Tuesday, January 31, 2006

กิ๊ก

นับจากนี้อีกไม่กี่วัน จะทำงานหัวโต อีกแล้ว
ท่าทางว่าจะไม่มีวันหยุดเลยติดต่อกันหลายสัปดาห์
แต่ก็จะได้มีวันหยุดชดเชย เก็บไว้
เอาไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว
วันหยุดชดเชยเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่จริงก็ใช้ไปแล้ว
แต่คนคิดเงินเดือน ลืมคำนวณให้ แล้วไปหักตังค์แทน
เดือนนี้เราเลยโดนหักไป 1,300 บาท
น่าซีดเลยอะ ตั้งใจว่าจะเอาเงินไปทำรถให้ดีๆ สักหน่อย
สงสัยคงต้องโทรหา papa ซะแล้ว
แม่บอกว่า ให้รีบขอเงินพ่อ ถ้ามัวเกรงใจไม่ขอ
พ่อก็จะเอาไปให้กิ๊กต่างจังหวัดหมด

ทำไมพ่อต้องมีกิ๊กด้วย โชคดีที่แม่เข้าใจ ไม่ว่าอะไร
แม่บอกว่า เป็นความสุขของพ่อ อยากมีก็มีไป
แต่อย่าให้เบียดเบียนครอบครัว อย่าให้ต้องขัดสนเดือดร้อน
และพ่อต้องให้เงินแม่ทุกเดือน

การมีกิ๊กมีเมียน้อย เป็นเรื่องปกติของชายวัยกลางคน
ที่มีพร้อมทุกอย่างแล้วใช่ไหม เลยไม่ดิ้นรนไขว่คว้าอะไรอีก
เคยถามพี่... ว่า พี่จะมีเมียน้อยไหม เมื่อถึงวัยนั้น
เขาตอบว่า ไม่แน่ใจเหมือนกัน ไม่ค่อยไว้ใจตัวเอง
อาจจะมีก็ได้ 555


ใกล้จะถึงวาเลนไทน์แล้วสิ อีก 10 กว่าวัน
ไม่ชอบเลย

Wednesday, January 25, 2006

งดเสพย์เพลงเศร้า


งดเสพย์เพลงเศร้า 3 เดือน

ผลการสอบออกมาแล้ว รอเขาอยู่เต็มวัน กว่าจะมีเวลาได้คุยกัน
แต่พอเจอหน้า กลับพูดไม่ออก จึงกลับมาที่รถ แล้วโทรไปถามเขา
คำตอบเป็นไปตามที่คิดไว้ ไม่ผิดหวังกับคำตอบ

คืนนั้นฉันเศร้าพอแล้ว น้ำตาไหลออกมาบีบหัวใจ เหมือนมันจะหยุดเต้น
แต่ดีทีได้อ้อมอกอุ่นๆ จากน้องโบอิ้ง
รวมทั้งได้คำพูดปลอบใจจากเขาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสาม
เขาเป็นคนที่ทำให้ฉันร้องไห้ราวกับว่าจะขาดใจ
แต่เขาก็เป็นคนที่ปลอบฉันให้หยุดร้องไห้ได้สนิท
หลงเหลือแต่เพียงอาการปวดหัว และปวดตาที่บวมเป็นลูกมะนาวฝรั่ง

เช้ามา อาการเศร้ายังหลงเหลือ โบอิ้งมาปลุกให้ไปกินข้าว
ฉันแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำ แล้วก็ปล่อยตัวให้โบอิ้งลากไปไหนมาไหน
จนบ่ายกว่าๆ ความเศร้ายังครอบคลุมพื้นที่หัวใจจนล่วงมาถึงเช้าอีกวันหนึ่ง

มีคำพูดจากใครหลายคน ที่ทำให้ได้คิด ได้รู้สึกดี
จนวันนี้ ฉันจะไม่ร้องไห้แล้ว ไม่เศร้าแล้ว
เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ฉันก็ยังคงมีเขาในใจ
และคงจะต้องรักเขาอย่างหยุดไม่ได้

จากนี้ ฉันของดเสพย์เพลงเศร้า สัก 3 เดือน
เพราะไม่ให้มันมากระตุ้นความเศร้าลึกๆ ภายใน


Sunday, January 22, 2006

วันอาทิตย์


วันอาทิตย์ เป็นวันที่ฉันรอคำตอบจากเขาทั้งวัน
เขาบอกให้ฉันโทรไปปลุกเขาตอนเช้า
แต่ฉันติดถ่ายรูปให้บัณฑิตโฟม จนสิบโมงกว่าๆ


ฉันไปแวะที่กาดต้นพยอม ตั้งใจจะซื้อไข่พะโล้ไปให้เขา
แต่พอโทรไปเขาก็ไม่ยอมตื่น บอกว่าให้เข้าไปหาตอนดึกๆ

