหม่นหมอง สับสน
เพราะสำหรับเราแล้ว มักจะวาดภาพได้ดีตอนที่เศร้าอกหัก
ตอนมีความสุข ก็หาได้เกิดงานศิลป์ดีๆ สักชิ้น
รู้สึกว่างเปล่า เบาโหว่ง
พอหลับตาก็มองเห็นภาพศิลปะ
เป็นภาพวาดลายเส้นสีดำบนพื้นสีขาว
เป็นรูปม้า ภูเขา และวงกลมซ้อนกันไปมา
สวยดี
นานแค่ไหนแล้วที่ไมได้วาดภาพอะไรเรื่อยเปื่อย
ดีเหมือนกันที่สามารถวาดภาพตอนหลับตาได้
แถมยังคิดว่าสวยอีกต่างหาก
แต่ก็ไม่รู้ว่าไอ่อาการว่างเปล่า เบาโหว่งนี้ มันดีหรือเปล่า
เพราะมันเกิดจากการคิดอะไรไม่ออก
แล้วอยากหยุดคิด แล้วมันก็หยุดคิดเรื่องนั้นไปชั่วขณะ
อย่างที่เขาว่าไว้ งานศิลปะมักเกิดจากแรงบันดาลใจภายในจิต
ตอนที่เศร้าหม่นหมอง สับสน
เพราะสำหรับเราแล้ว มักจะวาดภาพได้ดีตอนที่เศร้าอกหัก
ตอนมีความสุข ก็หาได้เกิดงานศิลป์ดีๆ สักชิ้น
Saturday, May 10, 2008
ผู้ใหญ่วัยทำงาน
นานมาแล้วที่โดนเฮียนพกับพี่เจงถามอยู่บ่อยครั้งว่า.....
"เมื่อไหร่จะเป็นผู้ใหญ่สักที"
ฉันไม่เข้าใจหรอกว่าคำว่าผู้ใหญ่จะต้องเป็นอย่างไร
ตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจแล้วนะ คิดว่าตัวเองกำลังเป็นโรคผู้ใหญ่อยู่
แต่คงยังไม่ถึงระยะสุดท้ายหรอก อาจจะแค่เริ่มต้น
มันอยากจริงๆ เลยนะ กับการที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกโดยมีเจ้าโรคผู้ใหญ่นี้ติดตัวอยู่
ฉันต้องทำงานของครอบครัว รับผิดชอบชีวิตคนในครอบครัว
และแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภายในบ้านทั้งหมด
ฉันพยายามจะทำทุกอย่างให้ดี โดยที่ไม่ทำอะไรมากแต่ปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามที่มันควรจะเป็น
ปล. หลายๆ ครั้ง ฉันก็ดื้อต่อสู้กับโรคผู้ใหญ่ แต่หวังว่าการนอนตื่นสายคงไม่ใช่โรคเด็กหรอกนะ
"เมื่อไหร่จะเป็นผู้ใหญ่สักที"
ฉันไม่เข้าใจหรอกว่าคำว่าผู้ใหญ่จะต้องเป็นอย่างไร
ตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจแล้วนะ คิดว่าตัวเองกำลังเป็นโรคผู้ใหญ่อยู่
แต่คงยังไม่ถึงระยะสุดท้ายหรอก อาจจะแค่เริ่มต้น
มันอยากจริงๆ เลยนะ กับการที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกโดยมีเจ้าโรคผู้ใหญ่นี้ติดตัวอยู่
ฉันต้องทำงานของครอบครัว รับผิดชอบชีวิตคนในครอบครัว
และแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภายในบ้านทั้งหมด
ฉันพยายามจะทำทุกอย่างให้ดี โดยที่ไม่ทำอะไรมากแต่ปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามที่มันควรจะเป็น
ปล. หลายๆ ครั้ง ฉันก็ดื้อต่อสู้กับโรคผู้ใหญ่ แต่หวังว่าการนอนตื่นสายคงไม่ใช่โรคเด็กหรอกนะ
Tuesday, February 05, 2008
เวียดนาม non stop ตอนที่ 3










เมื่อแท็กซี่พยายามอธิบายว่าเหตุใดเราจึงต้องรถจากรถ เราก็กรูกันออกมาแบบงงๆ คนขับก็ชี้ทางให้เราเดินไป เราเลยยิ่งงงกันไปใหญ่ เพราะพี่ท่านพูดภาษาเวียดนาม แถมทางที่ชี้ไป เห็นแต่ผู้คนยืนเบียดเสียดกันอยู่ เลยไม่รู้จะฝ่าฝูงชนไปอย่างไร แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของอาพัต ซึ่งให้ไกด์เขียนแผนที่ไว้แล้ว พร้อมตัวหนังสือภาษาเวียดนาม แต่ว่า เป็นแผนที่บอกทางกลับโรงแรม