Thursday, January 12, 2006

ฤ จะต้องเดินไปคนเดียวจนแก่เฒ่า

เมื่อวานหลังจากเลิกงาน ก็ไปทำธุระเรื่องพรีเซนต์งานแต่ง
ให้พี่เจี๊ยบพี่ทุย ที่บ้านหลิน
เสร็จธุระประมาณเกือบ 2 ทุ่ม ไม่รู้จะกินอะไรดี

เลยโทรถามพี่ฮัทว่าแถววิทยาลัยนาฏศิลป์
มีอะไรน่ากินบ้างไหม กะว่าจะชวนพี่ฮัทไปหาไรกิน

แต่เวลาป่านนั้น พี่ฮัทคงกินข้าวที่บ้านไปแล้ว
ร้านที่พี่ฮัทแนะนำมาก็ไม่โดนใจเลยสักที่
อย่างเช่น เต้ยติ่มซำ สเต๊คบุฟเฟ่ต์ จะให้ไปนั่งกินคนเดียว คงอร่อยแย่เลย
สรุปว่ามาสะดุดที่ ซ.สเต๊ค แถวสวนสุขภาพ เพราะเป็นทางผ่านกลับบ้าน 700 ปี พอดี
ขับรถมาเลยๆ แวะร้านดาวสักนิดหนึ่ง เริ่มเปลี่ยนใจ ไม่หิวมากเท่าไหร่แล้ว
อยากกินขนมจีบรถเข็นหน้าร้านดาว แต่คนขายหายไปไหนไม่รู้
เช่าหนังสือมาได้หนึ่งเล่ม ชื่อ นิทานข้าวเปลือกกับหมาเก้าหาง (ถ้าจำไม่ผิด)
เดินกลับไปที่รถ ซึ่งจอดไว้ที่หน้าศูนย์วัฒนธรรมชาวเขา ข้างวัดสวนดอก
เห็นผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เดินถือหนังสือไปที่รถเช่นกัน
จำได้ว่า เขาเพิ่งออกมาจากร้านดาว
เริ่มรู้สึกในใจ "ฤ เราจะเป็นเช่นเขา เดินดุ่มคนเดียวจนแก่"
เฮ้อ ความเหงา เริ่มเข้าครอบงำ
นึกถึงเพื่อนๆ ชมรม เพราะเพื่อนเมเจอร์ก็ไม่ค่อยได้คบใคร
มีอิ๊ดคนเดียว ก็ดันผิดใจกันด้วยเรื่องผู้ชายโรยโท่ยคนหนึ่ง
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราคงไม่ยอมให้เพื่อนเข้าใจผิดถึงขั้นนั้น

เพื่อนๆ ชมรมที่รัก ทั้งหลาย ก็แยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิต
องอาจ อยู่สระบุรี ยังคงทุกข์ใจเรื่องหัวใจไม่คลาย
หญิง ไปอ้วนอยู่อเมริกากับหวานใจ
เอดำ มีครอบครัวพร้อมลูกชายที่กทม.
โม่ง หลงภรรยา ลืมเพื่อนแล้วไย ที่เชียงราย
ปุ้ม ไปร่าเริงเสียงดังที่กทม.
เขียน ไปเป็นช่างภาพไฉไลที่กทม.
จุล เปลี่ยนแฟนไม่ซ้ำหน้า เจอกันแล้วไม่กล้าทัก
ท๊อป มีเพื่อน/แฟน ตัวติดกันยังกับตังเม
บอล ยังหลงเมืองกรุง แต่ร่ำๆ ว่าจะกลับมาสู่ขุนเขา
แอ๊ว จากกันไปนานไม่มีทางหวนกลับ
ชิน ไม่รู้ข่าวคราว ไม่ทราบว่าอยู่หนใด

เฮ้อ ไฉนเลย ข้าพเจ้าจึงไม่มีเพื่อนสักคนที่รู้ใจ จริงใจ อยู่ร่วมเผชิญทุกข์สุขด้วยกันเลย


1 comment:

Chisel and Loom said...

ไหน...ใครบอกว่าเราอ้วน...
หา...บ้าที่สุด....แค่น้ำหนักขึ้นนิดหน่อยเด๋วก็ลด
แง....