ฉันโทรหาพี่ติ๊ก อยากซื้อข้าวเข้าไปกินด้วย
แต่พี่ติ๊กก็เพิ่งตื่น ไม่ยอมลุกเช่นกัน

ฉันกลับเข้าบ้าน ทำงานบ้าน แล้วออกไปรับฝนไป
กินกาแฟร้านใหม่ของพี่เขม
เลยถ่ายรูปเล่นกัน แล้วถ่ายรูปพี่เขมกับภรรยาไว้ด้วย
ชิมกาแฟไปสองแก้ว แบบเข้มข้น และแบบปานกลางแต่มีรสหวาน
ตามสูตรของร้าน Inspired of Cup
ใจเลยสั่น มือสั่น ขาสั่นไปหมด
หน้าแดง ร้อนฉ่า ไปส่งฝนที่ร้านอาหาร
แล้วโทรหาเขาอีกรอบ เผื่อว่าเขาจะกลับเข้าห้องแล้ว
บอกเขาว่า ถ้ากลับแล้ว ช่วยโทรบอกด้วยนะคะ

กลับเข้าบ้านไปทำงานบ้านต่อ ตอนค่ำ บอลโทรมา
ออกไปกินข้าวต้มด้วยกัน แล้วแวะไปร้านเล่า
นั่งฆ่าเวลารอเขาโทรมา
จนสามทุ่มกว่าแล้ว ใจเต้นไม่เป็นส่ำด้วยฤทธิ์กาแฟ
และกังวลกับสิ่งที่จะเป็นไปหลังจากคืนนี้

ฉันโทรหาเขาอีกรอบ เขาอยู่ที่ห้องแล้ว แต่ไม่ได้โทรบอก
คิดว่าฉันเข้าบ้านไปแล้ว จะไม่ออกมาอีก
เขาทำน้ำเสียงอ่อน ขอโทษอย่างสุภาพ
เขาน่ารักแบบนี้เสมอ ฉันรักความสุภาพของเขาหมดหัวใจ

Saturday, January 21, 2006

เทา --- > ฟ้า

“... ไม่มี เธอแล้ว จะฉันจะอยู่อย่างไร
ไม่รักก็คงต้อง ลืมใช่ไหม
ฝืนใจตัวเองทุกครั้งพรุ่งนี้
ไม่รู้ว่ามัน จะเป็นยังไง
รู้เพียง ตะวันยังมี ให้เห็นไกลๆ
ทุกอย่าง นั้นยังไม่แปรเปลี่ยนไป
และฉันจะมีแต่เธอในใจ
มีแต่เธอในใจเหมือน ดวงตะวัน...”


พรุ่งนี้ เราจะสร้างความกล้าหาญให้ตัวเอง
สร้างความเข้มแข็งให้ตัวเอง
และอาจจะต้องเติมความบ้าบิ่นลงไปอีก
พรุ่งนี้เราจะเข้าไปหาเขา เพื่อเปิดใจคุยกัน

พรุ่งนี้แล้วสิ ที่หัวใจเราจะเปลี่ยนไปอยู่ในโลกสีเทาสักระยะหนึ่ง
เปลี่ยนจากความบอบช้ำเก่ามาสู่ความบอบช้ำใหม่
เพื่อที่จะตั้งต้นใหม่ ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงแล้วสิ
หลังจากที่แช่แข็งหัวใจตัวเองในฤดูหนาวมานานกว่า 4 ปี
หวังว่าใบไม้ที่กำลังแตกยอดใหม่ จะสวยงามนะ
ขอให้ฟ้าเป็นสีฟ้า ด้วยเถอะ



Thursday, January 19, 2006

อุบัติเหตุที่เกิดจากความเหม่อลอย

เมื่อคืนนอนเร็วกว่าทุกที แต่ทำให้พี่ฮัทนอนดึก (ขอโทษก้าบ)
ก่อกวนพี่ฮัททางโทรศัพท์อยู่เกือบชั่วโมง
ด้วยความสับสนของจิตใจเราเอง พี่ฮัทก็เลยสับสนไปด้วย
ไม่รู้จะช่วยแก้ปัญหาให้เราได้อย่างไร
แค่รับฟังเราได้โดยไม่บ่นอะไรมาก ก็ดีที่สุดแล้ว
เท่านี้ก็ช่วยได้เยอะแล้วค่ะ