ซึ่งเริ่มต้นที่ไนท์มาร์เก็ต แต่ก็ไม่พลาดความช่างสังเกตของอิ๊กไปด้วย เพราะก่อนที่เราจะไปถึงร้านอาหาร เราก็ผ่านทางนี้ แต่ตอนนั้นยังไม่กั้นถนน ซึ่งไกด์ได้ชี้ทางให้เราดูแล้ว ฉะนั้น อิ๊กจึงพอจำทางได้เพียงลางเลือน จึงได้เดินสุ่มจำกลุ่มกันไป ก็ยังไม่เจอตลาดสักที คนก็เยอะ แถมยังมีคนจูงรถจักรยานกับมอเตอร์ไซด์มาเบียดอีก อยากจะถามทาง แต่ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง เพราะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่แล้ว บุพเพก็อาละวาดให้อิ๊กประทับใจในหนุ่มเวียดนามหน้าตาคมสัน ผิวขาว คนหนึ่ง Can you speak Englisgh? อิ๊กถามไป ชายผู้นั้นตอบว่า NO แต่เรายังตื้อไม่เลิก ยื่นแผนที่ให้ดู ชี้ไปที่ตลาด ซึ่งคงจะมีคำเวียดนามติดอยู่มั้ง ชายผู้นั้นจึงชี้ทางให้ พูดภาษาอังกฤษแบบปลาๆ ปูว่า turn left ทั้งที่ชี้ไปทางขวา ที่จริงแกคงงงมั้ง เพราะแกหันหน้ามาทางเรา ฉะนั้น ขวากับซ้ายเลยอยู่กันคนละข้าง
แล้วพวกเราก็เสี่ยงตายด้วยการวิ่งข้ามถนนขนาดกว้างตามฝูงชนชาวเวียดนามไปด้วยความตื่นเต้น เนื่องจากว่าจุดนี้ไม่มีไฟสัญญาณกับเสียงกบเหมือนที่หน้ามอที่จะบอกว่าข้ามได้ เพราะรถหยุด แต่ก็อย่างที่อธบายไป รถที่เวียดนามไม่มีวันจอดบนท้องถนน อันแน่ ชายคนนั้นวิ่งตามเรามา สะกิดหัวไหล่ แล้วชี้ทาง พอเดินไปได้สักพัก เขาก็มาสะกิดแล้วชี้ทางอีกรอบ สงสัยติดใจสาวไทยร่างท้วมดั้งแม่บอย่างเรา 555
ตลาดไนท์มาร์เก็ตที่นี่ มีความยาวประมาณสามช่วงถนน เทียบเท่ากับถนนคนเดินเชียงใหม่ 4 ด้านรวมกัน และก็ไม่เหมือนไนท์บาร์ซ่าด้วย เพราะไม่ค่อยมีของที่ระลึกแบบเวียดน๊ามเวียดนามสักเท่าไหร่ มีแต่สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ทั่วไป ลองถามราคาดูแล้ว ก็ไม่แพงนะ เพราะที่เวียดนามมีโรงงานผลิตหลายแห่ง แถมแต่ละแบบสวยๆ หรูๆ ทั้งนั้น ด้วยความเหนื่อย และหนักของกล้อง อิ๊กกับโก๋จึงไม่ได้ซื้ออะไร และอิ๊กยังโยนสัมภาระกระเป๋ากล้องให้พี่โก๋ถืออีกต่างหาก เลยต้องซื้อแว่นตาเสือใหญ่ให้พี่โก๋เป็นรางวัล
หลังจากที่สมาชิกทัวร์แยกย้ายกันจับจ่าย ทุกคนก็มาพร้อมเพรียงกันนะจุดนัดหมาย เพื่อมุ่งหน้ากลับที่พัก ความตื่นเต้นก็บังเกิดอีกหน รีบควักแผนที่ออกมาดู แต่ไม่เห็นชื่อถนนเหมือนที่เขียนไว้ จึงยื่นให้แม่ค้าดู แล้วช่วยชี้ทางกลับโรงแรม เราก็เดินๆ กันไป ผู้คนบางตาแล้ว เพราะไม่ใช่ย่านไนท์มาร์เก็ตแล้ว เดินไปเรื่อยๆ อาพัตก็จำทางได้ว่า เพิ่งมาเดินเล่นเมื่อคืน และมองเห็นโรงแรมอยู่ลิบๆ เราจึงเสี่ยงชีวิตข้ามถนนอีกครั้ง อาพัตและเพื่อนๆ ร้องหวี้ดๆ อยู่ด้านหลัง เพราะมีมอเตอร์ไซด์เลี้ยวโค้งมาแบบไม่เบรก แต่นะ ฮิปโปกับยีราฟตัวดำจับมือกันอยู่กลางถนน ยังไงก็ต้องเห็นเนาะ