นอนเร็ว วันนี้ก็เลยมาถึงที่ทำงานทันเวลา ไม่โดนหักเงินเหมือนทุกวัน
แต่... เราขับรถชนคุณน้ามอเตอร์ไซด์ ล้มไปเลย
ตอนแรกชน เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ได้ยินเสียงดังโครม
เรานึกว่าตัวเองชนขอบฟุตบาทเหมือนเดิม
แต่... ผู้คนหน้าบริษัทหันไปมอง เราก็เลยหันไปมองตาม
มีสติดีอยู่ รีบขับรถไปจอดให้ไม่ขวางทางเข้าออก
แล้ววิ่งลงไปดูคุณน้า
ไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่มีร่องรอยถลอกตรงไหน
แต่ว่ารถมอเตอร์ไซด์ได้รับบาดเจ็บ
โคนกระจกด้านซ้ายหัก กุญแจรถก็หงิกหงอคาอยู่ที่รูกุญแจ
คุณน้าลุกขึ้นมปัดแข้งปัดขา แล้วก็บ่นไปด้วย
ว่ารถสีขาวขับมาคู่กัน เลี้ยวไม่ดู
เพื่อนร่วมงานในบริษัทก็เดินเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
พอรู้ว่าเราชน เขาก็ยิ้มๆ แต่ก็อยู่เป็นเพื่อนจนคุณน้าขี่รถออกไป
ตอนคุณน้าสำรวจรถ ว่ามีอะไรเสียหายบ้าง
เราทำอะไรไม่ถูกเลย พูดได้แค่ว่า
"หนูช่วยค่าซ่อมรถให้ดีไหมคะ"
ที่จริงไม่อยากจะเอ่ยคำนี้ แต่ไม่รู้ว่าควรจะแสดงความรับผิดชอบอะไร
อย่างไรดี ก่อนคุณน้าออกรถไป เราก็ยกมือไหว้ แล้วยิ้มให้
นี่คงจะดีที่สุดแล้ว คุณน้าใจดีไม่เอาเรื่องไม่เอาความ

ตอนนี้รู้สึกแย่มากๆ ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถึงแม้จะเล็กน้อย
แต่มันเป็นเพราะเราเหม่อลอย ใจคิดกังวลไปถึงเรื่องๆ หนึ่ง
ตั้งแต่ขับรถออกมาจากบ้านแล้ว โชคดีที่ขับรถไม่เร็ว
อุบัติเหตุครั้งนี้ อภัยให้ไม่ได้เลย
เพราะมันเกิดจากความเหม่อลอยของเรา

-------------------------------------------

ปล. ขอบใจเพื่อนบอลกับเพื่อนเขียนมากนะ ที่ใส่คอมเม้นท์ไว้ข้างล่าง

เราเองก็เชื่อเช่นนั้นนะเขียน สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ












Wednesday, January 18, 2006

ปล่อยไปตามหัวใจ

โบอิ้งส่งเพลงหนึ่งมาให้ฟัง
ปล่อยไปตามหัวใจ ของบีไฟว์ (บี5)
กว่าจะโหลดได้ก็ตั้งนานแน่ะ
จนในที่สุดได้ฟัง
เพลงที่ทำให้เศร้าอีกเพลงหนึ่ง
เมื่อคืนเลยปล่อยให้แก้มและหมอนชุ่มฉ่ำน้ำ จนหลับไป

ฉันนึกไม่ออกเลยว่าจะทำยังไงต่อไปกับหัวใจ
จะตัดใจหรือว่าจะอยู่ต่อทำทุกทางเพื่อให้ทำให้เขารักให้ได้
นึกถึงเพลง ดอกทานตะวัน
“เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย แอบรักดอกทานตะวัน
.............................
จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา
เพียงปารถนา ดอกทานตะวันหันมา .........”

ก่อนหน้านี้ คิดตัดใจไปแล้ว แต่พอฟังเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง
ที่รักเพื่อนหญิงของตัวเอง แล้วก็มานัดเจอกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ผู้หญิงคนนั้น
แอบชอบอยู่ เขานัดมาเพื่อพูดคุย
คำพูดต่างๆ ของเขา ที่เราได้รับรู้มา
ทำให้เรารู้สึกประทับใจ ฉันว่า เขากล้าหาญมากที่ออกมาแสดงตัว

เพื่อทำทุกอย่าง เพื่อผู้หญิงที่ตัวเองรัก เขามาดหมายจะเอาชนะผู้ชายอีกคนให้ได้
แล้วเขาป่าวประกาศว่าจะไม่ยอมแพ้

ฉันก็เคยคิดจะเอาความรักและความภักดีของฉัน
เอาชนะใจเขาให้ได้เหมือนกัน แต่ระยะเวลา ความสัมพันธ์ของเรา
เหตุการณ์ที่พบเจอระหว่างเรา ความรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ทำให้ฉันสับสน
ว่าฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เวลามันก็ล่วงมา 4 ปีแล้ว
มองย้อนกลับไปดู เมื่อ 1 ปีที่แล้ว 2 ปีที่แล้ว 3 ปีที่แล้ว
ฉันยังคงคร่ำครวญเหมือนเก่า แต่ก็มีที่ร่าเริงกับสิ่งนิดน้อย
ที่เขาปฏิบัติต่อฉัน

มันคงเป็นความซับซ้อนทางอารมณ์ความรู้สึก ที่ใครเขาบอกกันว่า
จะมาหาเหตุผลอะไรกับความรัก ในเมื่อรักด้วยหัวใจ ด้วยความรู้สึก
หากรู้จักรักด้วยสมอง ฉันคงไม่ทนอยู่


ทุกครั้งที่ความสัมพันธ์กำลังจะไปได้ดี
เราต่างมีความสุขกับระยะห่างที่วางไว้
แต่ฉันเอง ที่เป็นคนถอยหลังกลับออกมา
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด
ซึ่งนั้นให้เราต้องเริ่มต้นใหม่อีก
บางทีอาจเป็นเพราะว่าฉันหวาดกลัวเกินไป
ฉันคงกลัวว่าจะผิดหวังและเจ็บปวดอย่างที่เคยเป็นมา
หวังว่าเขาจะยังอดทนและรอคอยให้ใจฉันพร้อมกว่านี้
ซึ่งเราต่างก็ไม่รู้ว่า หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เราสองคนจะรู้สึกต่อกันในนามใด











Sunday, January 15, 2006

เจ้าชายน้อยตอนต่อไป


จะมีทางไหนให้ฉันค้นพบ ความจริงของหัวใจ ...........
ขึ้นต้นด้วยเพลงนี้ ก็เพราะว่าไดอารี่วันนี้จะเขียนถึงเรื่องหัวใจ
เพราะ..... ไม่มีทางหรอก ไม่มีวันนั้น เธอไม่มีทางจะรักฉัน
เราคงไม่มีวันได้รักกัน
เธอคงไม่กลับมาแล้ว .....

ถ้า Antoine de Saint Exupéry จะเขียนเรื่องเจ้าชายน้อยต่อไปอีก
อยากรู้จังว่า หมาป่าที่จงรักภักดีจะเศร้าโศกเพียงไหน
ต่อการจากไปของเจ้าชายน้อย หมาป่าจะคิดถึงเจ้าชายน้อย
ผู้ฝึกเจ้าหมาป่าจนเชื่อง ให้คุ้นเคยผูกพันกันมากแค่ไหน
หรือหมาป่าเพียงแค่มองดูรวงข้าวสีทองดังสีผมของเจ้าชายน้อย ก็พอใจแล้ว

แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันคงจะร่ำร้อง เพรียกหาเจ้าชายน้อย
เพราะทุกคราที่รวงข้าวเปลี่ยนเป็นสีทอง
ความคิดถึงคงจะยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้นฉันคงจะคร่ำครวญ
ทั้งที่นึกไม่ออกเลยว่าเจ้าชายน้อยจะกลับมาไหม
การร่ำไห้อาจไม่มีประโยชน์อะไร
แต่น้ำตามันคงอยู่เป็นเพื่อนฉันได้ยามที่คิดถึงเธอ
น้ำตาคงจะช่วยปลอบประโลมฉันได้
ยามที่รวงข้าวไหวลู่ไปตามลม
ถึงเจ้าชายน้อยจะใจร้ายเพียงไหนแต่ฉันก็ยังเฝ้ารอการกลับมา ....

ลูกเราจะชื่ออะไรดี

วันนี้ทำตัวเป็นพี่เลี้ยงเด็ก 2 ชั่วโมงให้ก๊อฟ
ก็เลยเอารูปปุนปุนใส่ชุดกระต่ายมาโพสต์ให้ดู
แล้วก็รูปปันปันตอนแรกคลอด
ปุนปุนงอแง อยากไปโลตัส ก๊อฟเลยว่าจะพานั่งรถเที่ยวให้หลับ
พอดีเราเอาแสกนเนอร์ที่ยืมมาจากพี่ปึ๋งไปคืนที่บ้าน
เลยสวมรอยเป็นพี่เลี้ยงเด็ก และทำตัวเป็นน้องที่ดีเลี้ยงลูกแทน
พี่ปึ๋งที่ไปตีก๊อฟ เอ้ย! ตีกอล์ฟ
ตอนแรกก๊อฟเอาปันปันฝากอาปาไว้ เพราะแม่ไม่ค่อยสบาย
แต่พอเห็นเราเท่านั้นแหละ ก็เลยวิ่งไปอุ้มลูกลงมา
พาเด็กๆ ไปเที่ยวหน้ามอด้วยกัน
ปุนปุน หลับอยู่ที่เบาะหน้า ตั้งแต่รถยังไม่ออก
เราเลยนั่งเบาะหลังกับปันปัน
ปันปัน เป็นเด็กอารมณ์ดีมากเลย ตอนเราคุยโทรศัพท์กับพี่ยุ่น
ปันปันก็ส่งเสียงคุยด้วย แต่พี่ยุ่นก็ไม่วางสายสักที
ปันปันเลยแหกปากเสียงดัง แล้วเริ่มงอแง
เฮ้อ ทำไงก็ไม่เงียบแหะ
ก๊อฟขับรถไปถึงหน้ามอพอดี
ค่อยยังชั่วหน่อย
ก๊อฟเอาปันปันไปอุ้ม ก็เงียบเลย
สักพักปุนปุน ก็ตื่นมาร้องไห้งอแงเสียงดังกว่าปันปันหลายเท่า
ร้องจะไปโลตัส
ก็เลยพาเด็กๆ ลงไปเล่นที่สนาม กว่าปุนปุนจะอารมณ์ดี ก็พักใหญ่
จากนั้น ก็วิ่งไปทั่ว ป้าอิ๊กต้องวิ่งตามให้ทัน
พี่ยุ่นบอกว่า ปันปันน่ารักดี น่ารักเหมือนลูกหมา
ไม่รู้ว่าก๊อฟควรจะดีใจไหมกับสิ่งที่พี่ยุ่นเปรียบ
แต่พี่ยุ่นให้เหตุผลว่า ก็พออุ้มปันปัน ก็นั่งนิ่งดี ไม่ซนเหมือนเด็กคนอื่น
อืม นะ ถ้าเรามีลูก ให้มันซนดีกว่า ไม่อยากให้มันน่ารักเหมือนลูกหมา