เช้าแล้ววันใหม่กินอาหารเช้าที่โรงแรมจนพุงกาง แล้วก็รีบลงไปหาไกด์ที่มารับแต่เช้า ซึ่งเราก็สายได้ทุกวัน ก็มันกินได้จุเป็นพิเศษนี่นา วันนี้ได้ไปทัวร์รอบเมืองฮานอย เริ่มจากที่แรก เป็นวัดซึ่งชาวเวียดนามให้ความเคารพกับเทพเจ้าในวัดมาก เป็นองค์พระขนาดใหญ่มากทำจากทองเหลืองหนักตั้งสี่พันตัน รูปหน้าเหลี่ยม หน้าผากกว้าง ซึ่งเขาบอกว่า เนี้ยแหละโหง้วเฮงดีสุด เป็นผู้มีบุญญาธิการและมีพลังอำนาจมาก (หน้าเหมือนทักษิณมาก ขอบอก) ออกจากวัดเราก็เดินเรียบไปตามทะเลสาบกลางเมืองฮานอย บรรยากาศดีมาก ลมพัดโชยเย็นจับใจ มีฝนโปรยปอยเล็กๆ ลงมาเป็นช่วงๆ จากทะเลสาบก็ไปถึงวัดที่เป็นเกาะกลางทะเลสาบ มีประวัติมากมาย แต่เราจำไม่ได้แหะ อีกอย่างไกด์อธิบายอะไร ก็ไม่ค่อยฟังแล้ว อยากเดินเล่น ถ่ายรูปมากกว่า จากวัดนี้ก็ไปอีกวัดหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญมากอีกเช่นกัน เรียกว่า วิหารวรรณกรรม มีประวัติว่าเคยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก โดยมีชื่อบัณฑิตที่จบการศึกษาจารึกบนแผ่นหินที่อยู่บนหลังเตาหินตัวใหญ่มาก
ที่วัดนี้งอนกับพี่โก๋เล็กน้อย เลยถ่ายรูปมาไม่เยอะ ทั้งที่สวยมาก ไปดีกันอีกทีที่จัตุรัสบาดิน ซึ่งบังเอิญว่าเป็นวันจันทร์ ปิดทำการห้ามเข้าชม มีทหารยามยืนตัวแข็งเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู แต่เราสามารถเข้าไปเดินด้อมๆ มองๆ ที่พิพิธภัณฑ์ของท่านเหมาได้ ซึ่งกว้างมาก ตึกอาคารก็สวย ที่จริงท่านเหมามีปราสาทหลังเบ้อเริ่มเทิ่ม แต่เหงาจับจิต เนื่องจากไม่มีหญิงข้างกาย อายุอานามก็มากโข จึงไปสร้างบ้านใหม่หลังน้อยนิดพอน่ารักอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน มีเพียงสามห้องเท่านั้น คือ ห้องนอน ห้องทำงานและห้องน้ำ ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นล่างเป็นที่นั่งเล่นแบบเปิดโล่ง บรรยากาศดีมาก แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู เพราะว่าคนเยอะมาก นักท่องเที่ยวล้นหลาม เดินตามกันเป็นทิวแถวเชียว ออกจากสถานที่ของผู้ทรงอำนาจ ก็ได้เวลาบุฟเฟ่ต์อาหารเวียดนาม เอ้า ลุย เชิญทานของจืดกันได้แล้นนนนนน
หลังจากมื้อเที่ยงก็ได้เวลาอันแสนตื่นเต้น Cyclo ทัวร์ นั่งรถสามล้อถีบชมวิวเมือง ตอนแรกว่าจะนั่งสองคนกับพี่โก๋คันเดียว แต่ไกด์บอกว่า you are so big แปลว่าแกสองตัวอ้วน ฉะนั้น เลยต้องแยกกันนั่ง ไม่งั้นคงต้องติ๊บให้คนถีบสามล้อสามเท่าแหงมๆ ไกด์บอกว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากที่ต้องติ๊บให้คนถีบสามล้ออีกต่างหากนอกจากค่าจ้างพาทัวร์แล้ว เราจึงต้องจ่ายกันไปอีกคนละสองพันด็อง ขอคอมเม้นท์นิดนึงว่า นั่งรถสามล้อแบบนี้สนุกแค่ตอนแรกแป๊บเดียวเอง นานไปชักเวียนหัว ทั้งกลิ่นควันรถและรถราที่วิ่งไม่ยอมหยุด เสี่ยงชีวิตกันพอสมควร ก็ได้ไปดูหุ่นกระบอกน้ำ ซึ่งก็คิดว่าสนุกนะ โดยมาเป็นการเล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่และนิยายปรัมปราของเวียดนาม เพียงแต่ว่าเขาพากย์เป็นภาษาเวียดนาม หลายคนก็เลยได้งีบชั่วขณะหนึ่งในห้องแอร์แสนสบายนั้น ที่นี่ เราได้เจอคนไทยมากมาย ซึ่งก็คงเหมาทัวร์ไปเที่ยวแบบเดียวกัน
และแล้วก็สิ้นสุดการท่องเที่ยว รวมค่าใช้จ่ายดังนี้
ค่าเครื่องบิน 3172.67 บาท ค่าที่พักโรงแรมสี่ดาว ที่ Anise Hotel 2 คืน 1900บาท / คืน ค่าทัวร์ 2200 บาท
และค่าอาหารมื้อต่างๆ อีกไม่มาก แลกดอลร์ล่าไปยังสามพันบาทยังเหลือกลับมาเลยจ้า
สวัสดีเวียดนาม
Wednesday, January 30, 2008
Subscribe to:
Posts (Atom)