ถ้ามีลูกจะให้ชื่ออะไรดีหนอ อยากให้มีแค่พยางค์เดียว
ชื่อเล่นกับชื่อจริง เป็นชื่อเดียวกัน
เฮ้อ! มองข้ามช็อตอีกแล้วสิ
ยังหานามสกุลเปลี่ยนไม่ได้เลย จะตั้งชื่อลูกก่อนซะล่ะ



Saturday, January 14, 2006

วัน .... ที่อ้วน และเศร้า

วันนี้วันเด็กๆ ใครๆ ก็รู้
(แปดวันแล้วคงไม่มีใครรู้ ที่ความเศร้าของเราทวีเพิ่มขึ้นทุกวัน)
วันนี้ ได้ทำกิจกรรมกับเด็กๆ ที่มาแวะเที่ยวที่เด่นชัย
มองดูเด็กๆ เต้นและร้องเพลง
อืม น่ารักดีจัง ร้องเพลงก็ฟังไม่รู้เรื่อง
เต้นขยึกขยัก ยืนตัวแข็ง แต่เด็กๆ ทำอะไรก็น่ารักไปหมด
มีน้องคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าอยากเป็นกบ
หรือชาติที่แล้วเป็นกบกันแน่
น้องทำท่าเก็บเข่างอ เอามือกางวางบนพื้น
แล้วกระโดดแบบกบ เด๊ะ!

นึกภาพ วันที่เขาพาลูกมาเที่ยว
เห็นแล้วจะทำใจได้ไง
ต้องเริ่มทำใจตั้งแต่วันนี้ใช่ไหม
------------------------------------------------------------

เมื่อคืนไปกินไก่เที่ยงคืน กับพี่ติ๊ก พี่ก้อง น้องนิว แล้วพี่ยุ่นก็ตามมา
กินไข่เป็ดต้มยางมตูม ตั้งสี่ฟอง พอตัดไข่เป็นชิ้นๆ ไข่แดง
ก็ไหลเยิ้มออกมา เหยาะน้ำปลาลงไป แหม่!
มีปลาสลิดทอด หางเนี้ยกรอบเชียว
ไก่ทอด แห้งๆ มันหนังกรอบๆ ติดอยู่
หมูสามชั้น ทอด กร๊อบ กรอบ
น้ำพริกตาแดง กับผักต้ม อืม
กินเสร็จตี 2 ก็เข้านอน
ช่างอิ่มหมีพีมัน ซะจริง (เรากินอิ่ม แล้วเกี่ยวอะไรกับ หมี ยังงงอยู่)

พี่ยุ่นบอกพี่ก้องว่า ให้พี่ก้องไปกินขนมจีน แล้วถ่ายรูป
ส่งไปให้หญิงอิจฉาเล่นด้วย
ถ้าจำไม่ผิด ของโปรดหญิงคือ ขนมจีนแกงเนื้อ
ต้องอันนี้แหละ ถึงจะได้ผล



Thursday, January 12, 2006

ฤ จะต้องเดินไปคนเดียวจนแก่เฒ่า

เมื่อวานหลังจากเลิกงาน ก็ไปทำธุระเรื่องพรีเซนต์งานแต่ง
ให้พี่เจี๊ยบพี่ทุย ที่บ้านหลิน
เสร็จธุระประมาณเกือบ 2 ทุ่ม ไม่รู้จะกินอะไรดี

เลยโทรถามพี่ฮัทว่าแถววิทยาลัยนาฏศิลป์
มีอะไรน่ากินบ้างไหม กะว่าจะชวนพี่ฮัทไปหาไรกิน

แต่เวลาป่านนั้น พี่ฮัทคงกินข้าวที่บ้านไปแล้ว
ร้านที่พี่ฮัทแนะนำมาก็ไม่โดนใจเลยสักที่
อย่างเช่น เต้ยติ่มซำ สเต๊คบุฟเฟ่ต์ จะให้ไปนั่งกินคนเดียว คงอร่อยแย่เลย
สรุปว่ามาสะดุดที่ ซ.สเต๊ค แถวสวนสุขภาพ เพราะเป็นทางผ่านกลับบ้าน 700 ปี พอดี
ขับรถมาเลยๆ แวะร้านดาวสักนิดหนึ่ง เริ่มเปลี่ยนใจ ไม่หิวมากเท่าไหร่แล้ว
อยากกินขนมจีบรถเข็นหน้าร้านดาว แต่คนขายหายไปไหนไม่รู้
เช่าหนังสือมาได้หนึ่งเล่ม ชื่อ นิทานข้าวเปลือกกับหมาเก้าหาง (ถ้าจำไม่ผิด)
เดินกลับไปที่รถ ซึ่งจอดไว้ที่หน้าศูนย์วัฒนธรรมชาวเขา ข้างวัดสวนดอก
เห็นผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เดินถือหนังสือไปที่รถเช่นกัน
จำได้ว่า เขาเพิ่งออกมาจากร้านดาว
เริ่มรู้สึกในใจ "ฤ เราจะเป็นเช่นเขา เดินดุ่มคนเดียวจนแก่"
เฮ้อ ความเหงา เริ่มเข้าครอบงำ
นึกถึงเพื่อนๆ ชมรม เพราะเพื่อนเมเจอร์ก็ไม่ค่อยได้คบใคร
มีอิ๊ดคนเดียว ก็ดันผิดใจกันด้วยเรื่องผู้ชายโรยโท่ยคนหนึ่ง
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราคงไม่ยอมให้เพื่อนเข้าใจผิดถึงขั้นนั้น

เพื่อนๆ ชมรมที่รัก ทั้งหลาย ก็แยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิต
องอาจ อยู่สระบุรี ยังคงทุกข์ใจเรื่องหัวใจไม่คลาย
หญิง ไปอ้วนอยู่อเมริกากับหวานใจ
เอดำ มีครอบครัวพร้อมลูกชายที่กทม.
โม่ง หลงภรรยา ลืมเพื่อนแล้วไย ที่เชียงราย
ปุ้ม ไปร่าเริงเสียงดังที่กทม.
เขียน ไปเป็นช่างภาพไฉไลที่กทม.
จุล เปลี่ยนแฟนไม่ซ้ำหน้า เจอกันแล้วไม่กล้าทัก
ท๊อป มีเพื่อน/แฟน ตัวติดกันยังกับตังเม
บอล ยังหลงเมืองกรุง แต่ร่ำๆ ว่าจะกลับมาสู่ขุนเขา
แอ๊ว จากกันไปนานไม่มีทางหวนกลับ
ชิน ไม่รู้ข่าวคราว ไม่ทราบว่าอยู่หนใด

เฮ้อ ไฉนเลย ข้าพเจ้าจึงไม่มีเพื่อนสักคนที่รู้ใจ จริงใจ อยู่ร่วมเผชิญทุกข์สุขด้วยกันเลย


Wednesday, January 11, 2006

บ่นๆๆ คนแก่ขี้บ่น

ไม่ได้อัพ blog หลายวัน เพราะไปงานแต่งงานอาพัตที่สุโขทัยมา
งานนี้รวมญาติพี่น้องทั่วสารทิศคนเมืองเก่า
มีแต่คนชมว่าเราสวยขึ้นแหะ
อยากเอารูปมาอวดเพื่อนๆ ชาว blog แต่ว่ารูปยังอยู่ที่พี่ยุ่น
แล้วก็ยังโพสต์รูปไม่เป็นด้วย คงต้องขออภัยมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย

งานแต่งงานตอนกลางคืน เราแย่งดอกไม้เกือบได้
แอ้รับได้ก่อน แต่แอ้บอกว่ายกให้
เราจะได้แต่งงานแล้วจริงๆ เหรอ ยังไม่อยากเลย
เพราะว่ายังหาใครไม่ได้เลยนิ เฮ้อ
แค่จะมีเพื่อนสนิทสักคนที่ไปไหนมาไหนด้วยกันได้
ยังหาไม่เจอเลย ทุกวันนี้ก็กอดตัวเองกับความเหงา
ไปไหนมาไหนคนเดียวจนชินซะล่ะ

กลับมาทำงาน ก็งานยุ่งเป็นมือระวิง ดีที่ไม่ต้องใช้ความคิดเท่าไหร่
แต่ว่าเมื่อบ่ายเข้าประชุมมา รู้สึกว่างานจะหนักเอาการอยู่
แย่แล้วสิ แย่แล้วสิ (กรุณาอ่านตามแบบตัวการ์ตูนเทเลทับบี้)

ไม่รู้จะเขียนอะไรแหะ มีเรื่องมากมายเกินกว่าจะเขียนได้หมด
เอาเป็นว่า นับจากนี้ ชีวิตจะเปลี่ยน ................

Thursday, January 05, 2006

ตัวเลข

เมื่อเช้า ตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ นึกว่าสายเสียแล้ว นาฬิกาที่ชั้นหนังสือบอกเวลา 08.15 น. โอ้ววววว
รีบลุกไปเข้าห้องน้ำ ไม่ได้อาบน้ำเหมือนเคย ออกมาหยิบมือถือดู เพิ่ง 7.44 น. เองนี่นา ค่อยยังชั่วหน่อย

แต่ว่า มาถึงที่ทำงานก็สายไปสองนาทีแล้ว โดนหักอีก 2 บาท เมื่อวาน 6 บาท

ระหว่างที่ขับรถมา เห็นน้องผู้หญิงใส่ชุดนักเรียนนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์คุณพ่อไปโรงเรียน ท่านั่งของน้องแปลกดี

แต่ก็น่าเอ็นดู ด้วยความที่เสื้อกันหนาวพ่อตัวใหญ่ น้องตัวเล็กนั่งกอดเอวคุณพ่อเกือบจมเข้าไปในเสื้อกันหนาว
แล้วน้องก็นั่งไพล่หันหน้าไปทางขวา ซึ่งปกติคนเราจะนั่งไพล่หันไปทางด้านซ้าย

มาถึงที่ทำงาน เปิดดูเวบได มีบอลเข้ามาคอมเม้นท์ของเมื่อวาน ถึงเวลาที่โพสต์ อืม 2.22 น. เลขสวยจริงด้วย

บอลบอกว่า แฟนบอล 4 คน ที่ผ่านมา เกิดวันที่ 22 เหมือนกันหมดเลย โชคดี เราเกิดช้าไป เราเกิด 23 พ.ค.
555! ดีใจไหมบอล ไม่งั้นเราคงได้เป็นแฟนกัน

ตัวเลขเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันเนาะ ยิ่งตัวเลขของเวลา ก็ยิ่งมีอิทธิพล อยากมีชีวิตแบบไม่มีเวลา

เหมือนตอนทำฟรีแลนซ์ จะนอน จะตื่นกี่โมง ก็ไม่หวั่นกับเรื่องเวลาเท่าไหร่
แต่... บางที การที่ชีวิตไม่มีอะไรเป็นตัวกำหนด มันก็อาจมีความรู้สึกหว่างโหว่งเกิดขึ้น
กรอบและขอบเขตของการกระทำ ของการปฏิบัติ ก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่คนเราต้องมี
และเพิ่งเคารพต่อกันใช่ไหม แต่ว่า ถ้ามันมากไป ก็คงอึดอัด ยืดหยุ่น และล้อเล่นกับชีวิตบางสิ
อย่าทำให้กรอบชีวิตมันแคบเกินไป

น้อยใจ

วันนี้อารมณ์ไม่ค่อยดี หงุดหงิดใจ
ไม่น่าคุยกับพี่ติ๊กลาบเมื่อเช้าเลย
ทำไมหนอ ถึงไม่เคยเข้าใจกันเลย
สุดท้ายเราก็ต้องยอมลงให้ทุกที
น้อยใจที่สุด ทำไมเราถึงเป็นเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ไม่ได้
แค่จะโทรไปสวัสดีปีใหม่แม่เขาก็ไม่ได้
เขาบอกว่าแม่เข้าใจผิด
เข้าใจผิดก็ทำให้ถูกสิ
ทีเพื่อนคนอื่นๆ ไม่เห็นเป็นไรเลย
อึดอัดใจ รู้สึกเหมือนเป็นคนไม่ดี
ที่อยู่ๆ ก็หายไป ใจดำ ทั้งที่แม่เขาก็เอ็นดูเรา
แต่เราก็ต้องทำเป็นไม่สนใจ
งานบวชอะไร เราก็คงไปไม่ได้
จะบอกแม่กับน้องต๋อยยังไงดีหนอ
---------------------------------------
พี่อาร์ตบอกว่า ขนมเค้กไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่
ก็แหง๋ละ เราไม่ได้ทำเองนี่นา
ถ้าทำเองต้องอร่อยแน่เลย
ในละครทีวี เรื่องเจ้าบ่าวก้นครัว
เขาบอกว่า อาหารอะไรที่ทำด้วยใจ ก็อร่อยทั้งนั้น
จริงเนาะ อะไรที่ทำให้พี่อาร์ตกิน พี่เขาก็บอกว่าอร่อยหมดเลย
จะรู้ไหมหนอ ว่าเราใช้หัวใจทำ
---------------------------------------
เมื่อคืนไปดูนาเนียร์กับพี่ฮัทมา ชอบจังเลย สนุกกว่าที่คิดไว้อีก
ดีใจที่ได้ไปดู แม้จะไม่ได้มีโอกาสไปงานวันเกิดพี่อาร์ตเลย
ช่วงเวลาของหนัง ทำให้ลืมพี่อาร์ตไปได้สนิทใจเลย
นาเนียร์เป็นหนังที่ดูง่ายกว่าลอร์ดออฟเดอะริง
ออกแนวแฟนตาซีเด็กมากกว่า
ตื่นเต้น มีฉากที่ทำให้เราตกใจจน พี่ฮัทต้องสะกิดเลย
ว่าแต่ว่า คราวหลังคงต้องเอาเสื้อกันหนาวไปตัวใหญ่กว่านี้
หนาวมากๆ นั่งกอดอกตลอดชั่วโมงหนังเลย


Wednesday, January 04, 2006

HBD กระดุ๊กกระดิ๊กซ่า

ฉันซื้อเค้กสี่เหลี่ยมมา มีครีมสีขาวนวล ฉันตีเนยให้เนียน
ตักใส่ถุงบีบ บรรจงเขียนหน้าเค้ก
Happy
Birthday
P-Art

นั่งรอเวลาเที่ยงคืน ขับรถออกจากบ้าน ฝ่ารถราขวักไขว่จากผู้คน
ที่มาเที่ยวงานฤดูหนาวหน้าหมู่บ้าน
ใกล้จะถึงที่พักของเขา ฉันกดโทรศัพท์ รอจนสายหลุด
เขาไม่รับสาย คงหลับไปแล้ว
ฉันขับรถต่อไปจนถึงหน้าที่พัก จอดรถ
เดินดุ่มๆ ขึ้นไปที่ชั้นสอง เลี้ยวซ้าย และเลี้ยวซ้าย
หยุดอยู่หน้าห้องที่มีประตูสีเขียว
ฉันวางกล่องขนมเค้กไว้บนกล่องของขวัญ
มีถุงพลาสติกสีเหลืองอีกชั้นคุมอยู่ มัดปากถุงไว้
วางไว้ริมผนังหน้าประตู
ฉันแอบฟังเสียงในห้อง เงียบฉี่ มีแต่เสียงจากข้างห้อง
ฉันเดินจากมา แต่ก็เดินกลับไปอีกรอบ
เปลี่ยนใจ เอาถุงแขวนไว้ที่ลูกบิด แล้วเดินอมยิ้มไปที่รถ
ขับรถกลับบ้าน นอนห่มผ้าสองชั้นด้วยรอยยิ้ม

ตื่นเช้ามา นึกถึงเจ้าขนมเค้ก ตัวหนังสือหน้าเค้กที่เขียนไว้จะละลายหรือยังหนอ
ป่านนี้ แดดคงส่องจนร้อนแล้ว
น่าสงสารเจ้าขนมเค้ก ร้อนๆๆๆ
รีบเปิดประตูด้วย หนูจะละลายแล้วววววววววว

มาเถิด เติมรักให้เต็มลูกโป่ง ทำหัวใจเราให้พองใหญ่ เต็มหัวใจอย่างบอลลูน
... ล่องลอยไปกับความสุขล้นปรี่.....
......ความรักกระดุ๊กกระดิ๊กซ่า......

Wednesday, December 28, 2005

แรงบันดาลใจ

คุณคงไม่รู้ว่า การกลับมาของคุณมีความหมายต่อชีวิตฉันเพียงใด
คุณคงไม่รู้ว่า ชีวิตฉันมีค่าแค่ไหนในแต่ละเวลาที่ได้พบคุณ
คุณคงไม่รู้ว่า ฉันเพรียกหาความคุ้นเคยที่เราเคยมีต่อกันมานานแค่ไหน
สุดท้าย คุณก็กลับมา แต่ฉันกลับรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงต่อความสัมพันธ์ครั้งใหม่
ที่ไม่รู้ว่าจะไปในทิศทางไหน มันดีมากเกินกว่าความคาดหวังที่ฉันเคยมี
คุณรู้ไหม ว่าบางทีฉันก็กลัวจนไม่กล้ารับโทรศัพท์
ฉันกลัวความคิดตัวเองจะกลับไปวาดฝันของฉันกับคุณอีก
กลัวความหวั่นไหวที่รู้สึกดีเหลือเกินเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของคุณ
และยิ่งเวลาที่ได้เห็นใบหน้าของคุณแม้เพียงเสี้ยววินาที
หัวใจฉันก็เต้นแรงเหมือนกับสาวรุ่นที่แอบรักรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกัน
บางครั้ง ฉันอยากเร่งเวลาให้ผ่านไปโดยเร็ว
เพื่อที่ฉันจะได้รู้ว่าคุณรู้สึกดีกับฉันเพียงไหน
แต่บางครั้ง ฉันก็อยากหยุดเวลาไว้แค่นี้
แม้จะคิดว่าคุณไม่มีทางจะรักฉัน
ซึ่งมันก็ดีที่สุดแล้วที่ได้รู้ว่าคุณระลึกถึงฉันบ้าง